มู่หนานจือ - บทที่ 519 ฮ่องเต้
คนอายุมากแล้วก็ชอบให้พวกคนรุ่นหลังอ้อนต่อหน้าตนเอง
ไทฮองไทเฮาเห็นเจียงเซี่ยนเป็นแบบนี้ก็หัวเราะตลอด แล้วกอดนางไว้ในอ้อมแขนพลางเอ่ยว่า “ได้” ไม่หยุด “ทำของอร่อยให้เจ้า ลูกนกพิราบใส่เครื่องเทศทั้งห้า เนื้อกระต่ายผัดซอส ขนมเนื้อกวางเซียงหมา เจ้าอยากกินอะไรข้าจะให้คนในห้องเครื่องทำอันนั้นให้เจ้า!”
อาหารพวกนี้เมื่อก่อนไทฮองไทเฮารู้สึกว่ารสจัด กลัวว่าเจียงเซี่ยนกินแล้วลำไส้กับกระเพาะอาหารจะไม่ดี จึงไม่ค่อยให้นางกิน ซึ่งเจียงเซี่ยนนั้นยิ่งไม่ให้นางกินนางก็ยิ่งอยากกิน และยิ่งคิดถึงอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้อายุแค่สิบสี่สิบห้าจริงๆ จึงไม่อยากกินของพวกนี้เหมือนชาติก่อน ทว่าไทฮองไทเฮาเอ่ยเช่นนี้ ก็ยังทำให้นางซาบซึ้งมาก จึงมุดเข้าไปในอ้อมกอดของไทฮองไทเฮา และเอ่ยว่า “เสด็จยาย ใจดีจริงๆ!”
ไทฮองไทเฮายิ้มอย่างดีใจ แล้วปอกส้มให้เจียงเซี่ยนด้วยตนเอง และเอ่ยกับไทฮองไท่เฟยว่า “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ อีกสองวันก็รับจ่างจูเข้าวังมาด้วย ต้องบำรุงเด็กสองคนนี้อย่างดี”
ไทฮองไท่เฟยเม้มปากยิ้ม
ส่วนเมิ่งฟางหลิงไปร่างพระราชเสาวนีย์มาให้ไทฮองไทเฮาดู
ไทฮองไทเฮาไม่มองสักครั้งด้วยซ้ำก็เอ่ยแล้วว่า “ได้แล้ว ก็แบบนี้แล้วกัน” เชื่อใจเมิ่งฟางหลิงมาก
เจียงเซี่ยนก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง จึงเอ่ยกับไทฮองไทเฮาว่า “อีกสองวันหม่อมฉันค่อยย้ายเข้ามาดีกว่า…หม่อมฉันจะไปถวายบังคมไทเฮาก่อน เรื่องของหลี่เชียนคราวก่อนยังไม่ได้ขอบพระทัยไทเฮาเลย!”
ไทฮองไทเฮาไม่ปิดบังความเกลียดชังที่มีต่อเฉาไทเฮาแม้แต่นิดเดียว พอได้ยินก็เบ้มุมปากอย่างดูถูก และเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปรีบกลับ”
เจียงเซี่ยนขานรับ ทั้งสองคนคุยเรื่องส่วนตัวกันนานมาก เจียงเซี่ยนรับประทานอาหารกลางวันในวังแล้ว ถึงจะลุกขึ้นบอกลา
ไทฮองไทเฮาจับมือของนางอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่อยากปล่อยมือ นางจึงจำเป็นต้องสัญญาว่าหลังจากไปถวายบังคมเฉาไทเฮาแล้วจะอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาตลอด ไทฮองไทเฮาถึงจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังกำชับเมิ่งฟางหลิงว่า “เจ้าส่งเป่าหนิงออกจากวัง”
เมิ่งฟางหลิงเป็นนางในของวังฉือหนิง แม้แต่ท่านหญิงตงหยาง ก็เป็นเพราะเป็นแม่ยายของฮ่องเต้ ถึงจะมีสิทธิให้เมิ่งฟางหลิงส่งเช่นกัน
นางขานรับด้วยรอยยิ้ม และส่งเจียงเซี่ยนแทนไทฮองไทเฮา
เจียงเซี่ยนอยากหานางพอดี ระหว่างทางจึงแอบถามเมิ่งฟางหลิงว่า “ช่วงนี้พระวรกายของไทฮองไทเฮาเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมิ่งฟางหลิงประหลาดใจ
เจียงเซี่ยนจึงเอ่ยว่า “ข้าฝันร้าย ถึงรีบมาจากซีอาน...”
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คิดในตอนกลางวันคือสิ่งที่ฝันเห็นในตอนกลางคืน
เมิ่งฟางหลิงอดไม่ได้ที่จะฝืนยิ้ม พลางคิดถึงที่ไทฮองไทเฮามักจะบอกว่าตนเองไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้ว นางก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับเจียงเซี่ยนว่า “จะดีได้อย่างไร? ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ใกล้จะอายุหกสิบแล้ว หมอหลวงเถียนก็บอกเช่นกันว่า ให้พวกเราอย่าทำให้ไทฮองไทเฮาพิโรธ อย่าทำให้ไทฮองไทเฮาคิดและกังวลมากเกินไป…”
ที่แท้เวลานี้ในชาติก่อน ไทฮองไทเฮาก็ไม่ค่อยดีแล้ว
ทว่านางกลับไม่รู้สึกแม้แต่นิดเดียว
ตอนนั้นนางมักจะคิดว่าไทฮองไทเฮาเป็นที่พึ่งและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของนาง นางคิดแต่จะพึ่งพาไทฮองไทเฮา ทว่ากลับไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่งไทฮองไทเฮาก็จะค่อยๆ แก่ขึ้นและจากนางไปเช่นกัน จึงไม่ได้สนใจอย่างสิ้นเชิงว่าร่างกายของไทฮองไทเฮาเป็นอย่างไร…
เจียงเซี่ยนสะอึกสะอื้นเล็กน้อย และถามเมิ่งฟางหลิงว่า “หมอหลวงเถียนยังบอกอะไรอีกบ้าง?”
“เรื่องอื่นไม่ได้บอกเจ้าค่ะ” เมิ่งฟางหลิงคิดแล้วก็กดเสียงให้เบาลงและเอ่ยอีกว่า “เพียงแต่ช่วงนี้ไทฮองไทเฮามักจะตรัสถึงเรื่องตอนเด็กขององค์หญิงหย่งอัน แถมยังตรัสว่า เวลานี้ท่านหญิงก็แต่งงานได้ดีมากเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องให้นางดูแลแล้ว…คนแก่นั้น หากไม่มีเรื่องให้คิดในใจ จิตใจก็จะเปลี่ยนเป็นแย่มากง่าย”
เจียงเซี่ยนเข้าใจ
พอกลับถึงบ้าน เอ่ยถึงเรื่องนี้กับฮูหยินฝาง ฮูหยินฝางก็เอ่ยเช่นกันว่า “ว่ากันตามหลัก คนนี้แก่แล้วก็ควรจะเสวยสุข แต่หากนางไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงทุกเรื่อง กลับแก่ง่ายมาก...”
ชาติก่อน นางแต่งงานกับจ้าวอี้ ไทฮองไทเฮารู้สึกว่าจัดการนางเรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นห่วงอีกแล้ว เพราะแบบนี้หรือเปล่า ไทฮองไทเฮาถึงได้จากไป?
เจียงเซี่ยนอารมณ์แปรปรวน จนกลางดึกก็นอนไม่หลับ ดีที่ไปภูเขาวั่นโซ่วทางน้ำ นางจึงนอนบนเรือตื่นหนึ่ง ไม่อย่างนั้นตอนที่เจอเฉาไทเฮาก็คงจะหาวติดกันหลายครั้งไปตั้งนานแล้ว
เฉาไทเฮาเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนที่นางมาพบมาก เฉาไทเฮาจูงเจียงเซี่ยนพลางเอ่ยถึงเรื่องของไป๋ซู่ “…ในเมื่อเจ้าเข้าเมืองหลวง ก็ไปเยี่ยมจ่างจูหน่อย สามีภรรยาวัยรุ่นอย่างพวกเขา เรื่องลูกไม่รีบ ให้นางตั้งใจบำรุงร่างกาย ในอนาคตก็ยังมีลูกได้ ข้ายังมีรังนกสีแดงอยู่จำนวนหนึ่ง เดี๋ยวตอนเจ้ากลับเมืองหลวงช่วยนำไปให้นางให้ข้าด้วย”
เจียงเซี่ยนเบิกตาโต นานมากถึงจะได้สติกลับมา
นี่ยังใช่เฉาไทเฮาในความทรงจำของนางหรือไม่?
จะเห็นได้ว่าอายุมากแล้ว คนก็กลายเป็นอ่อนโยนขึ้น
นางรีบเอ่ยว่า “เมื่อวานซืนหม่อมฉันไปเจอจ่างจูมาแล้ว หม่อมฉันอยากเข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮา ไทฮองไทเฮาตรัสว่า ให้จ่างจูเข้าไปอยู่ในวังสักสองสามวันด้วย และบำรุงจ่างจูอย่างดี”
เฉาไทเฮาพยักหน้า และเอ่ยถึงเรื่องของหลี่เชียน “ให้เขาอยู่ที่เมืองกานดีๆ คิดหาทางสร้างความดีความชอบในการรบเล็กน้อย และพยายามควบตำแหน่งแม่ทัพส่านซีหรือผู้บัญชาการกองบัญชาการส่านซี”
น้ำเสียงเย็นชามาก เหมือนการทำสงครามง่ายมาก กลับมาเป็นเฉาไทเฮาคนเดิมอีกครั้ง
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ความอ่อนโยนนี้มีไว้สำหรับคนที่ใกล้ชิดตนเองที่สุดเท่านั้น
ทว่านางก็ยังดีใจมากที่เฉาไทเฮานึกถึงไป๋ซู่
เจียงเซี่ยนฝืนอยู่ที่ตำหนักของเฉาไทเฮาหนึ่งชั่วยาม ก็รีบลุกขึ้นบอกลา
เฉาไทเฮาให้นางอยู่รับประทานอาหารกลางวัน นางปฏิเสธอย่างอ้อมค้อมโดยอ้างว่าต้องรีบกลับไปเก็บของ และเข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาพรุ่งนี้
ถึงนางจะนับถือเฉาไทเฮา แต่เวลาอยู่กับเฉาไทเฮาก็คุยกันไม่ถูกคอจริงๆ
เฉาไทเฮาก็น่าจะคล้ายกัน จึงเอ่ยอย่างเกรงใจเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดออกมาจากใจจริง แล้วให้หมิ่นโจวหัวหน้าขันทีประจำตัวส่งเจียงเซี่ยนออกไปข้างนอก
เจียงเซี่ยนก็มอบถั่วทองถุงหนึ่งให้เป็นรางวัลแก่หมิ่นโจว
หมิ่นโจวก้มตัวต่ำมากขึ้น และเอ่ยด้วยรอยยิ้มกับเจียงเซี่ยนอย่างประจบประแจงว่า “ไทฮองโปรดปรานใต้เท้าหลี่ที่สุด มักจะตรัสว่าใต้เท้าหลี่เก่งอย่างไรต่อหน้าพวกเรา พวกเราฟังแล้วต่างก็อิจฉามาก ท่านหญิงแต่งงานกับสามีที่ดีจริงๆ”
เจียงเซี่ยนยิ้มเล็กน้อย และเอ่ยเหมือนกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่างว่า “ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่คนชมออกมา ชื่อเสียงดีก็ต้องมีคนชมเช่นกัน”
หมิ่นโจวรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ในใจ จึงเอ่ยว่า “ท่านหญิงวางใจ ต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮา ยังไม่มีใครว่าใต้เท้าหลี่ว่า ‘ไม่’ สักคำ”
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “อืม” เบาๆ และขึ้นเรือ ออกจากภูเขาวั่นโซ่ว
แต่นางเพิ่งจะก้าวเข้าประตูใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วกง ก็เห็นฮูหยินฝางที่ได้ข่าวเดินมาด้วยสีหน้ากังวล โดยมีหญิงรับใช้กลุ่มหนึ่งล้อมอย่างแน่นหนา “เป่าหนิง ยังดีที่เจ้ากลับมาทัน หากคืนนี้เจ้าไม่กลับมา ข้าจะให้คนไปแจ้งข่าวให้เจ้าแล้ว ฝ่าบาทส่งขันทีตู้มา บอกว่าจะรับเจ้าไปที่ลานล่าสัตว์ชานเมืองหลวง” พูดไป ตาก็แดง และเอ่ยว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนพูดจ้อคนไหนเอ่ยถึงเจ้าต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท เขารู้ว่าเจ้ากลับเมืองหลวง ก็ส่งขันทีตู้กลับเมืองหลวงคืนนั้น ขันทีตู้ไม่ทันได้กินอาหารกลางวันด้วยซ้ำ จึงกำลังกินข้าวอยู่ในโถงบุปผาโดยพี่ใหญ่ของเจ้าอยู่เป็นเพื่อน!”
เจียงเซี่ยนทำหน้าเย็นชา และเอ่ยว่า “จ้าวอี้ป่วยหรือเปล่า! ไม่รู้หรือว่าข้าไม่เคยไปล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง?”
เจียงเจิ้นอิงบิดาของนางตายในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง สำหรับนางการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงเป็นโอกาสอันโหดร้าย
นี่จ้าวอี้หมายความว่าอย่างไร?
ทว่าฮูหยินฝางกลับอึ้งไป นางคิดไม่ถึงว่าเจียงเซี่ยนจะกล้าเรียกชื่อของฮ่องเต้โดยตรง และนึกจะโกรธก็โกรธ!
————————————-