ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1333 หนึ่งรุมสอง
………………..
หยุนเซินไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งต่างๆจะพัฒนาไปแบบนี้และถึงแม้ว่าเขาจะไม่คาดหวังว่าจะได้ร่วมมือกับเย่เชียนอย่างราบรื่นนักก็ตามแต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเย่เชียนจะหักหลังเขาอย่างกระทันหันแบบนี้ซึ่งทำให้เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งแผนเดิมของเขาคือหลอกใช้เย่เชียนเพื่อกำจัดจินเจิ้งผิงจากนั้นเขาก็จะฆ่าเย่เชียนและเขาก็จะเขาสามารถโทษจินเจิ้งผิงได้อย่างสมบูรณ์แบบและในเวลานั้นสมาชิกเขี้ยวหมาป่าและกองกำลังของเย่เชียนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะแก้แค้นเขา แต่ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก
จินเจิ้งผิงเย้ยหยันและพูดว่า “ฉันเตือนแกแล้ว..ฉันเตือนแกเหมือนจูกัดเหลียงแต่สุดท้ายแล้วแกก็ถูกคนอื่นหลอกใช้จนได้เพราะถ้าแกฟังฉันตั้งแต่แรกเราคงฆ่าเขาได้ตั้งนานแล้ว..พอมาถึงตอนนี้เป็นยังไงล่ะ?..แต่ก็ดีแล้วแกจะได้ตาสว่างซะบ้าง!”
เย่เชียนแสยะยิ้มและพูดว่า “อันที่จริงแล้วสำหรับผมพวกคุณสองคนไม่สามารถเป็นภัยคุกคามใดๆกับผมได้เลยและผมก็ไม่ได้จริงจังกับพวกคุณด้วยซ้ำ..ซึ่งมีอย่างน้อยๆก็หลายพันคนในโลกใต้ดินที่อยากจะฆ่าผมแล้วมันยังไง?..สุดท้ายผมก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้และยังสบายดีเพราะงั้นถ้าคุณฆ่าผมได้มันก็คงเป็นเรื่องตลกสิ้นดี..อ้อมีอีกอย่างที่พวกคุณอาจไม่รู้ว่าจริงๆแล้วโจรสลัดหรือกองทัพเรือไอร่อนบลัดนั้นแท้ที่จริงแล้วนั่นเป็นกองทัพเรือของผมและผมก็สั่งให้พวกเขาจงใจปล่อยให้พวกคุณไถ่คืนสินค้า..ซึ่งถ้าหากการคาดเดาของผมถูกต้องล่ะก็เรือสินค้าของพวกคุณจะถูกปล้นอีกครั้งแถวๆน่านน้ำของภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้..ซึ่งหลังจากที่พวกคุณจ่ายเงินไถ่สินค้าจำนวนมากและถูกปล้นอีกครั้งผมคิดว่าพวกคุณจะขาดทุนย่อยยับและผมคิดว่าพวกตระกูลสลาร์ดาร์จะไม่ปล่อยพวกคุณไปอย่างแน่นอน..เพราะงั้นต่อให้ผมจะไม่ทำอะไรพวกคุณแต่ตระกูลสลาร์ดาร์ก็จะไม่ปล่อยพวกคุณไปอย่างแน่นอนและสะสางบัญชีกับพวกคุณ!”
ทั้งจินเจิ้งผิงและหยุนเซินก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและเห็นได้ชัดว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนและหลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “อันที่จริงจุดประสงค์ของผมที่มาเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยพี่จินเท่านั้นเพราะถ้าผมมาเพื่อช่วยเขาผมก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมายให้วุ่นวายและแค่กวาดล้างพวกคุณด้วยพลังของผมเท่านั้นแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของก็คือเบื้องบนส่งผมมาโดยได้รับคำสั่งให้แก้ไขสถานการณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพวกคุณคือหายนะของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพราะงั้นผมจึงต้องกำจัดพวกคุณก่อนเป็นอันดับแรก”
หยุนเซินขมวดคิ้วเล็กน้อยและถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดว่า “เย่เชียนแกคิดง่ายเกินไปหน่อยเหรือเปล่าเพราะตระกูลหยุนกับตระกูลจินของพวกเราอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาหลายปีแล้วและอาจพูดได้ว่าพวกเรามีรากฐานที่แข็งแกร่งและพวกเราก็มีเครือข่ายทั้งแวดวงการทหารและการเมืองเพราะงั้นแกจะกำจัดพวกเราได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?..ฉันมีพรรคพวกหลายคนในเขตทหารเสิ่นหยางเพราะงั้นถ้าแกต้องการเผชิญหน้ากับพวกเราแกก็ต้องชั่งน้ำหนักถึงผลที่จะตามมาให้ดี..แกคงไม่ต้องการทำให้เมืองนี้ลุกเป็นไฟใช่ไหม?”
“เป็นเพราะคุณมั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะถ้างูไม่มีหัวแล้วมันจะไปทำอะไรได้?..เมื่อถึงเวลานั้นใครจะไปกล้าออกมาข้างหน้าเพื่อแก้แค้นให้กับคุณกัน..พวกเขาก็แค่อยู่ไปวันๆกับตำแหน่งที่พวกเขาพึงพอใจก็แค่นั้นและผมเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนโง่และพวกเขาก็รู้จักวิธีเลือกดีว่าควรเลือกอะไร” เย่เชียนพูด
“แล้วแกคิดว่าแกมีโอกาสที่จะชนะเหรอ?..ตอนนี้แกก็ได้เห็นสถานการณ์อย่างชัดเจนแล้วและแกคิดว่าแกจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเหรอ?” หยุนเซินพูดพร้อมกับเย้ยหยันจากนั้นเขาก็หันไปมองจินเจิ้งผิงและพูดว่า “จินเจิ้งผิงเรื่องของพวกเราเอาไว้เคลียกันทีหลังและมาร่วมจัดการมันก่อนแกคิดว่าไง?”
เย่เชียนก็หัวเราะอย่างดูถูกและพูดว่า “นี่คือความผิดพลาดของแกเอง..อย่าบอกนะว่าแกต้องการให้ฉันตามเช็ดก้นให้แกน่ะ?..นี่แกไม่มั่นใจในตัวเองแล้วเหรอไง?..แกไม่ต้องการเอาชีวิตของฉันแล้วจริงๆเหรอ?..พอตอนนี้ที่แกกำลังแย่แต่แกกลับต้องการให้ฉันช่วยเนี่ยนะ..หึ”
หยุนเซินยิ้มอย่างขมขื่นเพราะเป็นความจริงที่เขามั่นใจในตัวเองมากเกินไปแต่สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้เขามั่นใจต่อไปไม่ได้อีกแล้วและถ้าเขาไม่ลดคติและความหยิ่งทนงลงล่ะก็เขาก็ไม่รู้จริงๆว่าเขาจะรับมือกับเย่เชียนได้ยังไงเพราะท้ายที่สุดประวัติของเย่เชียนในโลกใต้ดินและสิ่งที่เย่เชียนทำมาตลอดหลายปีนั้นค่อนข้างน่าอัศจรรย์และเขาก็ไม่มั่นใจในตัวลูกศิษย์และบอดี้การ์ดที่เขานำมาเลยแต่ถ้าหากได้ความช่วยเหลือจากจินเจิ้งผิงล่ะก็สถานการณ์คงจะแตกต่างกันออกไปและทั้งสองอาจมีโอกาสชนะถ้าหากร่วมมือกัน หยุนเซินยิ้มอย่างขมขื่นและมองไปที่จินเจิ้งผิงแล้วพูดว่า “จินเจิ้งผิงฉันยอมรับว่าฉันผิดจริงๆแต่แกก็รู้ดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นยังไง..เพราะถ้าหากเขาฆ่าฉันได้เป้าหมายต่อไปก็จะเป็นแก..ตอนนี้ฉันไม่มีทางสู้คนเดียวได้แต่ถ้าหากพวกเราร่วมมือกันล่ะก็มันจะง่ายมาก..ซึ่งถ้าหากแกต้องการจะทำยังไงกับฉันในอนาคตแกก็ตัดสินใจเอาได้เลย”
แน่นอนว่าเย่เชียนเข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีเพราะสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้เป็นเพียงการจงใจทำให้หยุนเซินอับอายแต่ความจริงแล้วเขาไม่สามารถยืนดูหยุนเซินถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาได้เพราะเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องกำจัดเย่เชียนเขาก็ยังไม่แน่ใจจริงๆว่าเขาจะทำคนเดียวได้หรือไม่ ดังนั้นจินเจิ้งผิงจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “แกพูดแล้วนะ?..ถ้างั้นหลังจากที่จัดการกับเขาแล้วเราค่อยมาคุยกันทีหลัง!”
เย่เชียนดูสงบมากและดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกกระวนกระวายใจเลยสักนิดเกี่ยวกับการร่วมมือของจินเจิ้งผิงกับหยุนเซินเพราะเย่เชียนพอจะรู้มาบ้างเกี่ยวกับฝีมือของจินเจิ้งผิงกับหยุนเซินดังนั้นเย่เชียนจึงยังคงมีความมั่นใจที่จะเอาชนะพวกเขาได้แต่จู่ๆในเวลานี้โทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นจากนั้นเย่เชียนก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดรับสายอย่างใจเย็นแล้วพูดว่า “ลงมือได้เลย..พี่รู้ดีว่าผมต้องการอะไรเพราะงั้นใครก็ตามที่กล้าขัดขืนก็ฆ่าทิ้งไปซะ!”
หลังจากนั้นเย่เชียนก็วางสายโทรศัพท์ไปเพราะเขาจะไม่มีการเตรียมการใดๆได้อย่างไร? ซึ่งไม่นานนักก่อนที่จะมาที่นี่หลินเฟิงได้นำนักฆ่าของเซเว่นคิลไปที่เขตบ้านพักของตระกูลหยุนแล้วและทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ในตอนแรกเย่เชียนไม่ได้คาดคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้แต่เขาก็ไม่คิดที่จะปล่อยตระกูลหยุนไปอยู่แล้ว ดังนั้นตั้งแต่เนิ่นๆหลินเฟิงจึงได้สั่งให้สมาชิกขององค์กรเซเว่นคิลไปเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมเอาไว้รอบๆบริเวณเขตบ้านพักของตระกูลหยุน
เมื่อมองไปที่จินเจิ้งผิงกับหยุนเซินแล้วเย่เชียนก็ค่อยๆวางโทรศัพท์แล้วเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อจากนั้นก็หยิบมีดคลื่นโลหิตสีแดงที่เปล่งประกายออกมา จากนั้นเย่เชียนก็แสยะยิ้มและพูดว่า “เอาล่ะผมคุยจบแล้วมาเริ่มกันเลยดีกว่า” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็เริ่มโจมตีก่อน ซึ่งมีดคลื่นโลหิตในมือของเขาก็ฉายแสงสีแดงเข้มตัดผ่านอากาศเข้าไปเจาะหน้าอกของลูกศิษย์ของหยุนเซินแล้วหมุนตัวดึงมีดออกมาแล้วแทงเข้าไปที่คอของอีกคนทันที
การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วและไร้ความปรานีและลูกศิษย์ทั้งสองก็ถูกกำจัดในพริบตาจนหยุนเซินกับจินเจิ้งผิงอดไม่ได้ที่จะผงะ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าเย่เชียนนั้นมีความสามารถแต่สิ่งที่เย่เชียนทำนั้นก็ยังทำให้พวกเขาประหลาดใจกับทักษะของเย่เชียนอยู่ดี ซึ่งในตอนนี้พวกเขาก็เริ่มกลัวเย่เชียนอยู่ในใจและดูเหมือนว่าแม้พวกเขาจะร่วมมือกันแต่ก็มีโอกาสชนะไม่มากนัก
แน่นอนว่าจินเหว่ยห่าวนั้นไม่สามารถเพิกเฉยได้และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ต้องการฆ่าจินเจิ้งผิงแต่เขาก็ต้องช่วยเย่เชียนด้วยดังนั้นเขาจึงมุ่งเป้าไปที่ลูกศิษย์ของหยุนเซินที่เหลือและใช้หมัดต่อยเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเย่เชียนก็มองไปที่หยุนเซินแล้วพูดว่า “ตายซะ!” หลังจากคำพูดจบลงเย่เชียนก็กระทืบเท้าขวาลงบนพื้นและร่างกายของเขาก็ลอยขึ้นไปบนอากาศจากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบสุสานหินหน้าหลุมศพอีกครั้งและร่างกายของเขาก็ลอยสูงขึ้นไปอีก
เย่เชียนโจมตีอย่างไร้ความปรานีเสมอดังนั้นเขาย่อมไม่ลังเลใดๆทั้งสิ้น เมื่อเห็นแบบนี้หยุนเซินก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใดและเอื้อมมือไปหยิบหินหน้าหลุมศพข้างๆออกมาและฟาดไปทางเย่เชียน ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ก็ยังคงน่าประหลาดใจอยู่เล็กน้อย ส่วนจินเจิ้งผิงก็หันไปทางด้านหลังของเย่เชียนและในเวลาเดียวกันจินเจิ้งผิงก็เตะออกไปอย่างแรง แน่นอนว่าเย่เชียนที่อยู่กลางอากาศก็ไม่มีทางที่จะหลบได้เพราะถ้าเขาหันกลับมาเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของหยุนเซินเขาก็จะถูกจินเจิ้งผิงเตะอย่างแน่นอน
ไม่มีเหตุผลที่จะหันหลังกลับเมื่อเริ่มทำอะไรแล้วและเย่เชียนก็ไม่เคยคิดที่จะหันหลังกลับ ซึ่งทันใดนั้นมีดคลื่นโลหิตในมือของเย่เชียนก็ฟาดลงมาแล้วตัดผ่านแผ่นหินอย่างง่ายดายและเมื่อมันกำลังจะเจาะหน้าอกของหยุนเซินนั้นหยุนเซินก็ผงะและรีบถอยออกไป
เย่เชียนจะปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปได้อย่างไรเพราะทันทีที่เขาลงสู่พื้นเขาก็ย่อตัวและพุ่งตามหยุนเซินเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูออกจากคันศรและมีดคลื่นโลหิตในมือของเขาดูเหมือนจะเป็นหอกจากนรกที่มีแสงสีแดงเลือดจากนั้นก็มีดแทงไปทางหน้าอกของหยุนเซินทันที
หยุนเซินไม่มีเวลาแม้แต่จะหลบและเขาก็พยายามปัดป้องมีดของเย่เชียนด้วยร่างกายของเขาทันทีและมีดก็ได้เจาะเข้าไปในร่างกายของหยุนเซินแต่มันไม่ได้เจาะอย่างราบรื่นเพราะมีดคลื่นโลหิตที่สามารถตัดผ่านแผ่นหินของหลุมฝังศพได้อย่างง่ายดายแต่กลับไม่สามารถเจาะเข้าไปในร่างกายของหยุนเซินได้ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ปราณเสริมแกร็ง?”
หยุนเซินไม่สนใจสิ่งอื่นใดและเขาก็ตบกกหูของเย่เชียนด้วยมือทั้งสองข้างแต่เย่เชียนก็ถอยกลับอย่างรวดเร็วและหลบไปด้านข้างจากนั้นก็ใช้เท้ายันแผ่นหินหน้าหลุมศพอีกครั้งและทะยานขึ้นไปกลางอากาศแล้วหมุนตัวกลางอากาศและใช้มีดแทงเข้าไปที่จินเจิ้งผิงที่กำลังจะโจมตีมาทางเขาจากด้านหลัง จากนั้นหยุนเซินก็ใช้มือจับหน้าอกของเขาเพราะถึงแม้ว่าเขาจะใช้เคล็ดวิชาเสริมแกร็งอย่างกะทันหันอย่างหนักที่เขาฝึกฝนมาหลายปีแต่มันก็ยังเป็นบาดแผลเล็กน้อยเช่นกัน ซึ่งถ้าหากเป็นคนธรรมดาก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแตะได้แม้แต่เส้นผมของเขา เมื่อเห็นแบบนั้นหยุนเซินก็ดูเหมือนจะบ้าไปแล้วและพุ่งเข้าหาเย่เชียนอย่างบ้าคลั่ง
จินเจิ้งผิงไม่ได้ฝึกเคล็กวิชาเสริมแกร็งใดๆทั้งสิ้นดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจะรับการโจมตีของเย่เชียนตรงๆและเมื่อเห็นมีของเย่เชียนแทงมาที่เขาจินเจิ้งผิงก็ทำมือเป็นวงกลมและคว้าแขนของเย่เชียนอย่างรวดเร็วและแม่นยำและเหวี่ยงเย่เชียนออกไป
เมื่อโดนแบบนี้ร่างของเย่เชียนก็ปลิวว่อนเหมือนว่าวที่ปลิวกลางอากาศและถ้าเขาตกลงพื้นกระดูกของเขาจะต้องหักอย่างแน่นอนดังนั้นเมื่อเย่เชียนกำลังจะตกลงกับพื้นเย่เชียนก็ยื่นมือซ้ายของเขาไปที่พื้นเพื่อพยุงตัวและหมุนตัวพลิกร่างของเขาขึ้นมาและทันทีที่เท้าของเย่เชียนแตะพื้นเย่เชียนก็พุ่งออกไปทันทีโดยไม่หยุดและสลับมีดคลื่นโลหิตจากมือขวาเป็นมือซ้ายและถือมันจากด้านหลัง ซึ่งความเร็วนั้นก็เร็วมากจนแทบจะมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเย่เชียนเลย
จินเจิ้งผิงเป็นพ่อของจินเหว่ยห่าวดังนั้นมันคงไม่ดีที่เย่เชียนจะฆ่าเขา แต่ทว่าจินเจิ้งผิงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ดังนั้นสถานการณ์ของเย่เชียนจึงค่อนข้างอันตรายเพราะท้ายที่สุดในการดวลระหว่างยอดฝีมือนั้นหากใครไม่มีเจตนาที่จะฆ่าคู่ต่อสู้แต่คู่ต่อสู้ต้องการฆ่าเขาอย่างสุดใจล่ะก็นี่จะเป็นอันตรายต่อตัวเขามาก
ดังนั้นเย่เชียนจึงต้องจัดการหยุนเซินก่อนเพราะหยุนเซินที่ฝึกเคล็ดวิชาด้านเสริมแกร็งให้ร่างกายนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามากดังนั้นเย่เชียนจึงไม่กล้าละเลยโดยธรรมชาติแต่การจะทำลายเคล็ดวิชาเสริมแกร็งนั้นจะต้องทำลายพลังปราณของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน
.