ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1335 พายุสิ้นสุดลงแล้ว
ตอนที่ 1335 พายุสิ้นสุดลงแล้ว
………………..
ในขณะที่เย่เชียนและจินเหว่ยห่าวไม่ได้ให้ความสนใจนั้นจินเจิ้งผิงก็หนีไปอย่างเงียบๆเพราะเขาไม่ต้องการอยู่ที่นี่และเสี่ยงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นหยุนเซินก็ตายไปแล้วและเขาก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเขาจะทนได้นานแค่ไหนภายใต้เงื้อมมือของเย่เชียน ซึ่งถ้าหากเขาไม่หนีไปตอนนี้เขาจะต้องพบกับความตายอย่างแน่นอน
จินเจิ้งผิงไม่จำเป็นต้องตายที่นี่โดยเปล่าประโยชน์และรอจนกว่าเขาจะกลับไปที่บ้านของตระกูลจินเพื่อรวบรวมเหล่าสาวกและลูกศิษย์ทั้งหมดของเขาก่อนที่จะทำการตอบโต้เย่เชียน เมื่อเขาลงมาจากภูเขาจินเจิ้งผิงก็เดินไปที่รถที่เขาขับเมื่อมาที่นี่แต่มันถูกทำลายเป็นชิ้นๆไปแล้วและดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถขับมันได้อีก ซึ่งเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าด้วยความโกรธและสาปแช่งคนขับรถที่ไร้ความรับผิดชอบนับครั้งไม่ถ้วนและถ้าหากตอนนี้ไม่มีเรื่องด่วนล่ะก็เขาจะไปตามล่าคนขับคนนั้นและฆ่าเขาทิ้งซะ
หลังจากรอไม่นานนักรถแท็กซี่ก็มาและจินเจิ้งผิงก็รีบเข้าไปในรถและบอกคนขับให้ตรงไปที่เขตบ้านพักของตระกูลจินอย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่สามารถรับประกันได้ว่าเย่เชียนจะตามมาทันเมื่อไหร่ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งทุกการกระทำเพราะถ้าเขาถูกเย่เชียนจับได้ก่อนที่เขาจะกลับไปได้ล่ะก็ชีวิตของเขาคงจะต้องจบลงเท่านี้
เมื่อมาถึงประตูเจตบ้านพักของตระกูลจินแล้วทันทีที่รถจอดจินเจิ้งผิงก็วางเงินสองร้อยหยวนเอาไว้และรีบลงจากรถอย่างใจร้อนแล้วเดินเข้าไปข้างใน ทันทีที่เขาเข้าไปเขาก็พบจินถิงซานยืนอยู่ที่นั่นราวกับว่าจินถิงซานกำลังรอเขาอยู่ เมื่อเห็นแบบนั้นจินเจิ้งผิงก็ขมวดคิ้ว “ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกมาอีก..ถ้าพ่อไม่มีธุระอะไรก็ออกไปซะ!..พ่อคิดว่าผมไม่กล้าฆ่าพ่ออย่างงั้นเหรอ?” เมื่อเดินไปที่ฝั่งตรงข้ามของจินถิงซานแล้วจินเจิ้งผิงก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์
จินถิงซานก็ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า “นี่แกยังไม่รู้อะไรอีกเหรอ?..แกต้องการทำลายตระกูลจินอย่างงั้นเหรอ?..แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าเย่เชียนถูกส่งมาเพื่อจัดการกับแก..แกต้องการทำลายประวัติศาสตร์นับศตวรรษของตระกูลจริงด้วยมือของแdเหรอ?”
“ทำลายอะไร?..ทุกๆสิ่งที่ผมทำก็เพื่ออนาคตของตระกูลจิน” จินเจิ้งผิงพูดต่อ “เมื่อคนเรามีอำนาจถึงจุดหนึ่งต่อให้รู้ว่ามีคนมากมายต้องการกำจัดเราก็ตามแต่เราก็ต้องยืนหยัดให้ได้และเหตุผลที่พวกมันทำแบบนี้ก็เป็นเพราะพลังของตระกูลจินนั้นยังไม่แข็งแกร่งพอแต่มันก็ไม่สำคัญเพราะตราบใดที่ผมฆ่าเย่เชียนได้พวกมันก็จะรู้เองว่าตระกูลจินแข็งแกร่งแค่ไหนและพวกมันจะไม่กล้าทำอะไรผลีผลามอีก”
“ฆ่าเย่เชียนงั้นเหรอ?..แกรู้หรือเปล่าว่าเย่เชียนมาจากไหน?” จินถิงซานพูดต่อ “เขาคือราชาหมาป่าเย่เชียนเป็นราชาแห่งทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นผู้นำขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่า..ซึ่งเป็นทายาทของตระกูลเย่และตระกูลถัง..อีกทั้งยังเป็นหลานบุญธรรมของตระกูลหม่าและยังอยู่เบื้องหลังของสำนักม่อจื๊ออีกและแม้แต่ลัทธิมารยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่เปิดเผยกับเขาอีกเพราะงั้นแกจะฆ่าเขาได้งั้นเหรอ?..แต่ถึงแม้ว่าแกจะฆ่าเขาได้ก็ตามแกคิดว่าแกจะสามารถรับมือกับการล้างแค้นของตระกูลใหญ่ๆพร้อมกันได้อย่างงั้นเหรอ?..ตอนนี้แกยังมีเวลาที่จะเปลี่ยนใจและกลับตัวอยู่และฉันจะไปขอร้องเบื้องบนของจีนให้ด้วยตัวเองและบางทีฉันอาจช่วยให้แกพ้นจากความตายได้”
“ไม่จำเป็นพ่อไม่ต้องสนใจหรอกไม่ว่าผมจะอยู่หรือตายและนอกจากนี้ชะตากรรมของผมก็อยู่ในมือของผมเองและมันไม่ง่ายเลยที่ใครจะฆ่าจินเจิ้งผิงคนนี้ได้!..ที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะตระกูลจินของเราอ่อนแอจนทำให้ตระกูลหยุนกล้าที่จะหยิ่งผยองกับเรา..มันเป็นเพราะพ่อที่ทำให้ตระกูลจินตกต่ำมานานหลายปีไม่อย่างนั้นตระกูลจินคงจะไม่อยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน..พ่อน่ะอ่อนแอแต่ผมไม่ได้อ่อนแอ..เพราะงั้นชะตากรรมของผมจะอยู่ในมือของผมเองและใครก็ตามที่ต้องการจัดการกับผมก็ให้มันเข้ามาได้เลย!”
“แกนี่มันไม่ยอมฟังอะไรเลย” จินถิงซานพูด “นี่แกรู้หรือเปล่าว่าไม่นานมานี้สมาชิกของตระกูลหยุนทั้งหมดถูกนักฆ่าขององค์กรเซเว่นคิลจับตัวไปเพราะงั้นแกยังจะทำสิ่งที่แกอยากทำต่ออีกงั้นเหรอ?..แกต้องการทำลายตระกูลจินจริงๆหรือไง?”
เมื่อได้ยินข่าวนี้จินเจิ้งผิงก็ตกตะลึงอย่างมากและเขาก็รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเขาไม่ได้คาคคิดว่าตระกูลหยุนจะถูกจับโดยนักฆ่าขององค์กรเซเว่นคิลได้อย่างง่ายดายและดูเหมือนว่าพวกเขาจะเพิกเฉยต่อความแข็งแกร่งขององค์กรเซเว่นคิลมานานหลายปีและประมาทเกินไป ซึ่งแท้จริงแล้วความแข็งแกร่งขององค์กรเซเว่นคิลนั้นค่อนข้างลึกลับและไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขานั้นแข็งแกร่งและทรงพลังแค่ไหนและถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมานานแต่ตระกูลจินกับตระกูลหยุนก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับองค์กรเซเว่นคิลเลย ในมุมมองของพวกเขานั้นองค์กรเซเว่นคิลเป็นเพียงกลุ่มนักฆ่าที่อาศัยการฆ่าเพื่อแสวงหาผลกำไรเท่านั้นจึงไม่ควรเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อพวกเขาแต่ตอนนี้เมื่อคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั่นก็พบว่าพวกเขาคิดผิดอย่างมหันต์
อย่างไรก็ตามความหยิ่งผยองและทนงตัวของจินเจิ้งผิงนั้นก็ไม่ธรรมดาและจินถิงซานจะโน้มน้าวใจและเกลี้ยกล่อมเขาได้ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร? ในความคิดของจินเจิ้งผิงนั้นลูกศรไม่มีทางย้อนกลับและในเมื่อเขาเดินมาถึงจุดนี้แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะหันหลังกลับอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นเขาจะยอมทิ้งทุกอย่างในมือตอนนี้ได้อย่างไร? นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อยมานานหลายปีหรอกเหรอ? ดังนั้นถ้าหากเขาล้มเลิกไปแบบนี้ความพยายามทั้งหมดล่ะมันจะไม่สูญเปล่าเหรอ? การต่อสู้หลายสิบปีที่ผ่านมานั้นหมายความว่าไง? จุดประสงค์ของการละทิ้งความรักในครอบครัวและตัดญาติพี่น้องออกไปและการต่อสู้อย่างสิ้นหวังเพื่อตำแหน่งสูงสุดคืออะไร?
จินเจิ้งผิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “พอได้แล้ว!..ผมไม่อยากได้ยินพ่อพูดอะไรอีกแล้ว..ออกไปซะ!..ผมยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกหลายอย่าง”
“แกจะไปรวบรวมคนเพื่อจัดการกับเย่เชียนงั้นเหรอ?” จินถิงซานพูดและถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“แล้วมันทำไม?” จินเจิ้งผิงพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “พ่อควรกลับไปที่บ้านพักได้แล้วและรักษาสุขภาพและใช้ชีวิตไปกับวัยชราของพ่อ..พ่อแค่เปิดตาของพ่อให้กว้างแล้วคอยดูว่าผมเอาชนะเย่เชียนได้ยังไง..ผมจะชนะเย่เชียนและพาตระกูลจินไปสู่ความรุ่งโรจน์ให้ดู..ผมอยากให้พ่อเห็นเต็มๆตาว่าสิ่งที่พ่อเคยทำนั้นมันผิดแค่ไหน”
จินถิงซานถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดว่า “ถ้าแกทำแบบนี้เพียงเพราะแกเกลียดฉันแกก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอก..แต่ต่อให้แกจะทำอะไรมันก็สายไปแล้วเพราะก่อนที่แกจะกลับมาฉันได้กำจัดคนสนิทของแกไปหมดแล้วและตอนนี้ตระกูลจินก็อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันหมดแล้ว..มันขึ้นอยู่กับแกว่าแกจะยอมถอยและปล่อยมือหรือเปล่า!”
เมื่อได้ยินแบบนี้จินเจิ้งผิงก็แน่นิ่งไปชั่วขณะและอดไม่ได้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว จากนั้นจินเจิ้งผิงก็พูดอย่างเย็นชาว่า “พ่อจะไม่ช่วยผมก็ไม่ว่าแต่นี่พ่อยังต้องการลากผมให้จมดิ่งลงไปอีกงั้นเหรอ?..เอาสิถ้าจะตายเราก็ต้องตายไปพร้อมกัน!..พ่อคิดว่าผมไม่กล้าฆ่าพ่อจริงๆงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่อยากเห็นแกตาย..ตอนนี้เจิ้งรุ่ยก็ตายไปแล้วและฉันก็เหลือลูกชายเพียงคนเดียวนั่นก็คือแกเพราะงั้นฉันจะปล่อยให้แกตายได้ยังไง..เจิ้งผิงแกควรกลับใจก่อนที่มันจะสายเกินไปซะ!” จินถิงซานพูดอย่างจริงจังและไม่ว่ายังไงจินเจิ้งผิงก็เป็นลูกชายของเขาและนอกจากนี้เขาก็ยังยอมรับว่าเขาทำได้ไม่ดีนักในสมัยที่เขายังหนุ่มยังแน่นและไม่ได้ทำหน้าที่ของพ่อให้สำเร็จแต่ตอนนี้เขาหวังเพียงให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและมันก็ช่างเป็นอะไรที่มีความสุขที่อยู่กับลูกหลานที่เหลือได้
แต่จินเจิ้งผิงจะฟังคำพูดของจินถิงซานได้อย่างไรเพราะเขาแค่รู้สึกว่าสิ่งที่จินถิงซานกำลังทำนั้นการผลักเขาลงไปในกองไฟและความโกรธก็ปะทุขึ้นในใจของเขาทันที “ตาเฒ่าเอ๊ย!..นี่พ่อพยายามจะส่งผมไปตายงั้นเหรอ?” จินเจิ้งผิงพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “เอาสิในเมื่อพ่อทำแบบนี้ก็อย่าหาว่าผมโหดร้ายก็แล้วกัน” หลังจากพูดจบจินเจิ้งผิงก็พุ่งเข้าไปหาจินถิงซานอย่างดุเดือดและการโจมตีนั้นก็รุนแรงมากและเห็นได้ชัดว่าจินเจิ้งผิงพยายามจะฆ่าจินถิงซานให้ตายจริงๆ
การฝึกฝนและทักษะที่สั่งสมมาหลายทศวรรษของจินถิงซานนั้นย่อมไม่ธรรมดาและถ้าหากเขาไม่คำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมและไม่ต้องการให้ตระกูลจินพังทลายไปล่ะก็เขาจะนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเห็นการโจมตีของจินเจิ้งผิงแล้วจินถิงซานก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและพูดว่า “คุณจะเลือกเดินเส้นทางที่ผิดไปอีกนานแค่ไหนจิ้งผิง..ฟังฉันเถอะ!”
“ไม่มีประโยชน์ที่พ่อจะพูดอะไรอีก..วันนี้จะต้องมีใครสักคนที่ต้องตาย..ไม่ใช่พ่อก็ผมนี่แหละที่จะต้องตายในวันนี้!” จินเจิ้งผิงพูดพร้อมกับโจมตีอย่างบ้าคลั่งและไม่กลัวตาย
ในเวลานี้เย่เชียนกับจินเหว่ยห่าวก็รีบมาเช่นกันส่วนหลินเฟิงก็เพิ่งจะกลับมาหลังจากการจัดการกับตระกูลหยุนเพราะเรื่องของที่นั่นเกือบจะเสร็จสิ้นแล้วและส่วนที่เหลือจะถูกส่งมอบให้กับคนของหวงฟู่ชิงเตี๋ยนรับช่วงต่อ ซึ่งเย่เชียนก็โทรไปหาหวงฟู่ชิงเตี๋ยนเมื่อคืนนี้และบอกแผนของเขาสำหรับวันนี้เพราะเขามาที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยรัฐบาลและเบื้องบนจัดการเรื่องต่างๆเป็นหลักดังนั้นส่วนที่เหลือตอนจบก็จะเป็นหน้าที่ของพวกเขาใช่ไหม?
นอกจากนี้ด้วยเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในตระกูลหยุนนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลหยุนทั้งหมดจะเคลื่อนไหวและเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอนและนั่นก็เป็นหน้าที่ของหวงฟู่ชิงเตี๋ยนกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติที่จะต้องออกมาขัดขวางและยับยั้งคนเหล่านั้นเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคนเหล่านั้นอาจจะหนีไปและถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กลัวสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็ตามแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากจะเผชิญเลย
เมื่อเห็นจินเจิ้งผิงกับจินถิงซานต่อสู้กันแบบนี้พวกเขาทั้งสามก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและหยุดเดินทันที ส่วนจินเหว่ยห่าวก็ขมวดคิ้วและไม่พูดอะไรใดๆเพราะฉากดังกล่าวทำให้เขาเศร้าอย่างมากพลางคิดว่าทำไมเขาไม่มีพ่อที่ใจดีเหมือนครอบครัวของคนอื่นบ้างและเป็นเหมือนครอบครัวทั่วๆไป?
เห็นได้ชัดว่าจินถิงซานสังเกตเห็นการมาถึงของพวกเขาทั้งสามคนและบังคับให้จินเจิ้งผิงมีสติกลับคืนมาด้วยการตบและหยุดจินเจิ้งผิงเอาไว้ได้ในทันที จากนั้นจินเจิ้งผิงก็เห็นพวกเขาทั้งสามและหยุดมือของเขาทันทีและไม่ได้โจมตีอีกต่อไป จากนั้นจินถิงซานก็ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วมองไปที่เย่เชียนและพูดว่า “คุณคือราชาหมาป่าเย่เชียนใช่ไหม?..ส่วนคุณต้องเป็นคุณหลินผู้นำองค์กรเซเว่นคิล..ฉันจินถิงซาน!”
เนื่องจากจินถิงซานสุภาพมากดังนั้นเย่เชียนจึงไม่สามารถเสียมารยาทได้ จากนั้นเย่เชียนก็โค้งคำนับแล้วพูด “สวัสดีครับผู้อาวุโสจิน” หลินเฟิงก็ทำความเคารพเช่นกันและจินถิงชานก็พยักหน้าเล็กน้อย จินถิงซานนั้นยอมรับว่าชายหนุ่มทั้งสองคนนี้น่ายกย่องอย่างมากและชื่นชมทัศนคติของพวกเขาอย่างจริงใจที่ไม่หยิ่งผยองหรืออ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งการที่คนหนุ่มสาวสามารถมีความคิดแบบนี้ได้ล่ะก็พวกเขาก็ย่อมมีความสำเร็จเพราะนั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนแบบนี้
จากนั้นจินถิงซานก็มองไปที่จินเหว่ยห่าวแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดว่า “เอ็งคือเสี่ยวห่าวใช่ไหม?..ฉันไม่ได้เจอเอ็งมานานมาก..เอ็งดูโตขึ้นมากเลย”
น้ำเสียงของจินเหว่ยห่าวไม่แข็งกระด้างหรืออ่อนน้อมถ่อมตนแต่อย่างใดแต่เขาพูดอย่างเรียบเฉยว่า “เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ผมไม่ได้เจอคุณปู่”
จินถิงซานยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “เสี่ยวห่าวฉันขอโทษจริงๆ..ตอนนั้นฉันทำผิดอย่างมหันต์..ฉันไม่ควรปฏิบัติกับเอ็งแบบนั้นเลย..ฉัน…”
“อดีตมันจบลงไปแล้วและผมก็ไม่อยากได้ยินเรื่องนี้อีกแล้ว” จินเหว่ยห่าวขัดจังหวะและพูดว่า “ไม่ว่าคุณปู่จะคิดถูกหรือผิดมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมอีกต่อไปแล้ว”