ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1153 ทายาทแห่งองค์กรเทียนเต๋า
ตอนที่ 1153 ทายาทแห่งองค์กรเทียนเต๋า
………………..
เหลียงหยานไม่ได้มาดื่มเพื่อหาความตื่นเต้นแต่เธอต้องการมาที่นี่เพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งสำหรับเย่เชียนแล้วเหลียงหยานเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนโยนและสุภาพเรียบร้อยถึงบางครั้งเธอจะแข็งกร้าวหน่อยๆก็ตาม ดังนั้นเขาจะไม่บอกเธอเปลี่ยนไปจากเดิมแต่อย่างใดแต่เย่เชียนก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับการกระทำอย่างกะทันหันของเหลียงหยานในตอนนี้
เป็นธรรมดาที่เมื่อเราอารมณ์ไม่ดีเราก็ต้องการระบายออกมาดังนั้นที่เหลียงหยานเป็นแบบนี้เย่เชียนก็เข้าใจและยังสนับสนุนให้เธอระบายมันออกมาด้วย ด้วยวิธีนี้จะทำให้เธอดีขึ้น
ด้วยเสียง “เพล้ง!” ที่ดังไปทั่วพื้นที่และชายหนุ่มก็จึงร้องกรี๊ด เมื่อแก้วไวน์แตกเลือดบนหัวของเขาก็ไหลอาบแก้มจนชายหนุ่มตกใจและนึกไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะต้องเจ็บตัว เขานั้นเที่ยวผับบาร์มานานหลายครั้งและไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็มืดมนลงและใช้มือกุมหัวจากนั้นก็ตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว “ยัยบ้าเธอกล้าทำฉันงั้นเหรอ?”
หลังจากพูดจบเขาก็โบกมือเพื่อจะตบเหลียงหยางแต่เหลียงหยานก็ยืนขึ้นและเตะสวนเขาอย่างดุเดือดจนเขาร้องออกมาและร่างของเขาก็ล้มลงใส่โต๊ะอย่างแรงและกลิ้งลงกับพื้นจนบาร์เทนเดอร์อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็เหลือบมองเหลียงหยานด้วยความประหลาดใจเพราะหญิงสาวที่ดูอ่อนแอกลับแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
เย่เชียนแสยะยิ้มเพราะถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าทักษะการต่อสู้ของเหลียงหยานนั้นดีแต่เขาไม่เคยเห็นเธอใช้มันเลย ซึ่งการเตะครั้งนี้ทำให้เย่เชียนประหลาดใจเล็กน้อย “เธอร้ายไม่เบาเลยนะ” เย่เชียนพูด
“หึ..ไอ้พวกสารเลวอย่างเขาควรจะได้รับบทเรียนสักครั้ง” เหลียงหยานพูด เห็นได้ชัดว่าเธอระบายความเกลียดชังที่มีต่อพ่อของเธอกับชายหนุ่มคนนี้และชายหนุ่มคนนี้ก็โชคร้ายเพราะเขาดันไปทำให้เหลียงหยานโกรธในเวลาเธออารมณ์ไม่ดี
ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นและไม่นานก็มีผู้คนมาล้อมรอบเขาและดูเหมือนพวกเขาเหล่านี้จะเป็นพรรคพวกของเขา จากนั้นชายหนุ่มก็เอามือปิดหน้าและพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “นังตัวแสบ..เธออยากตายใช่มั้ย?..”>พวกแกจับเธอเอาไว้เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะมอบช่วงเวลาดีๆให้กับยัยนั่งนี่เอง!”
ทันทีที่เสียงจบลงผู้ชายมากกว่าหนึ่งโหลข้างๆชายหนุ่มก็ก้าวไปข้างหน้าทีละคนจากนั้นเหลียงหยานก็รีบคว้าแขนของเย่เชียนเข้ามาแล้วพูดว่า “ปกป้องฉันที”
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่ธุระอะไรของฉัน..ฉันบอกแล้วว่าฉันต้องการดื่มที่บ้านแต่เธอดึงดันจะมาที่นี่เอง” เย่เชียนพูดต่อ “พี่หลันเคยบอกว่าฝีมือการต่อสู้ของเธอไม่ธรรมดาเลย..ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนและบอกได้เลยว่ามันยอดเยี่ยมมาก”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเหลียงหยานก็กลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “พี่เย่อย่ามัวมาล้อเล่นสิ..เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว” เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เดินเข้ามาเหลียงหยานก็รีบพูดว่า “อะไรกันพวกแกจะลุมผู้หญิงคนเดียวรึไง..ถ้าพวกแกเก่งพอก็ล้มสามีของฉันให้ได้ซะก่อนเขาเป็นคนที่เก่งมากๆ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสายตาของทุกคนก็หันไปมองเย่เชียนจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นโดยรู้ว่าเขาไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเย่เชียนจึงยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ชาย..ค่อยๆคุยกันเถอะ..ผมต้องขอโทษแทนเธอด้วย”
เหลียงหยานเหลือบมองเย่เชียนอย่างโกรธเกรี้ยวและเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะทำแบบนี้ในเวลานี้ ไม่ใช่ว่าเย่เชียนกลัวแต่เขาขี้เกียจเกินไปที่จะต่อสู้กับคนเหล่านี้ที่มักจะออกมาเที่ยวผับบาร์ในตอนกลางคืน แต่อย่าดูถูกคนพวกนี้มากเกินไปเพราะพวกเขามักจะโหดเหี้ยมแต่ไม่มีความปรานีใดๆ อย่างไรก็ตามคำพูดของเย่เชียนก็ฟังดูชัดเจนว่าเย่เชียนเป็นคนขี้ขลาด
“ขอโทษงั้นเหรอ?..ถ้างั้นฉันจะฆ่าแกแล้วค่อยขอโทษบ้างได้มั้ยล่ะ?” ชายหนุ่มตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว
เย่เชียนขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตคือการสังเกตและแกก็เห็นอย่างชัดเจนว่าฉันอยู่ข้างๆเธอแต่แกกลับจงใจเข้าหาเธอแบบนี้แกคิดอะไรของแกอยู่กันแน่?”
“อย่าหาเรื่องเจ็บตัวเลยไอ้น้องชาย” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชาและพูดว่า “ไอ้น้องชาย..ฉันจะบอกให้นะว่าเรื่องของวันนี้มันไม่ง่ายเลยที่จะตกลงกันได้แต่ฉันจะให้โอกาสแกได้เลือกสองทาง..ทางแรกก็คือส่งเธอมาให้ฉันเล่นอย่างมีความสุขสองสามวันส่วนทางที่สองแกต้องคุกเข่าขอโทษฉันแล้วชดเชยค่าเสียหายทั้งหมดไม่อย่างนั้นแกจะไม่ได้ออกไปจากผับบาร์ในวันนี้”
“พล่ามอะไรกันนักกันหนาวะ!” เมื่อเสียงจบลงจู่ๆร่างของเย่เชียนก็กระโดดขึ้นจากเก้าอี้แล้วเหวี่ยงเท้าไปใส่ร่างของชายหนุ่มอย่างแรงแล้วกระแทกเข่าใส่จนอีกฝ่ายล้มลงกับพื้นและตามด้วยการเตะอีกครั้งโดยตรง
เมื่อเย่เชียนเริ่มคนเหล่านั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไปและหลังจากมึนงงอยู่พักหนึ่งพวกเขาก็รีบวิ่งไปหาเย่เชียน ซึ่งบางคนก็ควักมีดออกมาและอาวุธมีคนต่างๆแต่พวกเขาเป็นคู่ต่อสู้ของเย่เชียนได้อย่างไร?จากนั้นไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องทีละคนและพวกอันธพาลเหล่านั้นก็ล้มลงกับพื้นทีละคน
เหลียงหยานนั้นได้ฟังจากซ่งหลันมาหลายครั้งแล้วว่าทักษะการต่อสู้ของเย่เชียนนั้นทรงพลังแต่เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะทรงพลังมากถึงขนาดนี้และเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงและได้แต่มองกลุ่มชายหนุ่มนอนอยู่กับพื้นและดิ้นไปดิ้นมา
ไม่เพียงแต่เหลียงหยานเท่านั้นแต่บาร์เทนเดอร์และลูกค้าในบริเวณนั้นก็ตกตะลึงไปกับการกระทำของเย่เชียนและมันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก
จากนั้นเย่เชียนก็เช็ดมือแล้วหันไปพูดกับบาร์เทนเดอร์ว่า “เดี๋ยวผมจะจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดเองทั้งค่าไวน์และค่าอื่นๆ..ผมขอโทษด้วยที่สร้างปัญหาให้”
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมจ่ายทั้งหมดให้เอง” ชายหนุ่มร่างผอมทุบหน้าอกและพูดอย่างกล้าหาญ
เมื่อได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มที่ถูกเย่เชียนทำร้ายก็จ้องเขม็งอย่างดุเดือดราวกับเป็นศัตรูกัน เมื่อเห็นแบบนั้นชายหนุ่มร่างผอมก็เห็นว่านักเลงเหล่านี้ไม่ได้เกรงกลัวเลยดังนั้นเขาจึงพูดอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “มองอะไร?..แกจะลุกขึ้นมาสู้ตัวต่อตัวกับฉันมั้ยล่ะ?” จากนั้นเขาก็เหลือบมองเย่เชียนและพูดว่า “พี่ชายไม่ต้องกังวลไป..ที่นี่เป็นเขตขององค์กรเทียนเต๋าของเราเพราะงั้นถ้าใครกล้าแตะต้องพี่ชายในอนาคตล่ะก็เราจะจัดการให้”
ผู้คนในผับบาร์ก็ตกตะลึงอยู่พักหนึ่งและพวกเขาก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นคนขององค์กรเทียนเต๋า นอกจากนี้ดูเหมือนว่าตัวตนของเขาในองค์กรเทียนเต๋าจะไม่ธรรมดาเลย ซึ่งเย่เชียนก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาพบกับคนขององค์กรเทียนเต๋าที่นี่และเมื่อฟังจากคำพูดและน้ำเสียงของชายหนุ่มคนนี้แล้วดูเหมือนว่าสถานะของเขาในองค์กรเทียนเต๋าจะไม่ธรรมดา ดังนั้นเย่เชียนจึงพูดอย่างขอบคุณว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอขอบคุณล่วงหน้าก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันไปมองพวกนักเลงและพูดอย่างเย็นชาว่า “พาพวกของแกออกไปให้พ้นแล้วอย่าเสนอหน้ามาที่นี่อีกในอนาคตไม่อย่างนั้นแกก็น่าจะรู้ดีว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง!” น้ำเสียงดูดุดันอย่างมาก
เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกนักเลงก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะนักเลงอันธพาลตามท้องถนนจะกล้าดียังไงมาท้าทายองค์กรเทียนเต๋า?ดังนั้นเขากับพรรคพวกจึงโค้งคำนับซ้ำๆแล้วหันหลังวิ่งหนีอไปย่างไม่รวดเร็วเพราะพวกเขากลัวว่าถ้าหากไม่หนีสุดชีวิตพวกเขาจะต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่
“เดี๋ยวก่อน!” ชายหนุ่มองค์กรเทียนเต๋าตะโกน
เมื่อได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มร่างผอมและพรรคพวกก็ตกตะลึงไปชั่วขณะและตัวสั่นไปทั้งตัวแล้วรีบหยุดทันที “พวกแกจะไปแบบนี้น่ะเหรอทั้งๆที่พวกแกทำผิดแต่ไม่รู้จักขอโทษซะก่อน!” ชายหนุ่มองค์กรเทียนเต๋าพูด
ชายหนุ่มหันกลับมาด้วยความอับอายและมองไปที่เย่เชียนกับเหลียงหยานพร้อมกับขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเห็นแบบนั้นชายหนุ่มองค์กรเทียนเต๋าก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “อีกอย่างพวกแกต้องรับผิดชอบค่าเสียหายและค่าไวน์ทั้งหมด..แล้วอย่าคิดหนีรู้มั้ย?..ถ้าฉันเจอพวกแกอีกครั้งล่ะก็พวกแกซวยแน่..จำเอาไว้ว่าฉันชื่อเซินเจี๋ย” เซินเจี๋ยชื่อนี้ไม่คุ้นเคยกับพวกเขามากนักแต่เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนขององค์กรเทียนเต๋าแล้วเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถทำให้ขุ่นเคืองได้เลยดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะโต้แย้งและตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับคุกเข่าลง
เสิ่นเจี๋ยก็โบกมือและพูดว่า “เอาล่ะ..ออกไปจากที่นี่ซะ!”
เซินเจี๋ยก็หันไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “พี่ชายสนใจไปดื่มด้วยกันมั้ย?” ถึงแม้ว่าสายตาของเขาดูเหมือนจะสงบมากแต่เย่เชียนก็สามารถมองเห็นดวงตาของเขาได้อย่างชัดเจนจนเย่เชียนอดคิดไม่ได้ว่า ‘เกรงว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะไม่ได้เป็นมิตรจริงๆ’
เซินเจี๋ยชื่อนี้เย่เชียนเคยได้ยินมาก่อนเพราะก่อนที่เขาจะมาถึงไต้หวันเย่เชียนได้ตรวจสอบสถานการณ์และข้อมูลพื้นฐานขององค์กรใหญ่ทั้งสามขั้วอำนาจแล้ว ซึ่งเขานั้นสะดุดตาคนที่ชื่อเซินเจี๋ยทายาทองค์กรเทียนเต๋าที่ไปเรียนต่างประเทศมานานหลายปี
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “แม้ว่าฉันจะไม่อยากดื่มแต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเหมือนกัน” ขณะที่เย่เชียนพูดเขาก็เดินตามเซินเจี่ยไปที่โต๊ะแน่นอนว่าเหลียงหยานก็ปฏิบัติตามอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อพวกเขาไปถึงโต๊ะก็มีคนของเซินเจี๋ยมาย้ายเก้าอี้ออกให้พวกเขาและเชิญให้พวกเขานั่งลงด้วยความเคารพ จากนั้นเซินเจี๋ยก็โบกมือให้คนเหล่านั้นออกไป
.