มู่หนานจือ - บทที่ 523 สนิท
เมิ่งฟางหลิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจ จึงยิ้มพลางเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ฮูหยินผู้นั้นครอบครัวของนางแซ่เฉิน เป็นลูกสาวของตระกูลมวยไทเก๊กสกุลเฉินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ว่ากันว่าตระกูลของพวกนางถ่ายทอดให้ผู้ชายไม่ถ่ายทอดให้ผู้หญิง ทว่านางมีพรสวรรค์นี้ตั้งแต่เด็ก ปกติก็แอบเรียนสองสามท่าเวลายกชากับส่งน้ำให้ลูกชายของอากับลุง ทว่าแค่นี้ยังเก่งกว่าพี่ชายกับน้องชายบางคนของนางเสียอีก พี่ชายของนางเห็นแล้ว จึงแอบถ่ายทอดวิชาให้นาง หลังจากผู้อาวุโสในตระกูลรู้ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเช่นกัน ตอนหลังก็เลือกอย่างดีและให้นางแต่งไปตระกูลเถียน นางก็เรียนฝังเข็มกับคนของตระกูลเถียนอีก เพราะมีพื้นฐานของไทเก๊ก จึงฝังเข็มได้แม่นมาก เวลานี้มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเล็กน้อยแล้ว”
นายหญิงเถียนผู้นี้ เป็นน้องสะใภ้คนหนึ่งในตระกูลของหมอหลวงเถียน หลายวันก่อนไทฮองไทเฮาอาหารไม่ย่อย กินยาไปหลายขนานก็ไม่หาย คนก็ทรมานจนเซื่องซึมแล้วเช่นกัน หมอหลวงเถียนจึงแนะนำน้องสะใภ้ของเขาคนนี้ ปรากฏว่าฝังเข็มลงไปก็หายแล้ว ดังนั้นจึงมีชื่อเสียงในเมืองหลวงเช่นกัน ไทฮองไทเฮาก็ได้ยินเรื่องของนางมาบ้าง
“เช่นนั้นก็ให้นางเข้าวังมารับใช้แล้วกัน” ไทฮองไทเฮาเอ่ย “จะได้สอนเป่าหนิงเล็กน้อยด้วย นางร่างกายแย่ตั้งแต่เด็ก ฝึกสิ่งนี้จะได้ร่างกายแข็งแรง”
ทว่านี่เป็นสิ่งที่สืบทอดในครอบครัวของเขามาหลายชั่วอายุคน!
เมิ่งฟางหลิงก็เพียงแค่บ่นพึมพำเล็กน้อยในใจเช่นกัน
ในสายตาของไทฮองไทเฮากับฮ่องเต้ ทุกคนต่างเป็นขุนนางและประชาชนของฮ่องเต้ เรียนทั้งบุ๋นและบู๊ แล้วได้อุทิศให้ฮ่องเต้และออกแรงเพื่อราชสำนัก นั่นเป็นเพราะบรรพบุรุษทำความดีไว้…ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่สืบทอดในครอบครัวมาหลายชั่วอายุคนหรือเรียนอย่างลับๆ อย่างสิ้นเชิง
กว่าไทฮองไทเฮาจะตื่นจากนอนกลางวัน เจียงเซี่ยนก็ซุบซิบกับเมิ่งฟางหลิงอยู่ตรงนั้นแล้ว “ทำไมข้าไม่รู้ว่าในตระกูลของหมอหลวงเถียนยังมีน้องสะใภ้แบบนี้ด้วย? เป็นน้องสะใภ้ของเขาจริงๆ?”
“เป็นน้องสะใภ้ในตระกูลของหมอหลวงเถียนจริงๆ เจ้าค่ะ” เมิ่งฟางหลิงเอ่ยอย่างกลืนไม่ค่อยเข้าคายไม่ค่อยออก “เมื่อก่อนอยู่บ้านเกิด สามีเสียชีวิตแล้ว จึงพาลูกชายสองคนมาที่เมืองหลวง อยากเรียนวิชาแพทย์กับหมอหลวงเถียนอีก จึงอยู่ที่เมืองหลวง ได้ยินหมอหลวงเถียนบอกว่า วิชาแพทย์ของคุณชายเถียนทั้งสองได้รับการถ่ายทอดจากบิดาโดยตรง จึงดีมาก เพียงแต่ที่บ้านเกิดมีผู้อาวุโสของตระกูลเถียนมากเกินไป คุณชายเถียนทั้งสองไม่มีโอกาสลงมือ จึงขาดประสบการณ์เล็กน้อย ติดตามเขา…ก็เพียงแค่มาเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงเช่นกัน หมอหลวงเถียนจึงคิดจะแนะนำคุณชายเถียนทั้งสองไปเป็นหมอที่จินหลิง บอกว่ามีพี่ชายในตระกูลคนหนึ่งของตระกูลเถียนเปิดร้านขายยาอยู่ที่นั่น ไม่มีลูกและอายุมากแล้ว จึงอยากกลับบ้านเกิด คุณชายทั้งสองไปเรียนกับผู้อาวุโสในตระกูลที่นั่นสักปีสองปี ก็น่าจะรับช่วงต่อได้แล้วเจ้าค่ะ”
เพราะแบบนี้หรือเปล่า ถึงพลาดไป!
“เช่นนั้นก็ดี เรียกคนสกุลเถียนเฉินผู้นั้นเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาในวัง” เจียงเซี่ยนเอ่ยอย่างคึกคักและรีบร้อนว่า “เจ้าไปร่างราชโองการเดี๋ยวนี้ พอเสด็จยายตื่น ข้าจะให้เสด็จยายประทับตรา”
หากสามารถทำให้ท่านยายมีชีวิตอยู่ได้อีกเล็กน้อยด้วยเหตุนี้ นางจะตั้งป้ายขอพรให้ตระกูลเถียนมีความสุขและอายุยืนอย่างแน่นอน
เมิ่งฟางหลิงยิ้มพลางขานว่า “เจ้าค่ะ” ก็ได้ยินเสียงไอเหมือนเตือนของไทฮองไทเฮา
เจียงเซี่ยนกับไทฮองไทเฮารีบลุกขึ้นต้อนรับไทฮองไทเฮา
ไทฮองไทเฮาก็เอ่ยอย่างแสร้งทำเป็นโกรธว่า “ข้ายังไม่ตกลงเลย เจ้าก็ยุยงให้ฟางหลิงลอบวางแผนทำร้ายข้าแล้ว! ฟางหลิงก็เหมือนกัน ตอนที่เป่าหนิงไม่อยู่ซื่อสัตย์มาก พอนางกลับมา เจ้าก็เชื่อฟังนางทุกอย่าง นางให้เจ้าทำอะไรก็ทำอันนั้น!”
เมิ่งฟางหลิงยืนอยู่ข้างๆ และเม้มปากยิ้มตลอด
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับไม่เชื่อฟังและกอดแขนของไทฮองไทเฮาพลางเอ่ยว่า “นี่หม่อมฉันก็อยากเห็นว่าผู้สืบทอดไทเก๊กของสกุลเฉินเป็นอย่างไรไม่ใช่หรือ?”
ไทฮองไทเฮาทำเสียง “หึ” อย่างโกรธเคือง แต่กลับเอ่ยกับเมิ่งฟางหลิงว่า “เช่นนั้นก็ไปถ่ายทอดราชโองการให้นางเข้าวังแล้วกัน”
คนสกุลเถียนเฉินเป็นแม่ม่าย เข้าวังฉือหนิงมาอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
เมิ่งฟางหลิงยิ้มและไปร่างราชโองการ
เจียงเซี่ยนประคองไทฮองไทเฮานั่งลงที่ห้องอุ่นตะวันออก
ไม่นาน ไทฮองไท่เฟยก็มาเช่นกัน
ทุกคนกำลังนั่งปรึกษากันเรื่องไป๋ซู่เข้าวัง อิ้นเสียนางในข้างกายไทฮองไทเฮาก็วิ่งเข้ามาอย่างหอบหายใจหนัก และเอ่ยว่า “เมื่อครู่คนของวังเฉียนชิงส่งข่าวมาว่า ฝ่าบาทกลับเมืองหลวงแล้ว เปลี่ยนฉลองพระองค์ที่วังเฉียนชิงแล้ว และกำลังจะมาที่นี่เพคะ”
“เขากลับมาทำไม?” เจียงเซี่ยนขมวดคิ้ว
ทว่าไทฮองไทเฮากลับเอ่ยเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างว่า “ฝ่าบาทกลับมาจากที่ไหน? กลับวังตั้งแต่เมื่อไร? และมีใครติดตามข้างกายบ้าง?”
อิ้นเสียรีบเอ่ยว่า “ฝ่าบาทกลับวังยังไม่ถึงสองเค่อ เห็นว่ากลับมาจากสนามล่าสัตว์โดยตรง มีเพียงคนของหน่วยองครักษ์ ขันทีซุน และพวกลูกศิษย์ของเขาติดตามข้างกาย” แล้วเอ่ยอีกว่า “ขันทีตู้ได้ข่าวแล้ว จึงรีบกลับวังแล้ว กำลังจะไปที่วังเฉียนชิงเพคะ”
ปกติหัวหน้าขันทีอย่างตู้เซิ่งจะมีบ้านอยู่ข้างนอก เมื่อวานตู้เซิ่งก็พักที่บ้านข้างนอก
ไทฮองไทเฮาพยักหน้า และเอ่ยว่า “ก็ไม่จำเป็นต้องลนลานเช่นกัน ควรทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ฝ่าบาทมาแล้วค่อยว่ากัน”
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับรำคาญเขาเล็กน้อย พออิ้นเสียไปแล้ว จึงเอ่ยกับไทฮองไทเฮาว่า “หม่อมฉันแกล้งป่วยไม่เจอเขาได้หรือไม่”
“เหลวไหล!” ไทฮองไทเฮาตวาดด่านางอย่างโมโหทันที และเอ่ยว่า “ใครอยู่ดีๆ ก็บอกว่าตนเองป่วย รีบนั่งให้เรียบร้อย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบเขา เดี๋ยวข้าไล่เขาว่าต่อไปมาน้อยๆ หน่อยก็ได้แล้ว แต่เจ้าจะพูดออกมาแบบนี้เพราะไม่อยากเจอเขาไม่ได้”
เจียงเซี่ยนตกใจ “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ!”
ไทฮองไทเฮาประคบประหงมนาง ตอนเด็กนางป่วย ในวังฉือหนิงไม่มีใครกล้าเอ่ยคำว่า ‘ป่วย’ สักคน ต่อให้ไม่มีทางเลี่ยงที่จะเอ่ยว่านางป่วยได้ ก็จำเป็นต้องเอ่ยว่า ‘ไม่สบาย’ เช่นกัน
หากไทฮองไทเฮาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงเจ็ดสิบสามหรือแปดสิบสี่ กระทั่งอายุมากกว่านั้นจะดีแค่ไหนกัน!
เจียงเซี่ยนซบไหล่ของไทฮองไทเฮา และหลับตาที่ชื้นเล็กน้อยลง
เร็วมาก จ้าวอี้ก็มาแล้ว
เจียงเซี่ยนรอจ้าวอี้อยู่ในห้องอุ่นตะวันออกกับไทฮองไทเฮา
หลังจากจ้าวอี้คารวะไทฮองไทเฮาก็บ่นเจียงเซี่ยนว่า “ทำไมเจ้าไม่ไปรับข้า?”
เจียงเซี่ยนไม่ชอบน้ำเสียงที่จ้าวอี้พูด
เหมือนท้องฟ้านี้ควรหมุนรอบเขา
แม้นี่จะเป็นความจริง ทว่านางก็ยังเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “นี่หม่อมฉันก็ถือว่ากลับบ้านของตนเองเช่นกันกระมัง? ไม่เคยได้ยินว่าลูกสาวที่แต่งงานแล้วกลับบ้านของตนเองต้องไปต้อนรับพี่ชายของตนเองหน้าประตู หม่อมฉันเคยได้ยินแต่พี่สะใภ้กับหลานชายของครอบครัวตนเองไปต้อนรับลูกสาวที่แต่งงานแล้วหน้าประตู!”
ไหวพริบของเจียงเซี่ยนทำให้จ้าวอี้พูดอะไรไม่ออกนานมาก
เป่าหนิงมีความคิดเป็นของตนเองตั้งแต่เด็ก ทว่าก็ไม่เคยไม่เกรงใจเขาแม้แต่นิดเดียวเหมือนตอนนี้ กระทั่งกล่าวได้ว่าวางตัวเย่อหยิ่ง
ทว่าไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกว่านี่ถึงจะเป็นเป่าหนิงตัวจริง และทำให้เขารู้สึกสนิทสนม…ตั้งแต่เป่าหนิงรู้ว่าเขาเป็นฮ่องเต้ ก็ถูกไทฮองไทเฮาสั่งสอนหลายครั้ง เป่าหนิงจึงเกรงใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนตอนเด็กที่นางกินได้เพียงข้าวต้ม ทุกคนก็ต้องกินข้าวต้มเป็นเพื่อนนาง แม้แต่เขามาคารวะไทฮองไทเฮาที่วังฉือหนิงและถูกรั้งไว้รับประทานอาหาร ก็ต้องกินข้าวต้มเหมือนเป่าหนิงอย่างไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน
ในความคิดของเขา นี่ถึงจะเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนที่สนิทกันจริงๆ
ยิ่งเกรงใจ ยิ่งเห็นเป็นคนนอก ยิ่งมีเจตนาอื่น
จ้าวอี้ดีใจมากที่เจียงเซี่ยนไม่เห็นเขาเป็นคนนอก จึงเอ่ยว่า “เจ้ายังเป็นลูกสาวที่แต่งงานแล้วของตระกูลเราด้วย! เช่นนั้นก็ได้ วันนี้คนสกุลหานไม่กลับมา ไว้เจ้าเข้าวังครั้งหน้า ข้าจะให้นางไปต้อนรับเจ้า”
เป็นบ้าไปแล้วหรือ?!
ให้หานถงซินไปต้อนรับท่านหญิงที่แต่งงานไปต่างถิ่นอย่างนางด้วยฐานะสูงของฮองเฮา?
หรือว่าจ้าวอี้มีนิสัยชอบตบหน้าฮองเฮาของตนเองโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือ?
ชาติก่อนไม่ใช่เพราะไม่เคารพนาง แต่เพราะนางเป็นฮองเฮาของเขา?
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะทำหน้าเย็นชาเล็กน้อย และเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ชิงอี๋ก็เป็นฮองเฮาแล้ว ฝ่าบาทกลับให้นางไปต้อนรับหม่อมฉัน ฝ่าบาทต้องไว้หน้านางหน่อยหรือเปล่า!”
———————————–