ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1300 ปลื้มปีติ
………………..
พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจินเจิ้งผิงถึงต้องการฆ่าจินเหว่ยเซียงแต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เพราะพวกเขาทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้นและพวกเขาก็ไม่สามารถต่อต้านคำสั่งของผู้นำตระกูลได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเคารพจินเหว่ยเซียงมากแค่ไหนแต่ในเวลานี้พวกเขาทำได้เพียงฆ่าจินเหว่ยเซียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามเป็นเพราะเหตุนี้พวกเขาจึงไม่เต็มใจที่จะต่อสู้กับจินเหว่ยเซียงเพื่อไม่ให้จินเหว่ยเซียงต้องทนทุกข์ทรมานและจะเป็นการดีกว่าสำหรับจินเหว่ยเซียงที่จะไปสู่อีกโลกหนึ่งอย่างสงบสุข
จินเหว่ยเซียงก็ตกตะลึงเพราะจากสายตาของคนเหล่านี้แล้วเขาสามารถเห็นได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเป็นความจริงและพวกเขาก็ไม่ได้ล้อเล่นแต่จินเหว่ยเซียงก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าทำไมพ่อของเขาถึงอยากฆ่าเขาเพราะพ่อที่รักและห่วงใยเขามาเสมอถึงได้อยากฆ่าเขาในตอนนี้
“ทำไม?..ทำไมพ่อถึงต้องฆ่าผมด้วย?” จินเหว่ยเซียงถาม อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้จะตอบเขาได้อย่างไรเพราะพวกเขาแค่ทำตามคำสั่งและมันก็เกินความสามารถของพวกเขาที่จะถามว่าเหตุผลคืออะไรอีกด้วย “นายน้อยพวกเราไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ..แต่ในเมื่ออาจารย์จินสั่งให้พวกเราทำพวกเราก็ต้องทำ..นายน้อยอย่าต่อต้านเราเลย..ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้นายน้อยเจ็บปวด” ชายคนนั้นพูด
เมื่อได้ยินแบบนั้นจินเหว่ยเซียงก็สูญเสียอาการแต่ไม่ใช่เพราะเขากลัวความตายแต่เพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้? ร่างกายของเขาสั่นเทาและเศร้าอย่างมากเพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงต้องการฆ่าเขา ซึ่งถึงแม้ว่าพ่อต้องการจะฆ่าเขาจริงๆแต่ทำไมจินเจิ้งผิงถึงไม่มาที่นี่ด้วยตัวเองล่ะ? อย่างน้อยๆเขาก็ควรให้เหตุผลกับตัวเองใช่ไหม?
ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเห็นแบบนี้พวกเขาก็มองหน้ากันและเดินเข้าไปหาจินเหว่ยเซียงอย่างช้าๆ ชายหนุ่มที่พูดก่อนหน้านี้ค่อยๆคว้ามีดออกมาและเมื่อเขากำลังจะโจมตีชายร่างอ้วนอีกคนก็คว้าแขนเขาเอาไว้และพูดว่า “เราทำอย่างนี้ไม่ได้เพราะนายน้อยดีกับเรามาโดยตลอดและไม่เคยทำตัวแย่ๆต่อพวกเราเลย..ถ้าเราฆ่านายน้อยแล้วพวกเราจะยอมรับได้ยังไง?”
“นี่คือคำสั่งของอาจารย์จินและเราก็ต้องเชื่อฟัง” ชายคนนั้นพูด “ฉันไม่ต้องการทำแบบนี้เหมือนกันและฉันก็อยากรู้ด้วยว่าเหตุผลมันคืออะไรกันแน่แต่เราจะฝ่าฝืนคำสั่งของอาจารย์จินไม่ได้”
“แต่…” ชายอ้วนยังคงลังเลเล็กน้อยเขาจำได้ชัดเจนว่าก่อนที่เขาจะมาอยู่ในตระกูลจินเขามักจะทำอะไรผิดพลาดและไม่มีเงินประทังชีวิตเลยอย่างไรก็ตามเขาก็มีรูปร่างอ้วนและหิวอยู่เสมอและความหิวนั้นก็ช่างทรมานเหลือเกินแต่ในเวลานั้นไม่มีใครสนใจเขาแต่จินเหว่ยเซียงมักจะแอบซื้ออะไรให้เขากินและความเมตตากรุณาของน้ำหยดนี้ก็ควรตอบแทน ดังนั้นถ้าเขาฆ่าจินเหว่ยเซียงล่ะก็เขาจะยังถือว่าเขาเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?
“อะไรกัน..ชายหนุ่มร่างผอมอีกคนหนึ่งพูด “อาจารย์จินสั่งให้เราทำเราก็ต้องทำ..ส่วนเหตุผลนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรถามและไม่ควรสนใจ..พวกแกควรจะทำในสิ่งที่ต้องทำ” หลังจากพูดจบชายหนุ่มร่างผอมก็ใช้มีดแทงไปที่จินเหว่ยเซียงทันที สำหรับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเขาชัดเจนมากแต่ไม่ว่าจินเหว่ยเซียงจะดูแลพวกเขาดีแค่ไหน แต่ในตอนนี้เขาก็ต้องฆ่าอีกฝ่ายเพราะเขาไม่สามารถทำลายอนาคตของเขาได้
จินเหว่ยเซียงจมอยู่ในความเจ็บปวดจนเขาไม่ตอบสนองใดๆและดูเหมือนว่าจะไม่รู้ถึงมีดที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาเลย “ฉึก!” มีดของชายหนุ่มร่างผอมแทงทะลุเข้าไปแต่มันไม่ได้เจาะเข้าไปในร่างกายของจินเหว่ยเซียงแต่เป็นร่างกายของชายหนุ่มร่างอ้วนและเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะเพราะชายหนุ่มร่างอ้วนหยุดอยู่ตรงหน้าจินเหว่ยเซียงและจับข้อมือของชายหนุ่มร่างผอมเอาไว้ด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ฉันรู้แค่ว่าถ้ามีคนทำดีกับฉันแล้วฉันก็ต้องตอบแทนคืนสิบเท่า..ฉันทรยศนายน้อยไม่ได้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หันไปชำเลืองมองที่จินเหว่ยเซียงและพูดว่า “นายน้อยหนีไป..ผมจะหยุดพวกนี้เอาไว้เอง..นายน้อยไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมอาจารย์จินถึงอยากฆ่านายน้อย?..ถ้านายน้อยตายไปก็จะไม่มีใครรู้อะไรเลยจริงๆ..ผมขอใช้ชีวิตนี้เพื่อตอบแทนนายน้อย”
จินเหว่ยเซียงเงยหน้าขึ้นมองชายอ้วนด้วยความประหลาดใจและมุมตาของเขาก็สั่นไหวและน้ำตาก็ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัวเพราะคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเขาเต็มใจที่จะสละชีวิตเพื่อเขาแต่พ่อผู้ให้กำเนิดของเขากลับต้องการฆ่าซะเอง
“นายน้อยเร็วเข้าถ้าไม่รีบไปมันจะสายเกินแก้นะ” ชายหนุ่มร่างอ้วนตะโกนเสียงดังและหลังจากพูดจบจู่ๆเขาก็ดึงมีดที่เจาะอยู่ในร่างของเขาออกมาและโจมตีอีกสามคนอย่างไม่คิดชีวิตและเขาแค่ต้องการยื้อเวลาเพื่อให้จินเหว่ยเซียงมีเวลาพอที่จะหลบหนีไป
จินเหว่ยเซียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “คุณยอมตายเพื่อผมแบบนี้ผมจะหนีไปได้ยังไงโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของคุณ..แบบนั้นผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต” หลังจากพูดจบจินเหว่ยเซียงก็รีบวิ่งไปและไม่ใช่ว่าเขาดูแคลนตัวเองเพียงแต่เขารู้สึกว่าคนนอกหน้าสามารถปฏิบัติต่อเขาแบบนี้และยอมสละชีวิตให้ตัวเองดังนั้นถ้าหากเขาจากไปแบบนี้เขาจะมีความสุขได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วปีศาจตัวน้อยแห่งตระกูลจินก็เป็นเพียงมัจจุราชที่มีนิสัยแบบเด็กๆนั่นเอง
อย่างไรก็ตามจินเหว่ยเซียงก็ยังเด็กและถึงแม้ว่าเขาจะฉลาดมากและมีศิลปะการต่อสู้โบราณที่ดีแต่เขาก็ไม่มีโอกาสชนะลูกศิษย์ทั้งสามของจินเจิ้งผิงเลย ด้วยเสียง “โครมคราม” ร่างของจินเหว่ยเซียงก็ถูกเหวี่ยงคว่ำและล้มลงกับพื้นอย่างแรงและเมื่อเห็นสิ่งนี้ชายร่างอ้วนก็คว้าตัวหนึ่งในสามและตะโกนเสียงดังว่า “นายน้อยอย่ามาทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่โดยเปล่าประโยชน์เลยครับ..ชีวิตของผมเป็นของนายน้อยตั้งแต่แรกแล้วเพราะงั้นอย่ากังวลไปเลย”
“พรึบ!” ทันทีที่สิ้นเสียงมีดเล่มหนึ่งก็แทงเข้าไปที่หลังของเขาและแทงทะลุหัวใจของเขาโดยตรงจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็มองไปที่ชายร่างอ้วนที่เดินโซเซไปหาจินเหว่ยเซียง เมื่อเห็นแบบนั้นจินเหว่ยเซียงก็ระงับความเศร้าของเขาเอาไว้เพราะเขารู้ว่าในเวลานี้ความเศร้าโศกของเขานั้นไร้ประโยชน์และเขาก็ไม่สามารถย่อท้อได้ จากนั้นชายร่างอ้วนก็พยายามยืนขึ้นอย่างช้าๆด้วยการช่วยพยุงจากจินเหว่ยเซียงและจ้องไปที่ด้านหน้าแล้วกำหมัดแน่น
ในขณะนี้จู่ๆก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและหยุดอยู่ตรงหน้าจินเหว่ยเซียงอย่างเงียบๆเหมือนกับภูเขาและจ้องมองไปยังคนสามคนที่อยู่ข้างหน้าเขาและดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยเจตนาฆ่า เมื่อเห็นแบบนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและหยุดเดินทันที เมื่อเห็นแบบนั้นจินเหว่ยเซียงก็ผงะไปและจ้องมองอย่างว่างเปล่าที่ด้านหลังของเขาและทันใดนั้นเขาก็ระเบิดอารมณ์หลากหลายออกมาและพูดอย่างสะอึกสสะอื้นว่า “พี่..!”
เย่เชียนออกจากโรงงานเคมีร้างและหลังจากเดินไปสักพักเขาก็โบกรถแท็กซี่และขับตรงไปยังอาคารรัฐสภา ระหว่างทางเย่เชียนเงียบมากเพราะเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้และเขาก็ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการกระทำของจินเจิ้งผิง ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่รู้จักจินเจิ้งผิงดีนักแต่เขาก็รู้สึกว่าจินเจิ้งผิงไม่ควรเป็นคนที่ไม่ได้เห็นแก่ตัวแบบนั้นผ่านเรื่องเล่าของคนอื่นแต่ตรงกันข้ามเขาควรเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากและไม่สนเหตุผลใดๆ ดังนั้นคนแบบนี้จะออกมาช่วยเขาในเวลาแบบนี้ได้อย่างไร? มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่และยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนก็รู้สึกจางๆว่าเขาดูเหมือนจะตกอยู่ในละครของจินเจิ้งผิงและติดกับดักและยากที่จะหลุดพ้นจากมันได้ แต่ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่มีเงื่อนงำที่ชัดเจนนักแต่สัญชาตญานนี้ก็บ่งบอกได้
หลังจากมาถึงอาคารรัฐสภาแล้วเย่เชียนก็ตรงไปที่ออฟฟิศของเขาแต่ชนเข้ากับเสี่ยวเทียนที่หน้าประตูเพราะผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่และมองไปรอบๆด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและกังวลมาก อันที่จริงเย่เชียนต้องเสี่ยงชีวิตเพราะเธอและถึงแม้ว่าอาจเป็นเพราะเย่เชียนที่สร้างปัญหาดังกล่าวแต่เย่เชียนก็มาช่วยเธอโดยไม่คำนึงถึงอันตรายและเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เธอจะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเย่เชียนและเป็นห่วงเขา อย่างไรก็ตามเธอไม่สามารถทำอะไรได้และเธอก็ต้องการโทรหาตำรวจแต่เธอกลัวว่าการโทรหาตำรวจจะเป็นอันตรายต่อเย่เชียน ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเย่เชียนกลับมาอย่างปลอดภัยเสี่ยวเทียนก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัวและรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากและเธอก็รีบลุกขึ้นอย่างหมดกังวลแล้วสวมกอดเย่เชียนทั้งน้ำตา
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มอย่างเขินอายแล้วผลักเสี่ยวเทียนออกไปเบาๆและพูดว่า “ยัยโง่คุณร้องไห้ทำไม..ผมขอโทษที่ทำให้คุณตกอยู่ในอันตราย”
“ไม่!..ฉันเกือบทำให้คุณเสี่ยง..ฉันขอโทษนะฉันขอโทษจริงๆ” เสี่ยวเทียนพูดด้วยเสียงสะอื้น
เย่เชียนจ้องมองตาของเธอและขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “เสี่ยวเทียนคุณมีชีวิตของคุณเองแต่ผมทำร้ายคุณ..ผหมลากคุณเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้..ผมแค่อยากให้คุณเข้าใจว่าแท้จริงแล้วผมเป็นใคร..ผมไม่ต้องการปิดบังมันจากคุณเพราะในฐานะรองนายกเทศมนตรีแล้วนี่เป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราวเท่านั้นและผมจะจากที่นี่ไปในอีกไม่ช้านี้..แต่คุณยังมีอนาคตที่สดใสรอคุณอยู่เพราะงั้นผมคิดว่าด้วยความสามารถและความฉลาดของคุณแล้วคุณจะมีชีวิตที่ดีได้ในอนาคตเพราะงั้น…” เย่เชียนไม่ได้พูดประโยคสุดท้ายเพราะเขาเชื่อว่าเสี่ยวเทียนสามารถเข้าใจสิ่งที่เขาหมายถึงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามเย่เชียนก็สามารถเห็นร่องรอยของความแปลกในในดวงตาของเสี่ยวเทียนได้ แต่เย่เชียนต้องยุติเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆเพราะเส้นทางของคนทั้งสองนั้นแตกต่างกัน
เสี่ยวเทียนตัวสั่นไปทั้งตัวและมองดูเย่เชียนด้วยความประหลาดใจและขดปากเล็กน้อยจากนั้นก็ปล่อยมือของเธอและก้มหน้าลงพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ฉันขอโทษค่ะท่านรองนายกเทศมนตรีเย่..ฉันเสียมารยาทเกินไปหน่อย”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะถ้าหากเย่เชียนพูดมากกว่านี้มันจะทำให้เสี่ยวเทียนเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะไม่พูดแต่หลังจากหยุดไปสักพักเย่เชียนก็พูดว่า “ช่วงนี้ไม่มีงานอะไรที่ต้องทำเพราะงั้นถ้าคุณรู้สึกไม่ดีคุณก็ไปพักสักสองสามวันก่อนก็ได้”
“ไม่ค่ะฉันสบายดี” เสี่ยวเทียนพูด “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ค่ะฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” หลังจากพูดจบเสี่ยวเทียนก็หันหลังและเดินขึ้นไปที่ชั้นบน
.