ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1345 ความมุ่งมั่นของจินเหว่ยห่าว
ตอนที่ 1345 ความมุ่งมั่นของจินเหว่ยห่าว
………………..
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะต้องการต่อสู้กับโอ่วหยางอู๋เต๋อเพื่อพัฒนาขีดจำกัดของเขาก็ตามแต่เย่เชียนก็ไม่ได้หยิ่งทนงขนาดนั้นเพราะเขาไม่ใช่คนที่เล่นไพ่ตามกฎดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เย่เชียนจะใช้กลยุทธ์รุมกินโต๊ะเพื่อจัดการกับโอ่วหยางอู๋เต๋อและตราบใดที่ตระกูลโอ่วหยางถูกทำลายลงได้มันก็ไม่สำคัญว่าจะใช้วิธีใด
อันที่จริงครั้งนี้เย่เชียนมาที่นี่เพื่อพูดคุยแบบสบายๆและให้ม่อหลงเตรียมตัวแต่เย่เชียนก็ยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับการวางแผนหรือรายละเอียดใดๆเพื่อจัดการกับตระกูลโอ่วหยาง ซึ่งอำนาจและอิทธิพลหลักๆของตระกูลโอ่วหยางนั้นอยู่ในแวดวงธุรกิจซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเย่เชียนเลยเพราะเย่เชียนเชื่อว่าซ่งหลันสามารถจัดการบริษัทชิงหยุนกรุ๊ปได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยอาศัยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของเครือน่านฟ้ากรุ๊ป
ตราบใดที่สมาชิกในตระกูลโอ่วหยางถูกกำจัดไปทุกอย่างก็สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์และถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของจินเหว่ยห่าวก็ตามแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะท้ายที่สุดแล้วเขาแค่ต้องการจะแก้แค้นโอ่วหยางหมิงซวนเท่านั้นแต่ทว่านั่นก็เท่ากับการท้าทายตระกูลโอ่วหยางทั้งตระกูลดังนั้นจินเหว่ยห่าวจึงไม่ได้ปฏิเสธใดๆ ซึ่งหลังจากเงียบไปพักใหญ่ๆจินเหว่ยห่าวก็เอ่ยปากถามว่า “เย่เชียน..ฉันมีเรื่องอยากจะถามนายหน่อยน่ะ”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพูดด้วยความประหลาดใจ “อะไรจะจริงจังขนาดนั้น..ถ้าพี่มีอะไรก็ถามมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจผม..พวกเราเป็นพี่น้องกันเพราะงั้นถ้าพี่มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ”
จินเหว่ยห่าวหยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ปล่อยโอ่วหยางหมิงซวนให้ฉันจัดการเถอะ..ฉันจะฆ่ามันด้วยมือของฉันเอง!..ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่สามารถระบายความแค้นที่ฝังใจของฉันได้เลย”
เย่เชียนเคยพบเจอโอ่วหยางหมิงซวนมาหลายครั้งแล้วและถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นโอ่วหยางหมิงซวนต่อสู้ก็ตามแต่เย่เชียนก็เคยสืบข้อมูลเกี่ยวกับโอ่วหยางหมิงซวนและรู้มาว่าฝีมือของโอ่วหยางหมิงซวนในด้านศิลปะการต่อสู้นั้นไม่ค่อยดีนักแต่อาจจะดีกว่าจินเหว่ยห่าวก็เป็นได้ แต่ทว่าเย่เชียนก็เข้าใจจินเหว่ยห่าวได้เพราะถ้าหากจินเหว่ยห่าวไม่ได้ล้างแค้นเป็นการส่วนตัวจินเหว่ยห่าวก็จะไม่มีวันปล่อยวางความแค้นในใจไปได้ จากนั้นเย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร..เพราะงั้นผมจะให้พี่กับโอ่วหยางหมิงซวนได้สู้กันอย่างซึ่งๆหน้า” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อไป “แต่ผมคิดว่าทักษะการต่อสู้ของพี่จินยังตามหลังเขาอยู่นิดหน่อยเพราะงั้นพี่จินต้องระวังให้มากและอย่าประมาทล่ะ”
“ฉันเข้าใจดี” จินเหว่ยห่าวพูด “ถึงยังไงฉันก็ต้องฆ่าเขาด้วยมือของฉันเองไม่อย่างนั้นความแค้นในใจของฉันคงไม่สามารถลบล้างออกไปได้แน่ๆ..ฉันคงละอายใจต่อวิญญาณของเธอบนสวรรค์ไปจนตาย”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะจินเหว่ยห่าวได้ตัดสินใจไปแล้วดังนั้นมันจึงไม่สะดวกที่จะห้ามเขา อย่างไรก็ตามมันยังเร็วเกินไปและเมื่อถึงเวลาค่อยตัดสินใจกันอีกที ซึ่งถ้าหากจินเหว่ยห่าวตกอยู่ในอันตรายจริงๆเย่เชียนก็จะช่วยเขาอย่างลับๆ อย่างไรก็ตามในการต่อสู้ระหว่างคนสองคนศิลปะการต่อสู้และความแข็งแกร่งไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่กำหนดชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เพราะมันยังมีอยู่หลายปัจจัยหลายอย่างและช่องว่างความสามารถระหว่างจินเหว่ยห่าวกับโอ่วหยางหมิงซวนก็ไม่ได้ห่างกันจนเกินไปและไม่ใช่ว่าจินเหว่ยห่าวจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลย
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จแล้วและพวกเขาก็ไม่มีอะไรทำดังนั้นม่อหลงจึงพาเย่เชียนกับคนอื่นๆไปเดินชมรอบๆสำนักม่อจื๊อ เมื่อเทียบกับตระกูลอื่นๆแล้วสำนักม่อจื๊อเป็นสำนักที่เก่าแก่ที่สุดและอาคารภายในก็ยังคงเป็นรูปแบบโบราณและแน่นอนว่าสิ่งที่น่าแปลกที่สุดคือกลไกภายในสำนักเพราะถ้าหากม่อหลงไม่พูดล่ะก็เย่เชียนกับคนอื่นๆก็คงจะไม่รู้เลย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่สำนักม่อจื๊อจะมีกลไกลับมากมายและหลายๆที่ก็ได้ติดตั้งอาวุธลับและกับดักมากมายซึ่งไม่ใช่เล็กๆน้อยๆเลย ซึ่งสถาโบราณเหล่านี้มีอานุภาพเหนือกว่ากับดักและห้องนิรภัยกันขโมยในสมัยปัจจุบันมากและเกรงว่าจะไม่มีใครเดินเข้าออกได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
“สำนักม่อจื๊อมีมานับพันปีและถ้าพวกเขาไม่แข็งแกร่งแบบนี้ก็คงจะไม่กลายเป็นผู้อยู่จุดสูงสุดในบรรดาสำนักทั้งสี่และตระกูลหลักทั้งแปดหรอก” เย่เชียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆแล้วพูด
“ที่จริงแล้วสำนักม่อจื๊อเป็นเจ้าแห่งยุทธภพของโลกศิลปะการต่อสู้โบราณและเป็นเพราะความแข็งแกร่งขอสำนักม่อจื๊อนั้นจึงทำให้หลายๆฝ่ายและหลายๆกองกำลังไม่พอใจดังนั้นหลายๆฝ่ายจึงโจมตีสำนักม่อจื๊อกันมาโดยตลอดจนสำนักม่อจื๊อเริ่มสูญเสียกำลังและความแข็งแกร่งไปเรื่อยๆ..ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและแต่ละราชวงศ์ก็ทำให้สำนักม่อจื๊ออ่อนแอลงเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถรุกรานพวกเขาได้อยู่ดี..ซึ่งถ้าหากเป็นสมัยก่อนล่ะก็ต่อให้เป็นกองกำลังฝ่านไหนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสำนักม่อจื๊อเลย” หลินเฟิงพูด
“ที่จริงแล้วผมเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลในประเทศจีนทั่วทั้งประเทศมีอย่างน้อยๆ 30% ที่เป็นสาวกของสสำนักม่อจื๊อ” ม่อหลงยิ้มเจื่อนๆแล้วพูดต่อ “และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ถอนตัวออกไปและไม่ใช่สาวกม่อจื๊อแต่พวกเขาก็ถือว่าเป็นครอบครัวของตระกูลม่อเพราะพวกเขากับตระกูลม่อมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด..ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงแล้วล่ะก็สำนักม่อจื๊อเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณเลยด้วยซ้ำ”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึเพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงแต่มันก็เป็นเรื่องปกติเพราะตั้งแต่สาวกหมิงม่อและอันม่อแยกออกจากกันสาวกหมิงม่อหลายก็คนก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสำนักม่อจื๊ออีกเลยดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของสำนักม่อจื๊อ เช่นเดียวกับหวงฟู่ชิงเตี๋ยนเพราะมีแค่ไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเป็นสาวกของสำนักม่อจื๊อ
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้างั้นอนาคตของพี่ก็คงมีตำแหน่งสูงๆได้ง่ายๆเลยน่ะสิ..ด้วยการสนับสนุนจากคนมากมายแล้วการได้ตำแหน่งทางการสูงๆน่าจะไม่ใช่เป็นปัญหาอะไร”
“ลืมมันไปซะเถอะบอส..ถ้าฉันได้เป็นข้าราชการล่ะก็ฉันคงจะเบื่อตายกันพอดี” ม่อหลงพูด “ฉันชอบความเป็นอิสระและอยากจะพิชิตโลกนี้ไปกับบอสเรื่อยๆ”
“ผมไม่ได้เป็นอิสระขนาดนั้นหรอก..ฉันแค่ชอบที่จะต่อสู้เท่านั้นเอง” เย่เชียนเม้มริมฝีปากและพูดว่า “ผมอยากหาสถานที่เงียบๆเพื่อสนุกกับชีวิตที่เหลือเพราะตอนนี้ผมเหนื่อยนิดหน่อยจากเรื่องวุ่นวายต่างๆ..แต่ดูเหมือนว่าเบื้องบนจะไม่ยอมให้ผมได้พักเลยและสักวันเบื้องบนอาจคิดที่จะกำจัดผมก็ได้เพราะงั้นผมจึงต้องสร้างอำนาจและความแข็งแกร่งให้ได้มากๆแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะไม่ต้องกังวลกับสำนักม่อจื๊อแล้วเพราะสำนักม่อจื๊อมีอำนาจมากเพราะงั้นผมเดาได้เลยว่าพวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรพี่อย่างแน่นอน..ไม่แปลกใจเลยที่ทัศนคติของตาเฒ่าพวกนั้นดีขึ้นมากเมื่อเร็วๆนี้..แต่พี่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกเพราะดูเหมือนว่ามันยังมีอีกหลายวิธีที่จะมีความสุขกับชีวิตได้..พี่ม่อหลงก็ด้วยล่ะหาเวลาว่างๆไปเที่ยวและใช้ชีวิตสบายๆกันบ้าง”
“นายคือคนที่ไม่สามารถที่จะมีชีวิตธรรมดาๆไปตลอดทั้งชีวิตจริงๆ..แต่ถ้าหากนายต้องการจะสนุกกับชีวิตโดยไร้ซึ่งความกังวลล่ะก็ฉันเชื่อว่ารออีกสักสองสามปีแล้วนายจะกลายเป็นราชาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องได้อีก” หลินเฟิงพูดแล้วหัวเราะเบาๆ
แน่นอนว่าเย่เชียนก็เข้าใจเช่นกันเพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆจะมั่นคงมากแล้วแต่มันเหมือนมีหนามอยู่ในคอของเขาและเย่เชียนจะมั่นใจได้อย่างไร ดังนั้นก่อนที่จะมีเสถียรภาพที่แท้จริงสถานการณ์โดยรวมต้องสงบลงเท่านั้นและเย่เชียนถึงจะสามารถปล่อยวางได้ บางทีอย่างที่หลินเฟิงพูดว่าเขาถูกกำหนดให้ไม่ใช่คนประเภทที่จะสามารถมีชีวิตธรรมดาๆได้
“เหลือแค่องค์กรสกายเน็ตนี่แหละ..มันทำให้ผมไม่สบายใจเลย..เฮ้อ..” เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเมื่อเขานึกถึงองค์กรสกายเน็ต แต่ถึงแม้ว่าเขาจะกังวลเกี่ยวกับสกายเน็ตมากก็ตามแต่เย่เชียนก็ไม่เข้าใจอะไรเลยและบางทีอาจเป็นเพราะความไม่รู้ที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ก็ได้
“เรื่องนั้นฉันได้สั่งให้หน่วยข่าวกรองของสำนักม่อจื๊อไปตรวจสอบทุกความเป็นไปได้แล้ว” ม่อหลงพูด “ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องมีข่าวดีในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก” เย่เชียนพูด “ผมบอกปู่หวงฟู่กับแจ็คไปแล้วว่าให้พวกเขาคอยสืบข้อมูลเกี่ยวกับสกายเน็ตอย่างเคร่งครัด..ซึ่งจากที่ยาฉะพูดว่าองค์กรสกายเน็ตนั้นมีมานานแล้วแต่มันกลับถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับมาโดยตลอดและเท่าที่ผมรู้พวกเขามักจะทำสิ่งต่างๆอย่างลับๆและยากที่จะรู้สถานการณ์ของพวกเขาได้..ลืมมันไปซะเถอะอย่าไปคิดมากเลยเพราะต่อให้ดินรนหายังไงถ้ามันหาไม่เจอมันก็ไม่เจอ..แต่ถ้ามันจะเจอเดี๋ยวมันก็เปิดเผยออกมาเอง!”
แล้วทุกคนก็หันหลังเตรียมจะกลับแต่ทันใดนั้นสัญญาณเตือนภัยไซเร็นก็ดังขึ้น จากนั้นม่อหลงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและตะโกนว่า “มีคนบุกเข้ามา!”
ทันใดนั้นในเวลานี้สาวกคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาและพูดว่า “ท่านเจ้าสำนักครับผมต้องรายงานให้ท่านทราบว่ามีบุคคลที่ไม่ทรายฝ่ายบุกเข้าไปในเขตของเราและผู้อาวุโสก็ได้นำคนไปสกัดกั้นแล้วแต่การสูญเสียนั้นหนักหนาสาหัสมากครับ!”
ม่อหลงก็ขมวดคิ้วแน่นเพราะใครบางคนสามารถบุกเข้ามาในเขตของสำนักม่อจื๊อได้นั้นจะต้องไม่ธรรมดาและยังสามารถสร้างความเสียหายได้มากมายอีก ซึ่งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ง่ายเลย “อีกฝ่ายคือใครและมีกี่คน?” ม่อหลงถาม
“แค่สองคนครับ..คนหนึ่งอายุราวๆสามสิบต้นๆและถือดาบเล่มใหญ่ส่วนอีกคนอายุราวๆยี่สิบกว่าๆแต่ตัวเล็ก..พวกเราทำอะไรไม่ได้เลยเพราะงั้นผมจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าพวกเขานั้นมีความสามารถมากขนาดไหน” สาวกตอบ
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายเลยเพราะคนเพียงสองคนแต่กลับสามารถทำให้สำนักม่อจื๊ออยู่ในความโกลาหลได้ จากนั้นเย่เชียนก็เหลือบมอบม่อหลงแล้วพูดว่า “รีบไปดูกันเถอะ!”
ม่อหลงตอบและทั้งสี่คนก็เดินออกไปข้างนอกทันที
จากระยะไกลพวกเขาเห็นชายร่างกำยำกวัดแกว่งดาบขนาดใหญ่และสาวกของสำนักม่อจื๊อต่างก็พากันล่าถอย ซึ่งด้านหลังของเขามีชายหนุ่มท่าทางสงบและสุขุมโดยไม่มีความตึงเครียดใดๆยืนอยู่ที่นั่นด้วย ซึ่งเย่เชียนกับม่อหลงและคนอื่นๆก็มองหน้ากัน และพวกเขาเห็นร่องรอยของความประหลาดใจในดวงตาของกันและกัน เพราะจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมากสำหรับคนสองคนที่กล้าบุกเข้ามาที่สำนักม่อจื๊อแบบนี้
เมื่อเห็นเย่เชียนและคนอื่นๆแล้วชายร่างกำยำก็ฉีกยิ้มกว้างๆและโบกดาบขนาดใหญ่ในมือของเขาเพื่อบังคับให้สาวกของสำนักม่อจื๊อล่าถอยไป จากนั้นชายหนุ่มก็เดินเข้ามาข้างๆ เมื่อเห็นแบบนั้นสาวกของสำนักม่อจื๊อก็กำลังจะวิ่งไปข้างหน้าแต่ม่อหลงโบกมือและตะโกนว่า “ทุกคนหยุด!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของม่อหลงแล้วสาวกของสำนักม่อจื๊อก็หยุดทีละคนแต่พวกเขาทั้งหมดก็จ้องมองไปที่สองคนนั้นด้วยความโกรธและระแวดระวังมาก จากนั้นม่อหลงก็ชำเลืองมองดูสาวกที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งนอนอยู่บนพื้นและพูดว่า “ไปช่วยคนที่บาดเจ็บก่อนและรักษาพวกเขาทันที” เหล่าสาวกของสำนักม่อจื๊อก็รีบวิ่งเข้าไปอุ้มเหล่าสาวกที่บาดเจ็บทีละคน ซึ่งศัตรูสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ได้ขยับเลยและดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้องการหยุดสาวกสำนักม่อจื๊อที่เข้าไปช่วยคนบาดเจ็บแต่อย่างใด
“พวกคุณเป็นใคร..พวกคุณกล้าดียังไงมาบุกรุกสำนักม่อจื๊อของผม?” ม่อหลงถาม
ชายร่างกำยำที่ถือดาบเล่มใหญ่ก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มอย่าจริงจังนักสิ..ฉันอาวุโสกว่าแกและฉันน่ะก็เป็นรุ่นลุงของแกเลยด้วยซ้ำเพราะงั้นแกต้องรู้จักเคารพผู้อาวุโสกว่าสิรู้ไหม..เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาหาแก..แต่พวกฉันมาตามหาเขา” ชายร่างกำยำพูดพร้อมกับชี้ไปที่เย่เชียน
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเขาก็พูดว่า “ใช่แล้วพวกเรามาตามหาเขา..พวกเราอาวุโสกว่าแกและเป็นปู่แกเลยก็ว่าได้..นี่สำนักม่อจื๊อไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อแขกเลยงั้นเหรอ?..อย่างน้อยๆก็ควรจะเชิญพวกเราเข้าไปจิบชาสิ”
.