มู่หนานจือ - บทที่ 465 แรงงาน
เวลานี้กำลังอยู่ในช่วงบ่ายใกล้เลิกเรียน คังเสียงอวิ๋นสอนหนังสือเสร็จแล้ว และกำลังนั่งคุยกับชายหนุ่มที่สวมเสื้อหนังที่เบาและอุ่นสีขาวอยู่ในลานบ้าน
หลี่จี้ตกใจมาก และอดไม่ได้ที่จะพึมพำว่าในใจว่า ‘นั่นใครน่ะ! อากาศหนาวมาก สวมเสื้อผ้าสีขาว แถมยังคลุมเสื้อคลุมสีขาว เหมือนนักแสดงงิ้ว สะเพร่ามาก’
ใครจะรู้ว่าเขายังพึมพำไม่จบ ผู้ชายคนนั้นก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเขาแล้ว จึงหันหน้ามา
หลี่จี้ตกใจ และเอ่ยอย่างลังเลว่า “พี่…พี่จงเทียนอี้!?”
“ข้าเอง!” จงเทียนอี้ยิ้มอย่างไม่รู้ว่าภูมิใจแค่ไหน และเลิกคิ้วพลางเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะจำข้าได้ ตอนที่ข้าไปบ้านของเจ้า เจ้ามักจะหลบอยู่ที่มุมกำแพงเงียบๆ แล้วก็ไม่เล่น นกับพวกเรา ข้ายังคิดว่าเจ้าจำข้าไม่ได้เสียอีก!”
ตอนที่มองแวบแรก ก็จำไม่ได้จริงๆ
คนปกติจะแต่งตัวแบบนี้หรือ?
แต่พูดออกไปแบบนั้นก็เสียมารยาทแล้ว
เขาเข้าไปคารวะจงเทียนอี้กับคังเสียงอวิ๋น และทักทายคังเสียงอวิ๋น ถึงจะถามจงเทียนอี้ว่า “ทำไมพี่จงเทียนอี้ถึงมาซีอาน? มาเยี่ยมพี่จงเทียนอวี่หรือ? ห้องของเรือนชบาเล็กมาก ไม่อย่างนั้นท่านพักที่ห้องพักแขกดีกว่า? ท่านพาเด็กรับใช้มาด้วยหรือไม่? ข้าจะให้คนไปจัดที่พักให้ท่านเดี๋ยวนี้!”
หากพาเด็กรับใช้มา ก็แค่ต้องส่งคนรับเด็กรับใช้ไป
หากไม่ได้พาเด็กรับใช้มา ไม่เพียงแต่ต้องสั่งให้คนในบ้านจัดการเครื่องนอนกับสัมภาระให้จงเทียนอี้ ทว่ายังต้องจัดการเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนและซักในหลายวันนี้ และจัดเด็กรับใช้กับ บสาวใช้ที่คอยรับใช้ด้วย
อวิ๋นหลินไปไท่หยวนยังไม่กลับมา ช่วงนี้หลี่จี้ก็จัดการแต่เรื่องพวกนี้แทนอวิ๋นหลิน เวลานี้จึงชำนาญมากแล้ว
จงเทียนอี้ได้ยินก็ยิ้มและเอ่ยว่า “หือ ไม่เจอกันไม่กี่วัน ต้องมองใหม่จริงๆ อาจี้ เจ้าเก่งกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียว แสดงว่าบางครั้งท่านลุงปกป้องพวกเจ้าเกินไป น่าจะทิ้งพวกเจ้า าให้ทรมานข้างนอกสักหน่อย”
หลี่จี้ยิ้มอย่างลำบากใจ
พลางคิดว่าบิดาแทบอยากจะให้เขากินแต่ข้าวโดยไม่ทำงานอยู่ที่บ้านไปตลอดชีวิตก็พอ มีแต่พี่สะใภ้ใหญ่ที่เชื่อถือเขาและกล้าใช้เขา คนที่ช่วยเหลือเขาจริงๆ คือพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่ บิดา
บางครั้งเขาถึงกับคิดว่า หากเขาเป็นผู้หญิง บางทีบิดาอาจจะไม่ทำกับเขาแบบนี้
แต่บางครั้งเขาก็คิดอีกว่า ตงจื้อก็เป็นผู้หญิง ทว่าก็ไม่เห็นบิดาจะใส่ใจนางมากขึ้น…
ความคิดเหล่านี้ก็เพียงแค่ฉายวาบผ่านไปเช่นกัน
คังเสียงอวิ๋นอมยิ้มและเอ่ยแล้วว่า “อาจี้ดีมากจริงๆ เก่ง แถมยังทนความลำบากได้ แล้วก็ฉลาด เรียนหนังสือก็เป็นคนเก่งคนหนึ่งเช่นกัน”
ได้รับคำชมจากบิดาของคุณหนูใหญ่ตระกูลคัง หลี่จี้ยิ้มไม่หุบแล้ว
จงเทียนอี้ก็เอ่ยว่า “ข้าไปพบพี่ใหญ่ของเจ้าที่เมืองกานมาแล้ว จึงถือโอกาสมาเยี่ยมเทียนอวี่ด้วย คิดไม่ถึงว่าเจออาจารย์คังของพวกเจ้าครั้งแรกก็เข้ากันได้ดี คุยไปคุยไปก็ลืมเวลา าแล้ว อาจารย์คังของพวกเจ้าบอกข้าว่า เทียนอวี่อยู่ที่นี่ถือว่าขยันทีเดียว แถมเข้ากับพวกหม่าหย่งเซิ่งได้ดีมาก ข้าก็วางใจแล้วเช่นกัน เจ้าก็ไม่ต้องจัดห้องพักแขกให้ข้าโดยเฉพา าะแล้ว วันนี้ข้าก็เบียดกับเทียนอวี่คืนหนึ่ง พรุ่งนี้ข้าก็ต้องออกเดินทางกลับเฝินหยางแต่เช้าแล้ว ต่อไปมีโอกาสจะมาเยี่ยมที่ซีอานอีก”
ประโยคสุดท้ายกลับเอ่ยกับคังเสียงอวิ๋นและหลี่จี้
คังเสียงอวิ๋นเอ่ยอย่างค่อนข้างผิดหวังว่า “ข้าได้ยินเจ้าเล่าเรื่องแม่น้ำเว่ย ยังคิดจะขอคำแนะนำจากเจ้าสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรีบไปขนาดนี้…ไว้อีกสองเดือนอากาศอบอุ่นแล้ว ว ข้ายังคิดจะพาพวกเทียนอวี่ไปเดินเล่นที่แม่น้ำเว่ยด้วยกัน! เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
จงเทียนอี้อยากลองไปดู
คังเสียงอวิ๋นหลอกล่อเขา “มาเถอะ! ยังมีเจิ้งเจียนด้วย เขาเป็นเพื่อนสนิทของข้า และเป็นคนที่น่าสนใจมาก เจ้าเจอเขาก็เข้าใจแล้ว”
แต่จงเทียนอี้ยังคงเอ่ยว่า “ดูว่าถึงเวลานั้นข้าว่างหรือไม่แล้วกัน?”
คังเสียงอวิ๋นผิดหวังเล็กน้อย ทว่าหลี่จี้กลับเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ถึงเวลานั้นพวกเราจะไปเดินเล่นที่แม่น้ำเว่ยหรือ?”
“อ่านหนังสือหมื่นเล่มมิสู้เดินทางหมื่นลี้!” คังเสียงอวิ๋นพยักหน้า และเอ่ยว่า “ข้ากับอาจารย์เจิ้งคิดว่าถึงเวลานั้นจะพาพวกเจ้าไปดู อาจารย์เจิ้งยังคิดจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับแม่ น้ำแปดสายของซีอานด้วย หากถึงเวลานั้นพวกเจ้าทำได้ดี ไม่แน่ยังอาจจะให้พวกเจ้าช่วยเรียบเรียงหนังสือ และมีส่วนร่วมเรื่องการวัดอุทกศาสตร์ จะได้ทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวั ติศาสตร์”
หนังสือเล่มนี้จะทิ้งชื่อเสียงเอาไว้หรือไม่ยังพูดยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกคนที่มีส่วนร่วม
เห็นได้ชัดว่าคังเสียงอวิ๋นลากนักเรียนไปเป็นแรงงาน แต่แรงงานพวกนี้ได้ยินแล้วทุกคนต่างก็รู้สึกภูมิใจ เป็นเกียรติ และโชคดีเป็นเท่าตัว ทำให้เจียงเซี่ยนที่รู้เรื่องนี้ไม่รู้จะ ะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ส่วนจงเทียนอี้ คืนนั้นก็เบียดอยู่บนเตียงเดียวกันกับจงเทียนอวี่
เขาบอกน้องชาย “ท่านพ่อบอกว่า ในเมื่อเลือกอาเชียนแล้ว ต่อไปก็ต้องติดตามอยู่ข้างหลังอาเชียน และตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนอื่นในตระกูลหลี่ให้ถึงที่สุด ตอนนี้เจ้าตั้งใจเรียนห หนังสือกับท่านอาจารย์คังและท่านอาจารย์เจิ้ง ไว้ผ่านฤดูร้อนไปแล้ว จะส่งเจ้าไปเมืองกาน ติดตามอยู่ข้างกายอาเชียน และเป็นคนรับใช้ให้เขา”
จงเทียนอวี่พยักหน้า และเอ่ยว่า “เช่นนั้นเรื่องแต่งงานของน้องหญิง?”
“มีอาเชียนตัดสิน ต่อให้ตระกูลเกาไม่สบายใจก็ต้องอดทนไว้อยู่ดี” เอ่ยถึงตรงนี้ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะคมกริบดุจมีด และเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ยังดีที่ก่อนหน้าน นี้อาเชียนแสดงออกอย่างอ้อมค้อมว่าคิดว่าการแต่งงานนี้ไม่ดี ไม่อย่างนั้นหากแต่งงานกับตระกูลเกาจริงๆ จะไม่ผลักน้องหญิงเข้าไปในนรกอย่างนั้นหรือ?”
จงเทียนอวี่คิดแล้วก็รู้สึกกลัวเช่นกัน
จงเทียนอี้เอ่ยต่อว่า “แต่หลี่หลินแต่งงานกับเกาเมี่ยวหรง ข้าก็นับถือเขามากเช่นกัน ต่อไปเขาคงจะใช้ชีวิตไม่ค่อยสุขสบายนัก”
เรื่องแบบนี้จงเทียนอวี่ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี จึงยิ้มอย่างเงียบๆ
จงเทียนอี้ก็ไม่ได้มาคุยเรื่องนี้กับเขาโดยเฉพาะเช่นกัน จึงลูบศีรษะของน้องชายอย่างเอ็นดูเล็กน้อย และเอ่ยว่า “หากต้องลงสนามรบ เจ้ากลัวหรือไม่?”
จงเทียนอวี่ส่ายหน้า และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องนี้น่ากลัวตรงไหน? คนอื่นทำได้ ข้าก็ทำได้เหมือนกัน”
“เอาเถอะ!” จงเทียนอี้มองใบหน้าที่สุขุมของน้องชายตนเอง และเอ่ยอย่างค่อนข้างเยือกเย็นว่า “หวังว่าถึงเวลานั้นเจ้าจะไม่นอนคว่ำหน้าร้องไห้บนพื้นหลังจากเห็นคนตาย”
จงเทียนอวี่เหลือบมองพี่ชายอย่างดูถูก และพลิกตัวหลับไป
จงเทียนอี้ยิ้มพลางส่ายหน้า และนึกถึงสิ่งที่หลี่เชียนเอ่ยกับเขาก่อนออกเดินทาง ‘ครั้งนี้เจ้าไปเมืองหลวง ไปเยี่ยมเยียนเจียงลวี่ก่อน ต่อไปมีเรื่องอะไร สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ จียงลวี่ได้ หากเกิดอะไรขึ้นในเมืองหลวง ก็ต้องบอกข้าทันทีเช่นกัน การเข้าสังคมในเมืองหลวงของเจ้า ข้าจะให้อวิ๋นหลินดึงเงินออกมาให้เจ้าห้าพันตำลึงทุกปี เจ้ายังสามารถฉวยโอกาส สปล่อยกู้เงินประทับตรา[1]เล็กน้อยได้ด้วย แต่ก็ไม่ได้หวังผลประโยชน์เรื่องนั้นเช่นกัน การสานสัมพันธ์กับขุนนางในเมืองหลวงสำคัญที่สุด’
บิดามอบลูกชายทั้งสองคนให้หลี่เชียนใช้ เป็นเพราะสนใจความสามารถของหลี่เชียนกระมัง?
ในนี้ต้องมีความดีความชอบของท่านหญิงเจียหนานส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน
สำหรับการแต่งงานของน้องสาวเขา ตามความเห็นของหลี่เชียน แต่งไปข้างนอกจะดีที่สุด ลูกน้องเก่าของตระกูลหลี่จะรวมกลุ่มกันเองเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว พอคนข้างนอกมาก็ไม่อยาก กรับ
จงเทียนอี้คิดแล้วคิดอีก วันรุ่งขึ้นบอกลาเจียงเซี่ยนด้วยใต้ตาคล้ำ และค่อยๆ ไปเมืองหลวง
อีกไม่กี่วัน เป็นวันที่สองเดือนสอง
ฮูหยินซย่าชวนทุกคนไปเที่ยวภูเขาหลี
เจียงเซี่ยนสนใจมาก จึงนัดหลี่เสว่ นายหญิงคัง และนายหญิงเจิ้งไปด้วยกัน
เดิมทีหลี่เสว่ไม่อยากไป ทว่าพอเห็นนายหญิงคังกับนายหญิงเจิ้งต่างตกลงด้วยความยินดี ก็ยิ้มพลางตอบรับเช่นกัน
เจียงเซี่ยนให้ทำเสื้อผ้าสีดำ ขาว และน้ำเงินให้หลี่เสว่กองหนึ่ง พอถึงวันที่สองเดือนสอง ก็นั่งรถม้าไปภูเขาหลี
———————————–
[1] การกู้เงินประทับตรา คือ การปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูง โดยเอาเงินต้นและดอกเบี้ยสูงบวกรวมกันแล้วให้ผู้กู้แบ่งผ่อนส่งตามกำหนด และทุกครั้งที่มีการส่งเงินกู้จะมีการประทับตราลงไปใ ในสาส์น