ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1361 การพรากจากกัน
ตอนที่ 1361 การพรากจากกัน
………………..
เห็นได้ชัดว่าเย่เชียนไม่รู้ว่าหลัวสุ่ยกำลังแสดงละครตบตาเขาอยู๋!
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงสถานที่ที่หว่านไห่และเยว่เหอตูฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และเย่เชียนก็นั่งยองๆให้หลัวสุ่ยลงมาแต่ดูเหมือนหลัวสุ่ยจะไม่เต็มใจที่จะลงมาเพราะความรู้สึกที่อยู่บนหลังของเย่เชียนหลัวสุ่ยทำให้หลงใหลอย่างมากและเธอก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางที่พวกเขาจะเดินไปนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดเพื่อที่เธอจะได้อยู่กับเย่เชียนตลอดไป
“พ่อคะ!” หลัวสุ่ยก็ตะโกนเรียกและหว่านไห่ก็ตกตะลึงและหันไปมองหลัวสุ่ยที่อยู่ตรงหน้าเขาและหว่านไห่ก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ถึงกับผงะและมองไปที่หลัวสุ่ยด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “นี่เธอ!..เธอ..”
หลัวสุ่ยก็แลบลิ้นใส่เย่เชียนอย่างซุกซนและพูดว่า “อะไรไม่ต้องมาพูดเลยเพราะฉันยังไม่ได้ตกลงแต่งงานกับพี่เย่สักหน่อยแต่กลับมาอ้างว่าพี่เย่เป็นสามีของฉัน!..หึ! อย่างไรก็ตามมันไม่มีร่องรอยของความโกรธบนใบหน้าของเย่เชียนและเย่เชียนก็มีความสุขมากเพราะแน่นอนว่าเขาหวังจะได้เห็นหลัวสุ่ยที่แข็งแรงและซุกซนเหมือนแต่ก่อน เพราะถึงแม้ว่าหลัวสุ่ยจะอยู่ในอาการโคม่ามานานแต่สมองของเธอกลับปกติเหมือนเดิมดังนั้นเธอจึงรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างและเธอก็ยังได้ยินสิ่งที่เย่เชียนพูดในห้องของเธอตลอดทุกครั้งและมันก็ชัดเจนมากว่าเธออยากจะตื่นขึ้นมาในเวลานั้นจริงๆแต่ก็ไม่มีทางตื่นได้เลยและนี่เป็นจุดแข็งเดียวที่ยังสนับสนุนเธอให้ยังสู้ต่อ
“สุ่ยเอ๋อร์..ในที่สุดลูกก็ตื่นขึ้นมา…พอดีใจมาก” หว่านไห่กอดหลัวสุ่ยและพูดว่า “พ่อขอโทษ..พ่อขอโทษจริงๆ..มันเป็นเพราะพ่อดูแลลูกไม่ดี..พ่อขอโทษนะ”
“พ่อคะมันไม่ใช่ความผิดของพ่อเลยเพราะงั้นอย่าโทษตัวเองไปเลย” หลัวสุ่ยพูด “อีกอย่างตอนนี้หนูก็ไม่เป็นอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ?” หลัวสุ่ยเช็ดน้ำตาของหว่านไห่ด้วยรอยยิ้ม “ในสายตาหนูพ่อเข้มแข็งมากและน้ำตาก็ไม่เคยไหล..หนูเองที่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง”
“หนูได้ยินพ่อกับเขาคุยกันแล้วตอนที่หนูอยู่ในอาการโคม่า..แต่หนูไม่คิดเลยว่าน้องชายของหนูจะหล่อเหลาขนาดนี้..เขาหล่อกว่าบางคนแถวนี้อีก” หลัวสุ่ยพูดขณะที่มองไปที่เย่เชียนและความหมายเบื้องหลังคำพูดของเธอนั้นก็ชัดเจน
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ส่วนเยว่เหอตูก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและเขาก็มองไปที่หลัวสุ่ยและพูดว่า “สวัสดีครับพี่สาว..พี่สาวก็พูดเกินไป..อย่างผมจะไปเทียบกับบอสได้ยังไงเพราะความเท่ห์และเสน่ห์ในตัวเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาๆจะมีได้เลย..ผมดีใจมากที่พี่สาวตื่นขึ้นมา..เอาล่ะเที่ยงวันนี้พี่สาวอยากกินอะไรดีเดี๋ยวน้องชายคนนี้จะทำให้เอง”
“น้องชายนายทำอาหารเป็นเหรอ?” หลัวสุ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“เมื่อตอนที่ผมยังเด็กครอบครัวของผมยากจนมากและพ่อแม่ของผมก็ต้องไปทำงานในไร่นาเพราะงั้นโดยปกติแล้วหน้าที่การทำอาหารจึงเป็นความรับผิดชอบของผมเพราะงั้นผมก็เลยฝึดไปเรื่อยๆตามกาลเวลา” เยว่เหอตูพูด
“เขาทั้งหล่อและทำอาหารเก่งแบบนี้ต้องมีสาวๆมาชอบน้องชายหลายคนแน่ๆ” หลัวสุ่ยพูดและฉีกยิ้ม
เยว่เหอตูก็หัวเราะด้วยความเขินอายและพูดว่า “พี่สาวพูดแบบนี้ผมก็เขินแย่น่ะสิ..จริงๆแล้วผมยังไม่มีแฟนเลยจนกระทั่งตอนนี้..แหะๆ”
“ก็แค่ทำอาหารมันจะไปน่าตกใจอะไรนักหนาฉันก็ทำได้เหมือนกัน” เย่เชียนก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วพูดว่า “สาวน้อย ฉันสัญญาว่าเธอจะไม่อยากกินอาหารฝีมือใครอีกหลังจากกินสิ่งที่ฉันทำเพราะทักษะการทำอาหารของฉันน่ะน่าทึ่งมากและระดับเชฟชั้นแนวหน้าของโลกเลยก็ว่าได้”
“พี่เย่อิจฉางั้นเหรอ?” หลัวสุ่ยจับแขนเย่เชียนและถามอย่างสนุกสนาน “นี่พี่เย่ไม่อายบ้างรึไงที่มาอิจฉาน้องชายของฉันแบบนี้..เขาเป็นน้องชายของฉันเพราะงั้นทำไมฉันจะชมเชยเขาไม่ได้?..จะว่าไปฉันก็เคยได้ยินพี่สาวหยูพูดว่าพี่เย่ทำอาหารอร่อยมากเพราะงั้นมื้ออาหารกลางวันมื้อนี้พี่เย่ต้องรับผิดชอบ..ฉันไม่ได้กินอะไรมานานแล้วและคราวนี้ฉันก็จะกินให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
แน่นอนว่าเมื่อหลัวสุ่ยตื่นขึ้นหว่านไห่กับเยว่เหอตูก็ไม่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ต่อไปและทั้งสี่ก็หันกลับและเดินกลับบ้าน ซึ่งระหว่างทางเย่เชียนก็แบกหลัวสุ่ยขึ้นหลักเช่นเคยเพราะกลัวว่าเธอจะเหนื่อยและแน่นอนว่าหลัวสุ่ยไม่ได้ปฏิเสธและเธอฝังหน้าของเธอลงไปที่แผ่นหลังหนาๆของเย่เชียนและรู้สึกถึงอุณหภูมิอุ่นๆของร่างกายเย่เชียนและความรู้สึกปลอดภัยก็ปรากฏขึ้นในใจของเธอ
ในตอนเที่ยงเย่เชียนทำตามสัญญาและปรุงอาหารชุดแคริบเบียนที่ดีที่สุดด้วยตัวเองและในระหว่างกระบวนการขั้นตอนการทำทั้งหมดหลัวสุ่ยก็อยู่ในครัวและเฝ้าดูด้วยใบหน้าที่มีความสุข เพราะเธอได้ยินจากฉินหยูว่าเย่เชียนนั้นทำอาหารอร่อยแต่ไม่ค่อยทำให้ใครกินนอกจากเขาจะอารมณ์ดีแล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือเย่เชียนมักจะทำอาหารให้คนที่เขาชอบเท่านั้น ดังนั้นตอนนี้เย่เชียนก็ตั้งใจทำให้เธอดังนั้นเธอจึงมีความสุขมากโดยธรรมชาติและไม่สนใจว่าการทำอาหารจะออกมาดีหรือไม่และยิ่งไปกว่านั้นหลัวสุ่ยยังเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเย่เชียนจะไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นานเพราะเขายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ ดังนั้นเธอจึงต้องการใช้เวลาทุกนาทีและทุกวินาทีที่นี่ร่วมกับเขา
หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็ทำอาหารจนเต็มโต๊ะแล้วและทั้งสี่คนก็นั่งลงที่โต๊ะ อันที่จริงไม่มีใครคิดว่าผู้ชายอย่างเย่เชียนซึ่งดูหยาบกระด้างจะละเอียดอ่อนและปรุงอาหารได้อร่อยขนาดนี้จนหลัวสุ่ยยัดอาหารเข้าปากของเธออย่างไม่หยุดยั้งและในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมฉินหยูถึงได้พูดแบบนั้น แน่นอนว่าหว่านไห่กับเยว่เหอตูก็ตกตะลึงเช่นกันและชอบอาหารของเย่เชียนมากแต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะชอบแค่ไหนแต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็เก็บเอาไว้ให้หลัวสุ่ยกินมากกว่านี้
หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วพวกเขาก็ไปแสดงความเคารพต่อหลุมฝังศพของแม่ของหลัวสุ่ยและซวนหมิงที่ถูกฝังเอาไว้ข้างๆเธอเพราะนี่คือความตั้งใจของหว่านไห่และไม่ว่าเขาจะมีเรื่องคับแค้นใจมากมายเพียงใดในชีวิตแต่ทั้งหมดควรถูกตัดทิ้งไปหลังจากความตาย “ตอนแรกพ่อไม่อยากฝังศพแม่ของลูกเพราะพ่อทนไม่ไหวและคิดว่าพ่อจะช่วยเธอได้ในสักวันหนึ่งแต่นี่มันเป็นแค่ความฝันและพ่อก็ครุ่นคิดอยู่นานและควรจะฝังเธอที่นี่” หว่านไห่พูด “ส่วนสุสานนี้เป็นของพ่อผู้ให้กำเนิดของลูกและถึงแม้ว่าเขาจะทำสิ่งที่ผิดมากมายในอดีตแต่ฉันก็เชื่อว่าเขาห่วงใยลูกจริงๆและก่อนที่เขาจะตายเขาก็เป็นห่วงลูกมาก”
หลัวสุ่ยหันไปมองที่คำที่สลักเอาไว้บนหลุมฝังศพและเธอก็ไม่รู้ว่าในใจของเธอรู้สึกแบบไหนเพราะเธอไม่มีความทรงจำใดๆต่อพ่อคนนี้เลยและเขาก็ยังทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานานและพูดตามตรงคือเธอเกลียดเขาอยู่ในใจแต่หนี้ก็ได้หมดไปพร้อมกับความตายแล้วและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเกลียดเขาอีกต่อไป
ในตอนกลางคืน ณ ห้องของหลัวสุ่ยนั้นเย่เชียนนั่งข้างๆเตียงของเธอและมองเธอโดยไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ตามคำพูดของชายนิรนามว่าชายหนุ่มตั๋วโพ่กำลังจะไปเผชิญหน้ากับโอ่วหยางอู๋เต๋อดังนั้นเย่เชียนจึงไม่ต้องการพลาดการต่อสู้ครั้งนี้ไปได้เพราะเย่เชียนต้องการเห็นว่าเพลงดาบเก้าเล่มของโอ่วหยางอู๋เต๋อนั้นทรงพลังแค่ไหนและที่สำคัญกว่านั้นเขายังมีความเห็นอกเห็นใจเล็กน้อยต่อชายหนุ่มคนนั้นและไม่อยากเห็นชายหนุ่มมีปัญหาใดๆ ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้เย่เชียนก็อยากจะเป็นเพื่อนกับเขาเพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ดีมาก
เพียงแต่ว่าเย่เชียนไม่รู้จะพูดอย่างไรเมื่อเขากำลังจะต้องแยกจากหลัวสุ่ยในตอนนี้
แน่นอนว่าหลัวสุ่ยก็เห็นความลำบากใจในใจของเย่เชียนดังนั้นเธอจึงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “พี่เย่..ฉันไม่เป็นอะไรหรอกเพราะฉันรู้ว่าพี่เย่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำและถึงแม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตามแต่ฉันก็ได้เรียนรู้จากพี่สาวหยูมาบ้างแล้วเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่คอยสนับสนุนพี่เย่มาเสมอเพราะงั้นถึงแม้ว่าในใจของฉันจะลังเลมากแต่ฉันก็รู้ดีว่าผู้ชายนั้นมักจะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และฉันจะไม่หยุดพี่เย่ให้อยู่กับฉันตลอดไปหรอก”
“ฉันขอโทษ..ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่ดี..ฉันอยู่เคียงข้างเธอไปตลอดไม่ได้” เย่เชียนพูด
“พี่เย่นี่โง่จริงๆ!” หลัวสุ่ยพูด “ตอนนี้ฉันสบายดีแล้วและพี่เย่ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป..ฉันจะดูแลตัวเองให้ดีเพราะงั้นพี่เย่ไปทำสิ่งที่ต้องทำเถอะ..ขอแค่พี่เย่จดจำฉันและคิดถึงฉันในใจก็พอแล้วและนอกจากนี้การเดินทางและถนนหนทางของหมู่บ้านเมียวก็สะดวกขึ้นแล้วเพราะงั้นฉันคิดว่าฉันสามารถไปหาพี่เย่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ” หลังจากหยุดชั่วขณะหลัวสุ่ยก็พูดต่อ “แต่ฉันคิดๆดูแล้วว่าหลังจากที่ร่างกายของฉันฟื้นตัวเต็มที่แล้วฉันก็อยากไปหาพี่สาวหยูเพาะฉันอยากเป็นเหมือนเธอและเป็นภรรยาที่สนับสนุนพี่เย่ได้..ฉันยังอยากเป็นคนที่สามารถช่วยพี่เย่ได้เหมือนเธอไม่ใช่แค่เป็นภาระกับพี่เย่แบบนี้”
“ยัยโง่..เธอจะเป็นภาระของฉันได้ยังไง?” เย่เชียนพูด “ฉันแค่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย”
“มันก็ไม่มีความยุติธรรมในโลกแห่งความรักหรอกใช่ไหมล่ะ” หลัวสุ่ยยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันจำได้ว่าแม่เคยบอกฉันว่าเมื่อเราได้พบกับผู้ชายที่คู่ควรกับเราแล้วเราจะต้องไม่ยอมแพ้และไม่ว่าจะเจออุปสรรคขวากหนามสักแค่ไหนเราก็ต้องทน..แม่ยังบอกว่าผู้ชายมีโลกของผู้ชายและอุดมคติของพวกเขาและผู้หญิงที่คู่ควรกับพวกเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพการตัดสินใจของคนที่เรารักและจงเป็นคนที่สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่แล้วเราจะได้รับความรักที่เราต้องการเอง”
“ฉันโชคดีมากที่ได้เจอกับผู้หญิงที่ดีอย่างเธอ..เธอไม่เคยบ่นหรือเสียใจกับสิ่งที่ฉันทำเลย” เย่เชียนพูด “แต่เธอไม่ต้องกังวลไปนะเพราะฉันจะอยู่เคียงข้างเธอหลังจากที่ฉันทำหน้าที่ของฉันเสร็จ”
“ได้สิ!” หลัวสุ่ยพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “พี่เย่ไปทำธุระเถอะไม่ต้องห่วงฉันสบายดีเพราะหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นฉันก็โตขึ้นมากและเข้าใจอะไรหลายๆอย่างไม่งี่เง่าเหมือนเมื่อก่อนและสัญญาฉันจะเป็นผู้หญิงที่ดีและเป็นผู้หญิงที่จะช่วยพี่เย่ได้”
หัวใจของเย่เชียนก็เต้นแรงและเขาก็พยักหน้าแล้วจูบหลัวสุ่ยอย่างลึกซึ้งและหลัวสุ่ยที่ได้ลิ้มรสความรู้สึกหวานของความรักเป็นครั้งแรกเธอก็มีปฏิกิริยารุนแรงอย่างมากและความรู้สึกดีๆที่ริมฝีปากและลิ้นก็ทำให้เธอไม่สามารถหยุดได้ราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังจะมอดไหม้และกอดเย่เชียนแน่นและอยากจะรวมร่างของเธอเข้ากับร่างของเย่เชียนในทันที
ในเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเย่เชียนก็กล่าวอำลาหว่านไห่กับเยว่เหอตูและหลัวสุ่นจากนั้นก็ขับรถกลับไปที่สำนักถัง ซึ่งถึงแม้ว่าหลัวสุ่ยจะไม่อยากปล่อยเย่เชียนไปแต่เธอก็อดทนเพื่อที่จะเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผลและเป็นผู้หญิงที่เหมือนฉินหยูที่ไม่ทำให้เย่เชียนเสียใจต่อเธอ