ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1118 มาแล้วก็ไป
ตอนที่ 1118 มาแล้วก็ไป
………………..
ณ โรงพยาบาลประชาชนกลางแห่งแรกของเมืองเหอหนาน
ทันทีที่รถหยุดเย่เชียนก็แทบรอไม่ไหวที่จะลงจากรถและวิ่งเข้าไปในที่โรงพยาบาล ขณะที่เขาวิ่งไปเขาก็โทรหาหลินโรวโร่วและหลังจากรู้ว่าห้องที่ฉินหยูรักษาตัวอยู่ที่ไหนเย่เชียนก็วางวายทันที ไม่นานนักเย่เชียนก็ผลักประตูเปิดเข้าไปและเห็นผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ข้างใน นอกจากหลินโรวโร่วก็ยังมีถังซูหยาน,เย่หลิน,เย่ห่าวหรานด้วย
เย่เชียนรู้ว่าหูวเค่อเดินทางไปยังไต้หวันแล้วดังนั้นเธอจึงไม่ได้อยู่ที่นี่ ส่วนเย่หลินก็เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นกังวลแต่เย่ห่าวหรานนั้นดูสงบมากและคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยและไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ในตอนนี้เขาเปิดหนังสืออ่านและเป็นหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์แผนจีนจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
หลินโรวโร่วเห็นความประหลาดใจของเย่เชียนอย่างชัดเจนและก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวและพูดว่า “ห่าวหรานบอกว่าเขาจะหาวิธีรักษาพี่สาวหยูให้ได้เพราะตั้งแต่พี่สาวหยูล้มป่วยเขาก็ศึกษาตำราแพทย์แผนจีนทันที”
เย่เชียนก็ยิ้มด้วยความโล่งอกและไม่ใช่เพราะเย่ห่าวหรานคิดที่จะหาวิธีรักษาฉินหยูแต่เป็นเพราะเขามีความกตัญญูกตเวทีตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวและเมื่อไปถึงเตียงของฉินหยูแล้วเย่เชียนก็มองไปที่เธอซึ่งนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลด้วยความกังวลใจ
เห็นได้ชัดว่าน้ำหนักเธอลดไปมากและตาของเธอก็ซูบผอมลง อย่างไรก็ตามเมื่อเธอเห็นเย่เชียนแล้วฉินหยูก็ยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องกังวลไปฉันสบายดี..บางทีอาจจะเป็นโรคโลหิตจางก็ได้”
เย่เชียนมองเธอด้วยความกังวลและพูดว่า “ผมรู้หมดทุกอย่างแล้ว..คุณต้องการซ่อนมันจากผมไปนานแค่ไหนกัน”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นจากนั้นก็เหลือบมองถังชูหยานและถามว่า “แม่ครับ..หมอเขาพูดว่ายังไงบ้าง?”
“หมอไม่พบสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยของฉินหยูเลย..เขาบอกว่าเธอจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลอีกสองสามวันเพื่อสังเกตอาการ..ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” ถังซูหยานพูดด้วยร่องรอยของความสำนึกผิดในดวงตาของเธอราวกับว่าเธอโทษตัวเองที่ไม่ได้ดูแลฉินหยูให้ดี
เย่เชียนเห็นแบบนี้แล้วเขาก็สบายใจ “แม่.มันไม่ใช่เพราะแม่หรอกเพราะงั้นอย่าโทษตัวเองไปเลย” หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็พูดต่อ “ผมพบสาเหตุการป่วยของฉินหยูแล้ว..ไม่ต้องกังวลไปนะฉินหยูจะไม่เป็นอะไร”
“แล้วพี่สาวหยูเป็นอะไรไป?” หลินโรวโร่วถามด้วยความเป็นห่วง
เย่เชียนก็เหลือบมองไปที่ฉินหยูและเธอก็ก้มหน้าลงขอโทษและถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเย่เชียนก็พูดว่า “เรื่องนี้มันซับซ้อนมาก..อีกอย่างผมได้จองตั๋วเครื่องบินแล้วและผมก็ต้องพาฉินหยูกลับไปที่เฉิงตูด่วน” จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างเตียงของฉินหยูและพูดว่า “หยูเอ๋อร์..ในอนาคตคุณไม่ควรปิดบังผมอีกแล้วนะ..เราเป็นสามีภรรยากันเพราะงั้นคุณก็ควรบอกผมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..คราวนี้ถ้าผมไม่ไปที่หมู่บ้านเมียวโดยบังเอิญล่ะก็ผมคงจะไม่มีวันรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน”
ฉินหยูมองเย่เชียนอย่างขอโทษและพูดว่า “ฉันขอโทษ..ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นห่วงฉันและฉันก็คิดว่ามันคงจะดีขึ้นแต่ฉันไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นแบบนี้”
“เอาล่ะไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” เย่เชียนพูด “อดีตก็คืออดีตเพราะตอนนี้เราต้องรีบกลับไปที่หมู่บ้านเมียวโดยเร็วที่สุด..ตอนนี้คุณตกอยู่ในอันตรายและถ้ามันสายเกินไปเราจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีก” จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองหลินโรวโร่วและพูดว่า “โรวโร่วคุณไปทำตามขั้นตอนการขอออกจากโรงพยาบาลให้ทีนะ..ผมจะเก็บของแล้วพาฉินหยูออกไปทันที”
“อืม..ได้สิ” หลินโรวโร่วตอบหันหลังเดินออกไป
“คุณแม่คะมันไม่ใช่เพราะคุณแม่เลยเพราะงั้นคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปหรอก..อีกอย่างมันก็ไม่ได้ร้ายแรงมากมันเป็นแค่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น” ฉินหยูพูดอย่างสบายใจ
“หลินหลินกับห่าวหรานจะอยู่กับแม่” เย่เชียนพูด
“เอาล่ะไม่ต้องห่วง” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดพร้อมกับพยักหน้าจากนั้นก็มองที่เย่หลินกับเย่ห่าวหรานแล้วพูดว่า “พวกเธอต้องดูแลคุณย่านะรู้มั้ย?”
เย่หลินทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “พ่อไม่ต้องห่วงไปหรอก..หนูจะดูแลคุณย่าเอง”
เย่ห่าวหรานก็พยักหน้าและหัวเล็กๆ ของเขารัวเหมือนกลอง จากนั้นก็มองไปที่ฉินหยูและเย่ห่าวหรานก็กระโดดลงจากเก้าอี้แล้วก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “แม่ไม่เป็นอะไรหรอกนะเดี๋ยวผมจะหาวิธีรักษาคุณแม่เองเพราะงั้นอย่ากังวลไปเลยผมจะตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อแม่”
ฉินหยูลูบหัวเย่ห่าวหรานอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “เด็กโง่แม่ไม่เป็นไรหรอก..อย่ากังวลหรือกดดันตัวเองไปเลยลูกยังเด็กและลูกต้องมีความสุขสนุกสนานในวัยเด็กอีกมากมาย..ถ้าลูกว่างๆ ก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ก็ได้”
เย่เชียนเดินเข้ามาแล้วตบไหล่เย่ห่าวหรานเบาๆ และพูดว่า “ต่อให้ผู้ชายแข็งแกร่งแค่ไหนเขาก็ขาดเพื่อนไม่ได้อยู่ดี..ถ้าเราอยู่กับตัวเองมากเกินไปเราจะตามโลกไม่ทัน..ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักกับพวกพ้องบ้างแต่ไม่จำเป็นต้องมีมากเกินไปเพราะขอแค่มีเพื่อนสนิทเพียงสองสามคนเท่านั้นก็พอแล้ว”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นและมองเธอด้วยความกังวลแล้วพูดว่า “หนูคือคนที่พ่อเป็นห่วงมากที่สุดแล้ว..อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้นะว่าลูกทำอะไรที่โรงเรียน” ที่จริงแล้วถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่รู้ว่าเย่หลินเป็นอย่างไรในโรงเรียนประถมในเมืองซ่านย่าแต่เมื่อเขานึกถึงเวลาที่เธออยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้แล้วเขาก็คาดเดาได้คร่าวๆ
เย่หลินก็แลบลิ้นและยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ถึงแม้ว่าฉินหยูจะเป็นคนที่เย่เชียนกังวลมากที่สุดก็ตามแต่ตอนนี้หลัวสุ่ยเองก็อยู่ในกำมือของศัตรูดังนั้นเย่เชียนก็กังวลเกี่ยวกับเธอมากเช่นกัน
มีสัมภาระที่ต้องแบกไปไม่มากนักเพราะมีแค่เสื้อผ้าเล็กน้อยและขวดยาระงับประสาทและยาแก้ปวดเท่านั้น ซึ่งจะทำให้อาการของฉินหยูบรรเทาลง เมื่อเย่เชียนออกจากห้องผู้ป่วยเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาม่อหลงและไม่นานเสียงของม่อหลงก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม เย่เชียนไม่อ้อมค้อมและพูดตรงประเด็นว่า “พี่ม่อหลงมีอะไรเกิดขึ้นกับสำนักม่อจื๊อบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่มีบอส..โดยพื้นฐานแล้วทุกอย่างมีเสถียรภาพดีและอันที่จริงนี่คือสิ่งที่พวกเราต้องการเพราะหลังจากต่อสู้ดิ้นรนมาหลายปี พวกเขาทั้งหมดต้องการที่จะพักและหาความมั่นคง..อันที่จริงแล้วสาวกหมิงม่อกับสาวกอันม่อไม่ได้มีความเกลียดชังอะไรกันเลยแต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยเข้ากันได้ดีนักแต่ฉันก็เชื่อว่าอีกสักพักมันคงจะดีขึ้น” ม่อหลงพูด “ว่าแต่บอสมีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงโทรมาหาฉันแบบนี้?”
“ใช่” เย่เชียนพยักหน้าและพูดว่า “มีบางอย่างผิดปกติในหมู่บ้านเมียวและตอนนี้ผมก็กลับมาที่ซานย่าแล้วแต่กำลังจะขึ้นเครื่องบินและรีบกลับไปที่นั่น..เพราะงั้นพี่ช่วยส่งคนไปที่นั่นหน่อยจะได้มั้ยและรอคำสั่งของผมอีกที”
“ได้เลย..เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เดี๋ยวนี้” ม่อหลงตอบเพราะเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามันคืออะไรและตราบใดที่เย่เชียนสั่งให้เขาทำเขาก็จะตกลงโดยไม่ลังเลและไม่สงสัยอะไรใดๆ ในสายตาของม่อหลงแล้วเย่เชียนเหมือนหัวหน้าและน้องชายของเขาและเย่เชียนต้องอยู่เหนือกว่าทุกสิ่ง ดังนั้นการที่เย่เชียนขอให้เขาส่งคนไปช่วยนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะลังเลใดๆ เลย
เย่เชียนไม่ได้พูดอะไรมากและหลังจากพยักหน้าเขาก็วางสาย เนื่องจากพวกเขาเป็นพี่น้องกันดังนั้นเย่เชียนจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายให้ชัดเจนและเขาก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะพวกเขานั้นเป็นมิตรสหายที่แท้จริงและจะไม่มีคำหวานหรือคำขอบคุณสรรเสริญใดๆ มากเกินไป มิตรภาพระหว่างสุภาพบุรุษก็เบาเหมือนน้ำและมิตรภาพระหว่างสตรีก็หวานดั่งน้ำผึ้ง
ไม่นานนักหลินโรวโร่วก็กลับมาและขั้นตอนการขอย้ายผู้ป่วยออกก็เสร็จสิ้น ส่วนเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีกและเดินลงบันไดไปพร้อมกับฉินหยู่ทันที ส่วนถังซูหยานก็จับมือเย่หลินกับเย่ห่าวหรานเดินตามพวกเขาไป ซึ่งเธอกำลังจะอ้าปากอยู่หลายครั้งและต้องการจะพูดแต่เธอก็ยังไม่พูดสักที
จากนั้นหลินโรวโร่วก็หันไปมองถังซูหยานและพูดว่า “คุณแม่คะ..ฉันจะไปส่งเย่เชียนและพี่สาวหยูที่สนามบินก่อน..เพราะงั้นคุณแม่กับเด็กๆ นั่งแท็กซี่กลับไปก่อนเลยนะคะ”
ถังซูหยานก็พยักหน้าและพูดว่า “รีบๆ ไปเถอะแม่ไม่เป็นอะไร”
เย่เชียนเหลือบมองถังชูหยานและพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มที่ขอโทษและเข้าไปในรถ ถังซูหยานเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดเขาและเลี้ยงดูเขามา เย่เชียนมองดูเส้นผมของเธอที่เป็นสีหงอกเทาบนหัวของถังซูหยานแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าเพราะในฐานะลูกชายแล้วเขากลับอยู่เคียงข้างแม่ไม่ได้และนี่ถือเป็นความผิดของลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รถขับออกจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วและขับไปที่สนามบิน ถึงแม้ว่าความเร็วจะเร็วแต่หลินโรวโร่วก็ขับอย่างมั่นคงมาก “เย่เชียน..ให้ฉันไปกับคุณด้วยมั้ย? ..แบบนั้นฉันจะได้ช่วยดูแลพี่สาวหยูได้” หลินโรวโร่วพูด
“ไม่ได้!..คราวนี้หมู่บ้านเมียวอันตรายมากและผมไม่ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ” เย่เชียนพูด “นอกจากนี้ยังมีเด็กๆ ทั้งสองคนที่นี่ด้วยเพราะงั้นคุณช่วยแม่ของผมดูแลพวกเขาก็แล้วกัน..ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
“ใช่แล้วโรวโร่วฉันไม่เป็นอะไรหรอก..เธอสบายใจได้” ฉินหยูพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยและเมื่อเย่เชียนเห็นฉากที่หลินโรวโร่วกำลังคุยกับฉินหยูแบบนี้มันก็ค่อนข้างตลกเพราะมันเป็นเหมือนบทสนทนาของครอบครัวจริงๆ ซึ่งปัญหาที่สำคัญที่สุดระหว่างพวกเธอเกี่ยวกับหัวใจคงจะถูกแก้ไขแล้วและพวกเธอก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน