ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1311 หวาดระแวงซึ่งกันและกัน
ตอนที่ 1311 หวาดระแวงซึ่งกันและกัน
………………..
หากพูดว่าเย่เชียนยังคงสงสัยเกี่ยวกับคำพูดของชายวัยกลางคนในตอนแรกนั่นก็คือเรื่องจริงแต่จากการได้เห็นจินเจิ้งผิงที่นี่ในตอนนี้แล้วเย่เชียนก็มั่นใจมากขึ้นว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง อย่างไรก็ตามเนื่องจากจินเจิ้งผิงต้องการแสดงละครตบตาแบบนี้เย่เชียนก็ต้องไหลไปตามน้ำและมาเดิมพันกันว่าฝ่ายไหนจะถูกหลอกในที่สุด
โดยธรรมชาติแล้วจินเจิ้งผิงไม่รู้ว่าเย่เชียนรู้เรื่องทั้งหมดแล้วดังนั้นจินเจิ้งผิงจึงมั่นใจว่าเขาทำสิ่งต่างๆได้ดีเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เย่เชียนจะรู้ แต่ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะสงสัยว่าเขาทำแต่มันก็ไม่สำคัญเพราะยิ่งเย่เชียนสงสัยเขามากเท่าไหร่มันก็ยิ่งดีต่อตัวเขามากเท่านั้น อย่างไรก็ตามจินเจิ้งผิงต้องการสร้างภาพลวงตาให้กับเย่เชียนว่าสถานการณ์ระหว่างตระกูลจินกับตระกูลหยุนนั้นกำลังย่ำแย่มาก
ตอนนี้จินเจิ้งรุ่ยก็ตายไปแล้วฮั่นหนิงซือก็ตายไปแล้วและหยุนเจียฮงก็ตายเช่นกันดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเหลือคนไม่มากนักที่คุกคามเขาได้ ซึ่งหลักๆจะเหลือแค่หยุนเซินกับจินเจิ้งผิงเท่านั้นและสองคนนี้ก็รับมือค่อนข้างยากและพวกเขาก็ระวังทุกย่างก้าว ซึ่งถึงแม้ว่าจินเจิ้งผิงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการของหยุนเซินในการทำเรื่องยุ่งยากแต่จริงๆแล้วในใจของจินเจิ้งผิงแล้วเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าวิธีการของหยุนเซินนั้นดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะลำบากเล็กน้อยแต่ก็ค่อนข้างปลอดภัยและเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วความแข็งแกร่งขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่านั้นแข็งแกร่งมากและทุกตระกูลทุกฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนเย่เชียนก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากทุกคนรู้ว่าเย่เชียนเสียชีวิตด้วยฝีมือของตระกูลหยุนและตระกูลจินล่ะก็พวกเขาจะต้องทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกอย่างแน่นอน
หลังจากออกจากโรงแรมแล้วจินเจิ้งผิงก็โทรหาหยุนเซินและอธิบายสั้นๆเกี่ยวกับเรื่องนี้และหยุนเซินก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นและตะคอกว่า “จินเจิ้งผิงนี่แกกำลังล้อฉันเล่นใช่มั้ย?..นี่แกเห็นฉันเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
จินเจิ้งผิงถึงกับผงะและรีบพูดว่า “พี่หยุนหมายความว่าไง?”
“หมายความว่าไงน่ะเหรอ?” หยุนเซินพูดต่อ “ฉันบอกแกไปแล้วว่าฉันจะจัดการเรื่องนี้เองแต่แกบอกว่าแกสามารถจัดการได้?..นี่แกกำลังทำให้ตระกูลหยุนอ่อนแอลงใช่มั้ย?..ตอนนี้หยุนเจียฮงสำคัญต่อแผนการของพวกเรามากเพราะงั้นอย่ามาตลกกับฉัน!..เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปีแล้วและถ้าแกทำอย่างนั้นจริงๆล่ะก็นั่นถือว่าแกไม่ไว้หน้าฉันเลย!”
“ผมไม่เข้าใจที่พี่หยุนพูด..พี่คิดว่าผมต้องการทำแบบนี้งั้นเหรอ?” จินเจิ้งผิงพูดต่อ “ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาจะชวนเย่เชียนมาที่นี่..เพราะงั้นถ้าผมไม่ฆ่าเขาล่ะก็เรื่องระหว่างเราจะต้องไปถึงหูของเย่เชียนอย่างแน่นอนและความพยายามทั้งหมดก่อนหน้านี้จะสูญเปล่า..พี่หยุนเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าให้ใช้วิธีนี้เพราะถ้าเราเลือกที่จะฆ่าเย่เชียนตั้งแต่แรกมันคงไม่เกิดปัญหานี้หรอก..แต่เอาเถอะตอนนี้สิ่งต่างๆได้ดำเนินมาถึงจุดนี้แล้วและพี่หยุนจะโทษผมก็ไม่ได้เพราะอาวุธเถื่อนที่ถูกโจรสลัดปล้นไปมันก็ไม่ใช่ความผิดของผมตั้งแต่แรกเพราะงั้นพี่หยุนจะมาโทษผมไม่ได้หรอกนะ!”
“จินเจิ้งผิงแกจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะเพราะฉันพูดตามความจริง” หยุนเซินพูด “ฉันรู้ว่าหลักฐานทั้งหมดมันสามารถระบุสิ่งผิดกฎหมายที่เราทำแต่ตอนนี้เราอยู่บนเชือกเส้นเดียวกันแล้วเพราะงั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉันแกก็จะซวยไปด้วย”
“พี่หยุนต้องเชื่อผมนะเพราะมันจะไปมีประโยชน์อะไรถ้าผมหลอกพี่?..พี่คิดว่าผมไม่ต้องการเงินและหลักฐานพวกงั้นเหรอ?..แต่ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าเย่เชียนจะมาอย่างกระทันหันและถ้าหากไม่เป็นไปตามแผนของเราพี่หยุนก็ไม่ต้องกังวลเพราะผมมีไพ่ตายอยู่..เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยใช้วิธีนั้นจัดการกับเขา..ส่วนตอนนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องฆ่าหยุนเจียฮงเพราะเราจะปล่อยให้เรื่องของพวกเราไปถึงหูเย่เชียนไม่ได้เพราะงั้นการที่หยุนเจียฮงตายไปเย่เชียนก็ได้แค่เดาและมันก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเขาเพราะไม่มีหลักฐานอะไร”
“ถึงยังไงมันก็ไม่ดี” หยุนเซินพูด “ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าแกจะทำแบบนี้” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยุนเซินก็พูดต่อ “ตอนนี้ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือต้องตามหาหลักฐานนั้นให้ได้โดยเร็วที่สุดและถ้ายังไม่ได้ก็อย่ากลับมาหาฉันอีก..ส่วนฉันจะใช้วิธีของฉันเพราะงั้นแกต้องรีบหาหลักฐานมาให้ได้เพราะเมื่อไหร่ที่เย่เชียนเจอมันก่อนพวกเราจบเห่แน่!”
“ผมรู้ว่าต้องทำยังไงพี่หยุนไม่ต้องบอกผมหรอก..พี่เองก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็แล้วกัน” จินเจิ้งผิงพูด “ว่าแต่อาวุธเถื่อนชุดนั้นยังไม่ได้ส่งมอบให้กับลูกค้าอีกงั้นเหรอ?..แบบนี้พวกเขาจะร่วมมือกับเราได้ยังไงในอนาคต?..ที่สำคัญคือตระกูลมาเฟียสลาร์ดาร์ก็เรียกร้องให้พวกเราจ่ายค่าเสียหายโดยเร็วที่สุดและถ้าพวกเราไม่ให้เงินพวกเขาเร็วๆนี้ชื่อเสียงของพวกเราเป็นเวลาหลายปีจะพังทลายย่อยยับ!”
“ไม่ต้องห่วงฉันรู้เรื่องนี้ดี!” หยุนเซินพูด
ทั้งสองไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยกันต่อแล้วและวางสายกันไปหลังจากคุยกันอีกสองสามประโยค ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้พูดกันแต่พวกเขาก็ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาไม่ลงรอยกันมากนักและเหตุผลที่พวกเขาจัดตั้งพันธมิตรขึ้นมาอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพื่อผลประโยชน์ล้วนๆและทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้จริงใจต่อกันเลย พวกเขาไม่ได้ทำให้ชัดเจนก่อนหน้านี้แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ความไม่ไว้วางใจของทั้งสองพังทลายลง ยิ่งไปกว่านั้นคนที่สามารถฆ่าภรรยาและลูกของตัวเองได้จะไปมีความรู้สึกได้อย่างไร? แต่หยุนเซินไม่ได้คาดคิดว่าจินเจิ้งผิงจะปฏิบัติต่อเขาแตกต่างออกไปจากคนอื่นๆดังนั้นเขาจึงระแวงอย่างมากในเวลานี้
ถึงแม้ว่าตอนนี้ตระกูลหยุนและตระกูลจินดูเหมือนจะสงบมากแต่ทั้งคู่ก็ชัดเจนว่าความสงบสุขนี้เป็นเพียงภาพลวงตาและไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องลงมือกำจัดตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จินเจิ้งผิงจะไม่เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า
หลังจากวางสายไปจินเจิ้งผิงก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมากและเขาก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งกับความสงสัยของหยุนเซิน ซึ่งคนที่หยิ่งผยองอย่างเขาจะทนกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ถ้าหากเขาไม่ต้องร่วมมือกับหยุนเซินล่ะก็ตอนนี้พวกเขาก็คงจะเป็นศัตรูกันไปแล้ว
อย่างไรก็ตามมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาไม่สบอารมณ์อย่างมากเพราะคนที่เขาส่งไปฆ่าจินเหว่ยเซียงกลับถูกพบเป็นศพในตรอกซึ่งทำให้เขาโกรธเกรี้ยวอย่างมากเพราะสำหรับเขาแล้วจินเหว่ยเซียงเป็นเรื่องน่าละอายใจและน่าสมเพชที่สุดสำหรับเขาและเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้จินเหว่ยเซียงอยู่ในโลกใบนี้ได้อีกและไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามเพราะเขาจะกลายเป็นเพียงตัวตลกในสายตาของคนอื่น ซึ่งตอนนี้จินเหว่ยเซียงยังรอดชีวิตอยู่และนั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีหนามบ่งในใจและรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
เดิมทีเขาวางแผนที่จะกำจัดร่างของฮั่นหนิงซือแบบง่ายๆเพราะเขาจะเต็มใจฝังผู้หญิงที่ทรยศเขาอย่างสมเกียรติได้อย่างไร แต่ตอนนี้เพื่อดึงดูดให้ฮั่นหนิงซือปรากฏตัวออกมาก็ดูเหมือนว่าเขาต้องจัดพิธีงานศพที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเพราะบางทีจินเหว่ยเซียงอาจจะปรากฏตัวออกมาเพื่อแม่ของเขาและแบบนั้นจินเจิ้งผิงก็จะสามารถขจัดหนามในใจของเขาออกไปได้
เมื่อจินเจิ้งผิงกลับไปที่บ้านของตระกูลจินเขาก็เดินตรงไปที่ห้องทำงานของเขา อันที่จริงเขาได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อตระกูลจินในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและไม่ว่าเขาจะถูกดูหมิ่นแค่ไหนแต่การมีส่วนร่วมของเขาต่อตระกูลจินก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งภายใต้การนำของเขานั้นตระกูลจินพัฒนาไปได้ดีมากและถึงแม้ว่านี่จะเป็นเพราะสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ตามแต่ก็ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของตระกูลจินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและแม้แต่ประเทศจีนได้ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้วยเหตุผลนี้เองที่จินถิงซานไม่ได้ออกมาโต้แย้งอะไรเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเขาก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น อย่างไรก็ตามจินเจิ้งผิงก็เป็นลูกชายของเขาดังนั้นตราบใดที่จินเจิ้งผิงมีส่วนช่วยให้ตระกูลจินเติบโตได้มันก็ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้นำตระกูล
เมื่อจินเจิ้งผิงผลักประตูห้องทำงานเข้าไปเขาก็เห็นจินถิงซานนั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขาและเขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างมาก หลังจากปิดประตูแล้วจินเจิ้งผิงก็เดินตรงไปที่ที่นั่งของเขาและนั่งลงแล้วพูดว่า “พ่อมาที่นี่ทำไม..พ่อก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครเข้ามาในห้องของผมโดยไม่ได้รับอนุญาต..ผมหวังว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในครั้งหน้านะ”
นี่ไม่ใช่น้ำเสียงของลูกชายที่พูดกับพ่อเพราะมันดูก้าวร้าวและไม่มีความเคารพเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินแบบนี้จินถิงซานก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและพูดว่า “แกควรมีทัศนคติและคำพูดที่ดีกว่านี้เมื่อคุยกับนะ..ถึงยังไงฉันก็เป็นพ่อของแกไม่ใช่เหรอ?”
“หืม..งั้นเหรอ?” จินเจิ้งผิงพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม “ตอนนี้พ่อยังถือว่าผมเป็นลูกชายของพ่ออยู่งั้นเหรอ?..ตั้งแต่ผมยังเด็กพ่อไม่เคยมองผมเลยและไม่ว่าผมจะพยายามหนักหนาสาหัสแค่เพียงไหนพ่อก็ไม่เคยสนใจผมเลยแม้แต่น้อย..พ่อทำเหมือนผมเป็นแค่ขยะและพอผมโตขึ้นและแต่งงานแต่พ่อกลับบังคับให้ผมแยกจากเธอ..ที่ผ่านมาพ่อทำเหมือนผมเป็นแค่เครื่องมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตระกูลจินเท่านั้นเพราะงั้นพ่อถึงบังคับให้ผมแต่งงานกับฮั่นหนิงซือเพราะเธอมีตระกูลฮั่นคอยสนับสนุนเธอและสามารถช่วยตระกูลจินได้แค่นั่นเอง..ขอบอกเลยนะว่าตั้งแต่เด็กผมเกลียดพ่อเข้ากระดูกดำและผมก็อยากจะส่งพ่อไปที่บ้านพักคนชราแต่ตอนนี้พ่อกลับใช้ตัวตนของพ่อมากดขี่ข่มเหงผมเนี่ยนะ?”
ชายชราที่อายุเกือบเจ็ดสิบปีนั้นไม่ได้มีเรี่ยวแรงเหมือนในอดีตอีกต่อไปและชีวิตอย่างสันโดษในที่พักและใช้ชีวิตที่เปล่าเปลี่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้จินถิงซานอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ อันที่จริงสำหรับคนชราแล้วสิ่งที่พวกเขาหวังคือการได้เห็นครอบครัวที่มีความสุขและเต็มไปด้วยลูกหลาน ซึ่งในตอนนี้เขาก็ยอมรับว่าเขาทำสิ่งที่แย่เกินไปเมื่อเขายังหนุ่มยังแน่นแต่เขาก็หวังว่าจะมีครอบครัวที่ปรองดองกันแต่เมื่อมองไปที่จินเจิ้งผิงที่มีใบหน้าอมทุกข์แล้วจินถิงซานก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก จากนั้นจินถิงซานก็กระพริบตาแล้วถอนหายใจเบาๆและพูดว่า “นี่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว..แกยังยกโทษให้ฉันไม่ได้อีกเหรอ?..ถึงแม้ว่าฉันจะผิดแต่มันก็ผ่านมาแล้ว”