ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1209 ความอ่อนโยนของมนุษย์
ตอนที่ 1209 ความอ่อนโยนของมนุษย์
………………..
ผู้หญิงมักมีความรู้สึกกระตือรือร้นโดยกำเนิดในสิ่งต่างๆ และหัวใจของผู้หญิงก็เป็นเหมือนเข็มฉีดยาและผู้ชายก็ไม่รู้จักผู้หญิงมากพอและถึงแม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงที่จะมีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดินรนผ่านความตายนับไม่ถ้วนเหมือนผู้ชายก็ตามแต่ผู้หญิงมักจะมองผู้หญิงด้วยกันเองและเข้าใจได้อย่างแม่นยำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งผู้หญิงสามารถตรวจจับภัยคุกคามต่อตัวเองได้ง่าย
ซูเหว่ยก็เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีดังนั้นเธอจะไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของเหลียงหยานที่มีต่อเย่เชียนได้อย่างไรและถ้าเธอไม่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างในสายตาของเหลียงหยานเมื่อมองไปที่เย่เชียนได้ล่ะก็เธอคงจะล้มเหลวในฐานะผู้หญิง ถึงแม้ว่าเธอจะมีความอิจฉาริษยาอยู่ในใจแต่ซูเหว่ยและเหลียงหยานก็เข้ากันได้ดีในช่วงเวลาสั้นๆ
“อะไรนะ?” เหลียงหยานถามอย่างสงสัย
“ก็ตามนั้นแหละ” ซูเหว่ยทำท่าทางขณะพูดโดยมือซ้ายใช้นิ้วชีกับนิ้วโป้ทำเป็นวงกลมแล้วใช้นิ้วกลางของมือขวาสอดเข้าไปในวงกลมนั้นแล้วชักนิ้วเข้าออกและความหมายก็ชัดเจนอย่างมาก
เหลียงหยานถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่งและหน้าแดงขึ้นทันที จากนั้นเธอก็มองซูเหว่ยด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “น้องซูทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ?”
“ทำไมล่ะพวกเราล้วนเป็นผู้หญิงและไม่มีคนนอกสักหน่อย..เพราะงั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าจะเหมาะสมคุยเรื่องนี้กันหรือเปล่า” ซูเหว่ยพูดต่อ “ตอบมาเถอะพี่หยานเคยทำแบบนั้นกับเย่เชียนหรือเปล่า?”
เหลียงหยานส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่!..อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลยเรายังไม่เคยแม้แต่จะจับมือกันเพราะงั้นเราจะไปทำเรื่องแบบนั้นกันได้ยังไง..ปกติพวกเราต่างก็มีงานที่ยุ่งวุ่นวายกันอยู่แล้วและไม่เคยถามเรื่องของกันและกันเลย”
ซูเหว่ยกลอกตาไปมาและพูดว่า “แล้วพวกคุณมีความสัมพันธ์แบบไหนกัน..ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาแต่เป็นเพราะพี่มีปัญหาเอง..เพราะงั้นสิ่งนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าการคาดเดาของฉันถูกต้องเพราะความจริงแล้วพี่แอบรักเย่เชียนจริงๆ ใช่มั้ยล่ะ? ..ถึงแม้ว่าพี่อาจจะไม่เต็มใจที่จะยอมรับความจริงก็ตามแต่พี่ก็น่าจะรู้ดีว่าการที่คนรักของเราไปสัมผัสกับคนอื่นมันเป็นสิ่งที่สกปรกมากเพราะงั้นแม้จะจับมือกันก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี..เพราะงั้นถ้าพี่ยังเป็นแบบนี้ต่อไปมันก็จะไม่ดีสำหรับเขาคนนั้นหรือพี่เลย..แบบนี้พี่ต้องรีบปล่อยมือให้เร็วที่สุดซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย
จากนั้นซูเหว่ยหัวเราะและขยับเข้าไปใกล้ๆ เหลียงหยานแล้วพูดกระซิบว่า “ฉันจะบอกความลับอะไรให้”
เหลียงหยานแน่นิ่งไปครู่หนึ่งและเธอก็แปลกใจเล็กน้อยกับการกระทำที่ลึกลับของซูเหว่ยและมองซูเหว่ยด้วยความประหลาดใจและถามว่า “ความลับอะไร?”
“พี่ต้องตอบฉันก่อนว่าพี่คิดว่าเย่เชียนเป็นคนแบบไหน..เขาโหดเหี้ยมหรือเขาอบอุ่น?” ซูเหว่ยถาม “เขาใจร้ายหรืออ่อนโยน?”
เหลียงหยานตกตะลึงอย่างมากและไม่รู้ว่าซูเหว่ยกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่ ดังนั้นเธอจึงตอบไปว่า “ฉันเจอเย่เชียนแค่ไม่กี่ครั้งเองและถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาอย่างเต็มที่แต่ฉันก็ยังเข้าใจอยู่บ้าง..เขาเป็นคนสองหน้าและมักจะปฏิบัติต่อคนรักของเขาอย่างอ่อนโยนและเต็มใจที่จะให้ทุกอย่างเพื่อพวกเธอ..แต่เมื่อเขาปฏิบัติต่อศัตรูเขาจะโหดเหี้ยมและกลายเป็นฆาตกรเลือดเย็น..แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันจำได้อย่างชัดเจนเสมอว่าตอนที่เครือน่านฟ้ากรุ๊ปเพิ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นพี่หลันได้ทำงานล่วงเวลาทุกวันและอยู่กับบริษัททั้งคืนเพื่องาน..ซึ่งพี่เย่ก็มักจะตำหนิพี่หลันเสมอที่ทำงานหนักเกินไปแต่ถึงอย่างนั้นพี่เย่ก็ทำข้าวต้มให้พี่หลันที่บริษัททุกเช้า..และเขายังไปเรียนการนวดจากปรมาจารย์หมอนวดบางคนเพื่อหวังจะบรรเทาอาการปวดเมื่อยของพวกพี่สาวให้..เพราะงั้นผู้ชายแบบนี้จึงหาได้ยากและเขาก็เป็นคนดี”
ซูเหว่ยฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “แต่พี่ไม่จำเป็นต้องคิดไปถึงจุดนั้นหรอก..อย่ามองเขาราวกับว่าเขาเป็นคนไร้มนุษยธรรมอยู่เสมอสิ..เขาเป็นคนใจอ่อนมาก..เขาไม่ได้บอกพี่เกี่ยวกับวัยเด็กของเขาเหรอ? ..ฉันคิดว่ามันเป็นเพราะเขามีอดีตแบบนั้นที่ทำให้เขารู้สึกขอบคุณทุกคนที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดี..บางทีพี่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีและเขาก็รู้สึกขอบคุณมาเสมอแต่เขาไม่รู้ว่าจะตอบแทนพี่ยังไง..ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมีแฟนเยอะขนาดนี้เพราะเขาไม่อยากทำร้ายพวกเธอและอยากจะปกป้องพวกเธออย่างสุดหัวใจเพราะงั้นพี่หยานฉันคิดว่าพี่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน..บางครั้งชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละเพราะถ้าพลาดแล้วอาจจะหามันไม่เจออีกเลย..เพราะงั้นเมื่อพี่ได้พบมันพี่ก็ควรคว้ามันเอาไว้ซะ!”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะซูเหว่ยก็พูดต่อว่า “พรุ่งนี้ฉันจะไปทำงานที่บริษัทแล้วและฉันก็จะกลับบ้านของฉันและใช้ชีวิตตามปกติของฉัน..เพราะงั้นที่เหลือมันก็เป็นเรื่องของพี่แล้วฉันไม่อยากให้พี่เสียใจในภายหลัง..บางครั้งตราบใดที่พี่ต่อสู้เพื่อมันแล้วต่อให้ผลลัพธ์จะเป็นแบบไหนมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป”
เหลียงหยานอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะและเธอก็รู้สึกประหลาดใจไปกับคำพูดที่น่าตกใจของซูเหว่ย จากนั้นเธอก็จ้องไปที่ซูเหว่ยอย่างว่างเปล่าและไม่สามารถพูดได้ไปสักพักหนึ่งเพราะเธอไม่รู้ว่าซูเหว่ยกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เมื่อเห็นแบบนั้นซูเหว่ยก็ยิ้มเล็กน้อยและไม่พูดอะไรอีกจากนั้นก็ก้มหน้ากินอาหารอย่างเงียบๆ ต่อ
โดยธรรมชาติแล้วเย่เชียนไม่รู้ว่าสาวสองที่ชั้นล่างกำลังคุยกันเรื่องแบบนี้อยู่เพราะเมื่อเขาไปถึงประตูห้องเย่เชียนก็หยุดแต่นากาซาวะเคโกะข้างหลังดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างและไม่ได้สังเกตว่าเย่เชียนหยุดดังนั้นเธอจึงเดินไปชนหลังของเย่เชียนและจมูกของเธอก็ชนเข้ากับหลังของเย่เชียนอย่างแรงจนน้ำตาของเธอเล็ดออกมา จากนั้นนากาซาวะเคโกะก็ละทิ้งความเจ็บปวดไปทันทีและรีบพูดว่า “ฉันขอโทษค่ะนายท่าน!..ฉันไม่ระวังเอง!”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วหันไปมองนากาซาวะเคโกะและเห็นว่าเธอมีน้ำตาไหลออกมาที่หางตาจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะทำใจให้อ่อนลงและถามอย่างอ่อนโยนว่า “เธอเป็นไงบ้าง..เจ็บมากหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรค่ะนายท่าน..ฉันไม่เป็นอะไร” นากาซาวะเคโกะพูดอย่างกระวนกระวายเมื่อรู้สึกถึงความห่วงใยของเย่เชียนจนน้ำตาของนากาซาวะเคโกะเริ่มควบคุมไม่ได้และไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ถอนหายใจเบาๆ และเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาของนากาซาวะเคโกะแล้วพูดว่า “ระวังด้วยสิเพราะในอนาคตฉันยังมีสิ่งที่สำคัญมากมายที่ต้องให้เธอช่วย..อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปล่ะ”
หลังจากพูดจบเย่เชียนก็ผลักประตูเข้าไปและพูดว่า “เข้ามาสิ!”
นากาซาวะเคโกะทำหน้ามุ่ยและเดินตามเย่เชียนเข้าไป ในตอนนี้นากาซาวะเคโกะรู้สึกถึงอารมณ์มากมายในหัวใจและในความเป็นจริงตั้งแต่เธอได้พบกับเย่เชียนเธอก็เพิ่งจะได้รู้สึกถึงความห่วงใยเป็นครั้งแรก ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะกลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนที่สุดในชีวิตของเธอ จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ แล้วตามเย่เชียนเข้าไปในห้องและมองเย่เชียนนั่งลงแต่เธอยังคงยืนอยู่อย่างเงียบๆ ต่อหน้าเย่เชียน
“นั่งลงสิ!” เย่เชียนพูด “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอต้องเรียนรู้ที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ แบบความคิดของคนธรรมดาๆ ทั่วไปเพราะฉันมีภารกิจที่เธอไม่เคยทำมาก่อนแต่ฉันเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ดี..และนี่จะเป็นโอกาสให้เธอได้เปลี่ยนแปลงตัวเองโดยไม่ต้องหลบซ่อนในความมืดเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป..ฉันอยากให้เธอออกมาจากความมืดและยืนต่อหน้าผู้คนอย่างสง่างามและทำให้ทั้งโลกชื่นชมในตัวเธอ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นนากาซาวะเคโกะก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจและไม่เข้าใจว่าเย่เชียนหมายถึงอะไร “นายท่านคะฉันไม่ต้องการให้โลกชื่นชมฉันและฉันก็ไม่เคยเสียใจเลยที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและตราบใดที่นายท่านต้องการฉันล่ะก็เคโกะก็พร้อมที่จะซ่อนตัวในความมืดไปตลอดชีวิต..ฉันจะเป็นดาบเล่มสำคัญที่สามารถแทงหัวใจของคู่ต่อสู้ให้กับนานท่านเองค่ะ!” นากาซาวะเคโกะพูดอย่างหนักแน่น
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “แต่ฉันต้องการให้เธอก้าวออกมาจากความมืด..เอาล่ะนั่งลงก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
นากาซาวะเคโกะก็รีบนั่งลงตรงข้ามเย่เชียนจากนั้นเย่เชียนก็เสียบปลั๊กไฟกาต้มน้ำและไม่พูดอะไรต่อ จากนั้นไม่นานชาก็ถูกต้ม และเย่เชียนก็กำลังจะชงชาแต่นากาซาวะเคโกะรีบลุกขึ้นและพูดว่า “นายท่านคะให้ฉันทำให้เถอะค่ะ” หลังจากมึนงงเล็กน้อยเย่เชียนก็ยิ้มและพูดว่า “ให้ฉันทำเถอะ..เพราะทักษะการชงชาของฉันไม่ได้เก่งเท่าเธอฉันอยากจะฝึกมันเอง..หวังว่าเธอคงไม่ว่าอะไรนะ” จากนั้นเย่เชียนก็จดจ่ออยู่กับการชงชาและวางกาน้ำชาลงแล้วพูดว่า “เอาล่ะมาดื่มชากันก่อนเถอะ!”
“ขอบคุณค่ะนายท่าน!” นากาซาวะเคโกะตอบแล้วหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ ซึ่งพฤติกรรมที่ผิดปกติของเย่เชียนในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจอย่างมากแต่ที่สำคัญกว่านั้นเธอไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าเธอเลยและเธอก็รู้สึกประทับใจอย่างอธิบายไม่ถูก ซึ่งเธอมั่นใจมากว่าไม่ว่าเย่เชียนจะสั่งให้เธอทำอะไรก็ตามเธอก็จะทำโดยไม่เสียใจและไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“เอาล่ะมาคุยกันเถอะ” เย่เชียนพูด “เรื่องในไต้หวันจะล่าช้าไม่ได้อีกแล้วเพราะงั้นฉันต้องรีบที่สุดเท่าที่ทำได้แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีหลายสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้อยู่เพราะงั้นฉันหวังว่าเธอจะอยู่ในไต้หวันแล้วช่วยฉันทำสิ่งต่างๆ ที่เหลือให้สำเร็จ”
นากาซาวะเคโกะตกตะลึงและทันใดนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนและคุกเข่าลงต่อหน้าเย่เชียน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เย่เชียนประหลาดใจและไม่รู้ว่าเธอกำลังทำอะไรกันแน่ “นายท่านฉันทำอะไรผิดหรือเปล่าคะ..ทำไมนายท่านถึงไม่ให้เคโกะติดตามไปด้วยล่ะคะ..ถ้าแบบนั้นนายท่านบอกเคโกะมาได้เลยค่ะแล้วเคโกะจะเปลี่ยนตัวเองอย่างแน่นอน..ฉันรู้ว่าฉันมีความปรารถนามากเกินไปแต่นายท่านวางใจได้เลยค่ะเพราะเคโกะจะไม่เป็นแบบนี้อีกในอนาคต..ฉันจะเป็นดาบของนายท่านและต่อสู้เพื่อนายท่านเป็นเงาของนายท่านและทำสิ่งต่างๆ ที่นายท่านสั่งให้ทำ!”
เย่เชียนยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ”
“ไม่ค่ะ!..ถ้านายท่านไม่ยกโทษให้เคโกะล่ะก็เคโกะจะไม่มีวันลุกขึ้นยืน!” นากาซาวะเคโกะพูด
เย่เชียนก็ขมวดคิ้วและพูดว่า “ดูเหมือนเธอจะลืมสิ่งที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้แล้วสินะ..นี่เธอกำลังขัดคำสั่งฉันอยู่งั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นนากาซาวะเคโกะก็ตัวสั่นและพูดอย่างเร่งรีบว่า “เคโกะไม่กล้าหรอกค่ะ..เคโกะแค่อยากจะอยู่เคียงข้างนายท่านและทำสิ่งต่างๆ เพื่อนายท่านและไม่ว่าจะทำอะไรเคโกะก็จะไม่เสียใจเลย”
.