มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 22 ความหวังที่พังทลาย (2)
บทที่ 22 ความหวังที่พังทลาย (2)
หลายวันผ่านไปจนกระทั่งถึงกำหนดนัดหมายที่หมอเทวดาโม่ฉางจะต้องกลับมาทำการรักษาอีกครั้ง บรรยากาศภายในเรือนมู่ตานพลันเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ฉู่หยางในชุดลำลองเตรียมนั่งรออยู่บนเตียงด้วยใจที่จดจ่อ มือซ้ายของเขากำผ้าปูที่นอนแน่น สายตาคอยชำเลืองมองไปที่บานประตูทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าเดินผ่าน
ทว่าจากยามเฉินล่วงเลยเข้าสู่ยามซื่อก็แล้ว จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำลงลับขอบฟ้า เงาร่างของหมอเทวดาโม่ฉางก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านหมอโม่ถึงยังไม่มาอีก? หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างทาง?”
ฉู่หยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน
ฉู่จิ้งหยวนเองก็เดินวนไปมาในห้องโถงจนพื้นแทบสึก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนจัด
“เจ้าใจเย็นก่อนหยางเอ๋อร์ ท่านหมออาจจะกำลังตระเตรียมตัวยาล้ำค่าชุดใหม่ จึงล่าช้าไปบ้าง ข้าจะรออีกครึ่งชั่วยาม”
ทว่ารออยู่นานก็ยังคงไร้วี่แววหมอเทวดาโม่ฉางอยู่ดี จนกระทั่งในที่สุด ความอดทนสุดท้ายของพวกเขาก็ได้หมดลง ฉู่จิ้งหยวนจึงเรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามาทันที
“ไป! ไปที่โรงเตี๊ยมที่ท่านหมอพักอยู่เดี๋ยวนี้! ไปดูว่าเหตุใดเขาถึงยังไม่มาตามนัด หากเขาไม่สบายหรือติดขัดสิ่งใดก็จงเร่งจัดการและเชิญตัวเขามาให้เร็วที่สุด!”
องครักษ์รับคำสั่งแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็กลับมาพร้อมสีหน้าที่ซีดเผือดและท่าทางลนลานจนเสียกิริยา ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เรือน เขาก็ทรุดเข่าลงแทบเท้าฉู่จิ้งหยวนพร้อมเอ่ยรายงานด้วยความร้อนใจ
“เรียนนายท่าน ท่านหมอ…ท่านหมอโม่ฉางหายตัวไปแล้วขอรับ!”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ! หายตัวไปหมายความว่าอย่างไร!” ฉู่จิ้งหยวนเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา ในใจพลันร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เสี่ยวเอ้อที่โรงเตี๊ยมบอกว่า ท่านหมอโม่ฉางได้เก็บข้าวของออกไปตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วขอรับ ไม่เหลือร่องรอยหรือจดหมายทิ้งไว้แม้แต่ฉบับเดียว ข้าน้อยพยายามถามหาทิศทางที่เขาไป แต่ก็ไม่มีใครทราบเลยขอรับ!”
สิ้นคำรายงาน ร่างของฉู่หยางที่นั่งอยู่บนเตียงถึงกับชาวาบไปทั้งตัว ความหวังที่เคยพองโตกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บ ส่วนฉู่จิ้งหยวนนั้นโกรธจัดจนตัวสั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออกมาอย่างน่ากลัว
“เป็นไปไม่ได้! เงินห้าหมื่นตำลึงข้าเพิ่งให้เขาไป! เขาจะหายไปได้อย่างไร!”
ฉู่จิ้งหยวนแผดร้องออกมาอย่างเสียสติ เขารู้ดีว่าหากไม่มีหมอเทวดาโม่ การรักษาแขนของบุตรชายย่อมต้องจบลงเพียงนี้ และเงินมหาศาลนั้นย่อมต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
“ออกคำสั่งลงไป! ส่งคนออกไปตรวจสอบทุกประตูเมือง! พลิกแผ่นดินหาตัวหมอโม่ฉางมาให้ได้! ใครพบตัวเขา ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม แต่หากใครปล่อยให้เขาหนีไปได้ ข้าจะบั่นหัวพวกเจ้าทุกคน!”
จวนสกุลฉู่ที่เคยตกอยู่ในความโศกเศร้า บัดนี้กลับเข้าสู่ความโกลาหลวุ่นวายอีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าคนที่พวกเขาตามหานั้น บัดนี้เดินทางไกลแสนไกลเกินกว่าที่เงื้อมมือของสกุลฉู่จะเอื้อมไปถึงเสียแล้ว
หลายวันผ่านไป บรรยากาศภายในห้องทำงานของฉู่จิ้งหยวนกลับมืดครึ้มประหนึ่งมีเมฆฝนปกคลุมอยู่ตลอดเวลา แสงเทียนที่สลัวรางส่องกระทบใบหน้าของประมุขจวนที่บัดนี้ดูทรุดโทรมและดำคล้ำด้วยความเคียดแค้นที่สุมอก เขานั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน จ้องมององครักษ์คนสนิทที่เพิ่งกลับมารายงานผลด้วยสีหน้าแววตาดุดัน
“เรียนนายท่าน จากการสอบถามยามเฝ้าประตูเมืองและสายข่าวของเรา พบว่าหลังจากที่ท่านหมอโม่ฉางรับห่อเงินห้าหมื่นตำลึงจากนายท่านไปในวันนั้น เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม เขาก็จัดการเก็บข้าวของและลอบเดินทางออกจากเมืองหลวงไปในทันทีขอรับ ยามนี้ไร้ซึ่งร่องรอยให้สืบหาต่อ ข้าน้อยพยายามตามรอยไปจนถึงหัวเมืองใกล้เคียง แต่กลับไม่พบเบาะแสใด ๆ เลยขอรับ…”
สิ้นคำรายงานนั้น ร่างของฉู่จิ้งหยวนพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาที่เบิกกว้างเริ่มมีเส้นเลือดฝอยแตกจนแดงก่ำ ในใจเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกค้อนหนักทุบลงกลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขากำลังถูกหลอก…
เงินทองห้าหมื่นตำลึงที่เขาบากหน้าไปลดตัวอ้อนวอนหยิบยืมมาจากจ้าวซือฉี เงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตของบุตรชาย บัดนี้ได้มลายหายไปพร้อมกับไอ้หมอลวงโลกผู้นั้นเสียแล้ว!
“ไอ้หมอชั่ว เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
ฉู่จิ้งหยวนเค้นเสียงคำรามออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ความโกรธแค้น ความอัปยศ และความผิดหวังที่ทับซ้อนกันมาหลายวันพลันระเบิดออกอย่างรุนแรงจนลมปราณปั่นป่วน เขากุมขอบโต๊ะแน่นจนนิ้วซีดขาว ก่อนจะรู้สึกถึงรสคาวปร่าที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“อึก แค่ก!”
เขากระอักเลือดคำโตออกมาจนหยดโลหิตสีเข้มสาดกระจายเต็มหน้ากระดาษและโต๊ะทำงาน ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมพลันซีดเผือดลงในพริบตา
องครักษ์คนสนิทที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับหน้าถอดสีทันที ก่อนจะรีบถลาเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะทรุดตกจากเก้าอี้
“นายท่าน! นายท่าน! ใครก็ได้! ไปตามหมอประจำตระกูลมาเร็วเข้า! นายท่านกระอักเลือดแล้ว!”
เสียงตะโกนเรียกดังระงมไปทั่วเรือนใหญ่ ทว่าฉู่จิ้งหยวนกลับไม่ได้ยินสิ่งใดอีกต่อไป ดวงตาของเขาพร่าเลือน ภาพความหวังที่บุตรชายจะหายดี ภาพความยิ่งใหญ่ของสกุลฉู่ที่เขาเพียรรักษา ค่อย ๆ ดับวูบลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดในที่สุด
เรือนเหมยฮวา
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาลภายในเรือนเหมยฮวา หลิวอันเซียงที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสงบกลับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวาย และเสียงฝีเท้าที่วิ่งสับสนอลหม่านดังแว่วมาจากด้านหน้าเรือน
หญิงสาวยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางสะลึมสะลือ เส้นผมยาวสลวยระต้นคอขาวผ่อง แววตาคู่สวยยังคงมีความงัวเงียปกคลุมอยู่เล็กน้อย
“เถียนจื่อ ข้างนอกนั่นมีเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงเอิกเกริกปานนี้?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางเลิกม่านเตียงออก
เถียนจื่อรีบก้าวเข้ามาภายในห้องนอนด้วยท่าทางตื่นตระหนก “เรียนฮูหยิน คนจากเรือนใหญ่มาขอพบด่วนเจ้าค่ะ แจ้งว่ายามนี้นายท่านเป็นลมหมดสติไป อีกทั้งยังกระอักเลือดออกมาอีกด้วย หมอประจำตระกูลกำลังเร่งดูอาการอยู่ พ่อบ้านจึงส่งคนมาเชิญฮูหยินไปดูอาการนายท่านและช่วยจัดการความวุ่นวายภายในจวนชั่วคราวเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงนิ่งงันไปครู่หนึ่งราวกับกำลังประมวลผลคำบอกเล่านั้น ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจ ความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนผิดจังหวะ นางหลุดหัวเราะออกมาในลำคอเสียงเบา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นหยันที่ผุดขึ้นบนดวงหน้างาม
“กระอักเลือดอย่างนั้นหรือ…”
นางพึมพำกับตนเอง แววตาที่เคยหรี่ปรือเพราะความง่วงพลันสว่างวาบและแจ่มใสขึ้นมาทันที ความงัวเงียพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น แล้วแทนที่ด้วยความตื่นตัวอย่างถึงที่สุด
นางรู้ดีว่าอาการของฉู่จิ้งหยวนในครานี้ย่อมเกิดจากโทสะที่ปะทุจนธาตุไฟแตกซ่าน หลังจากความจริงเรื่องหมอเทวดาถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน
เห็นทีว่าฉู่จิ้งหยวนคงสะเทือนใจจนรับไม่ไหวเป็นแน่ เรื่องน่าสนุกถึงเพียงนี้ หากนางไม่ไปดูให้เห็นกับตา คงน่าเสียดายแย่…
หลิวอันเซียงตัดสินใจได้ทันที ก่อนจะผุดลุกก้าวเดินลงมาจากเตียงกว้าง
“เถียนจื่อ มาช่วยข้าแต่งตัวที”
เถียนจื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และจัดทรงผมให้อย่างรวดเร็ว หลิวอันเซียงมองเงาตนเองในกระจกทองเหลืองพลางลูบหน้าอกเบา ๆ เพื่อข่มกลั้นความเบิกบานใจที่ปะทุออกมาไม่หยุด ก่อนจะก้าวเดินออกจากเรือนเหมยฮวามุ่งหน้าสู่เรือนใหญ่อย่างอารมณ์ดี
ผิดกับบรรยากาศที่แสนโกลาหลของผู้คนในจวนยามนี้อย่างสิ้นเชิง