ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1370 สมรภูมิเดือด (2)
ตอนที่ 1370 สมรภูมิเดือด (2)
………………..
สถานการณ์แปลกประหลาดในวันนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!
ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนฆ่าอาจารย์เฮยหยูด้วยวิธีไหน ซึ่งในเวลานั้นอาจารย์เฮยหยูรู้สึกราวกับว่าเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังแผดเผาไหม้ทั่วร่างกายของเขาและความรู้สึกที่ถูกเผาทั้งเป็นก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดทรมานอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นร่างของอาจารย์เฮยหยูก็ไม่ได้ถูกไฟเผาจริงๆซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ในเวลานี้หลินเฟิงก็รู้สึกแบบเดียวกันเขาก็รู้สึกเพียงว่าเนื้อของเขากำลังไหม้และดูเหมือนว่าร่างของกำลังกำลังจะกลายเป็นผุยผงและเปลวไฟรอบตัวของเขาก็ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่ได้กลัวความตายเพราะถ้าเขากลัวความตายเขาจะไม่สามารถเป็นผู้นำขององค์กรเซเว่นคิลได้เลยและชื่อของเขาจะไม่ถูกกล่าวขานในโลกแห่งนักฆ่าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่ถูกไฟไหม้ก็ทำให้เขาไม่สามารถยับยั้งความเจ็บปวดในหัวใจของเขาได้และกรีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่า
ตั๋วโพ่ที่อยู่ข้างหลังเขาก็ถึงกับตกตะลึงและเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มยังไม่ได้ทำอะไรเลยแต่หลินเฟิงกลับกรีดร้องแบบนี้โดยไม่มีเหตุผลซึ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมาก จากนั้นตั๋วโพ่ก็ยืนขึ้นและค่อยๆเดินไปหาหลินเฟิงแต่หลินเฟิงที่เจ็บปวดก็เหวี่ยงแขนไปมาราวกับว่าเขาต้องการดับเปลวไฟบนร่างกายของเขา
อย่างไรก็ตามในสายตาของคนอื่นมันมีเปลวเพลิงบนร่างกายของหลินเฟิงหรือเปล่า? แน่นอนว่ามันไม่มีและคนอื่นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลินเฟิงดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าทำไมหลินเฟิงเป็นแบบนี้
เย่เชียนก็กังวลเกี่ยวกับหลินเฟิงอย่างมากและเขาก็ไม่สนใจชายสวมแว่นกันแดดอีกดังนั้นเย่เชียนจึงรีบเข้าไปหาหลินเฟิงอย่างเร่งรีบ แต่ทว่าชายสวมแว่นกันแดดก็ไม่ยอมและหยุดอยู่ตรงหน้าเย่เชียนและพูดว่า “คู่ต่อสู้ของแกคือฉันเพราะงั้นช่วยเคารพคู่ต่อสู้ด้วยไม่อย่างนั้นแกได้ตายแน่”
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆโดยรู้ว่าหากเขาคงจะไม่สามารถจัดการชายสวมแว่นกันแดดได้และเขาก็อาจจะไม่มีทางช่วยหลินเฟิงได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันไม่มีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยดังนั้นเย่เชียนก็ดึงมีดคลื่นโลหิตออกมาและกระโดดขึ้นและพุ่งไปหาชายสวมแว่นกันแดด แต่ทว่าชายสวมแว่นกันแดดก็ชักปืนพกออกมาจากเสื้อของเขาและยิงใส่เย่เชียนอย่างรวดเร็ว แต่โชคดีที่เย่เชียนตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเพราะเย่เชียนสังเกตเห็นตอนที่ชายสวมแว่นกันแดดชักปืนออกมาดังนั้นมันจึงยังคงอันตรายมากที่จะหลีกเลี่ยงได้
เมื่อเสียงปืนดังขึ้นก็ทำให้หลายๆคนในลานประลองดูถูกเหยียดหยามแต่เย่เชียนก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเขากังวลว่าจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไรดีโดยเร็วที่สุดและมันก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจะใช้วิธีการใดๆมันก็ไม่สำคัญขอแค่ผลลัพธ์ออกมาดีก็พอดังนั้นเย่เชียนจึงไม่คิดอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมของชายสวมแว่นกันแดด
แต่ทว่าชายสวมแว่นกันแดดถนัดการใช้ปืนมากซึ่งทำให้เย่เชียนแปลกใจแต่โชคดีที่ประสบการณ์การเป็นทหารรับจ้างหลายปีของเขาทำให้เขาเชี่ยวชาญเกี่ยวกับปืนและเขาก็ยังทำการวิจัยมากมายเกี่ยวกับวิธีการใช้ปืนทุกรูปแบบ ดังนั้นเย่เชียนจึงสามารถคาดเดาทิศทางการยิงและการพุ่งของกระสุนได้และเป้าหมายของชายสวมแว่นกันแดดก่อนที่เขาจะยิง ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงสามารถหลบได้ อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีนี้มันก็เสี่ยงมากเช่นกันเพราะถ้าหากไม่ระวังเย่เชียนก็จะตายอย่างหลีกเลี่ยงไมได้
แน่นอนว่าการโจมตีของสำนักม่อจื๊อก็รุนแรงเช่นกันและสาวกอันม่อก็ไม่ได้กังวลอะไรมากมายและเริ่มระดมยิงอย่างบ้าคลั่งด้วยปืนกลอัตโนมัติ ดังนั้นถึงแม้ว่าเหล่าสมาชิกของตระกูลโอ่วหยางจะมีศิลปะการต่อสู้อยู่บ้างแต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ภายใต้ปืนและกระสุน สำหรับสาวกอันม่อแล้วตราบใดที่พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายได้พวกก็ไม่สนวิธีการดังนั้นการดูถูกเหยียดหยามจากศัตรูจึงไม่มีผลกระทบอะไรสำหรับพวกเขา ซึ่งถึงแม้ว่าสาวกของหมิงม่อจะดูถูกเหยียดหยามพวกเขาแต่พวกเขาก็ต้องยอมรับเลยว่าวิธีการที่บ้าคลั่งของสาวกหมิงม่อนั้นช่วยลดแรงกดดันและช่วยลดการสูญเสียได้มากจริงๆและยังช่วยให้พวกเขาทำภารกิจได้อย่างราบรื่นขึ้นแต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเห็นด้วยกับวิธีการทำสิ่งต่างๆของสาวกอันม่อ นี่เป็นการปะทะกันของความคิดและทัศนคติเท่านั้นแต่ถึงอย่างนั้นม่อหลงจะแก้ไขมันได้อย่างไร
จากระยะไกลม่อหลงเห็นเย่เชียนกำลังหลบกระสุนของชายสวมแว่นกันแดดโดยไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลยดังนั้นม่อหลงจึงอดไม่ได้ที่จะโกรธและด้วยเสียงตะโกน “บอส!..รับ!” จากนั้นม่อหลงก็ใช้พลังปราณเพื่อขว้างปืน AK47 จากระยะไกลและเย่เชียนก็กำลังจะกระโดดไปข้างหน้าแต่กระสุนของชายสวมแว่นกันแดดได้พุ่งเข้าหาเขาแล้วและไม่มีทางที่เย่เชียนจะคว้า AK47 ได้เลย ในขณะที่หลบกระสุนเย่เชียนก็ขมวดคิ้วและทันใดนั้นเย่เชียนก็วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามจนชายสวมแว่นกันแดดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเล็งไปที่เย่เชียนและยิงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเย่เชียนก็ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ม้วนตัวกลับและกลิ้งไปคว้าปืนและทันทีที่เย่เชียนหยิบปืนขึ้นมาเย่เชียนก็ไม่ลีรอและยิงใส่ชายสวมแว่นกันแดดอย่างดุร้าย เมื่อเห็นแบบนั้นชายสวมแว่นกันแดดก็ตกตะลึงและตื่นตระหนกมากและคิดว่าชีวิตของเขาจะต้องจบลงตรงนี้ใช่ไหม?
อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็เป็นทหารรับจ้างมืออาชีพและถึงแม้ว่ามันจะเป็นการยิงกราดอย่างดุเดือดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเย่เชียนจะสุ่มยิงเพราะภายใต้การโจมตีที่ทรงพลังและแม่นยำของเย่เชียนนั้นทำให้ชายสวมแว่นกันแดดไม่มีโอกาสโต้กลับเลนและนอกจากนี้เขาก็ไม่มีสิ่งกีดขวางใกล้ๆและทำได้เพียงกระโดดและม้วนตัวไปเรื่อยๆเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของเย่เชียนอย่างงดุดัน
“ให้ตายเถอะมันไม่แฟร์เลย!” ชายสวมแว่นกันแดดตะโกนขณะหลบ
“แฟร์อะไร?..ทำไมแกถึงพูดแบบนั้นทั้งๆที่แกชักปืนออกมาก่อนแต่แกกลับพูดว่ามันไม่แฟร์อย่างงั้นเหรอ?..ไร้สาระสิ้นดี!” เย่เชียนพูดอย่างดูถูกเหยียดหยามเพราะก่อนหน้านี้ชายสวมแว่นกันแดดชักปืนออกมายิงเย่เชียนอย่างกระทันหันแต่ตอนนี้กลับบอกเย่เชียนว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาและนี่ก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระและเย่เชียนก็ไม่ใส่ใจที่จะสนใจเขา
เมื่อเห็นฉากดังกล่าวชานร่างกำยำก็หันไปด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “แกสมควรโดนแบบนี้แล้ว..เป็นไงล่ะวันๆแกเอาแต่ถือปืนข่มขู่คนอื่นและคิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้าแห่งปืนไปวันๆแกมันโง่เง่าสิ้นดี!..เป็นไงล่ะแกเจอของจริงเข้าให้แล้ว” ชายร่างกำยำไม่มีความรู้สึกดีใดๆต่อชายสวมแว่นกันแดดเลยดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจะไม่ช่วยเหลือเด็ดขาดและนอกจากนี้การต่อสู้กับโอ่วหยางกัวเหว่ยก็ทำให้เขาไม่สามารถละมือได้เลย
“ปัง!” โอ่วหยางกัวเหว่ยเตะชายร่างกำยำอย่างดุเดือดและส่งเขาลอยขึ้นไปบนอากาศและล้มลงกับพื้นอย่างแรง จากนั้นชายร่างกำยำที่นั่งอยู่บนพื้นก็ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไอ้เวรนี่แกกล้าเล่นทีเผลอเหรอวะ..ขี้ขลาดจริงๆ!”
โอ่วหยางกัวเหว่ยก็ผงะไปชั่วขณะและงุนงงเล็กน้อยและมองเขาด้วยความประหลาดใจโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้วรีบๆฆ่าเขาซะ” ชายหนุ่มหันไปมองชายร่างกำยำแล้วพูด
จากนั้นชายร่างกำยำก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงและเหวี่ยงดาบของเขาชี้ไปที่โอ่วหยางกัวเหว่ยและพูดว่า “ไอ้เวรนี่..ฉันแค่อยากจะเล่นกับแกก็เท่านั้นเอง”
โอ่วหยางกัวเหว่ยก็ตกใจมากเพราะเมื่อกี้นี้เขาเตะอีกฝ่ายอย่างเต็มกำลังแต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกอะไรเลยและมันก็ทำให้เขาประหลาดใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเขาก็ชัดเจนมากเกี่ยวกับพลังการแตะที่ผสมพลังปราณของเขาเมื่อกี้นี้และถ้าคนธรรมดาถูกเตะล่ะก็พวกเขาก็บาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
ชายร่างกำยำก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “อะไรนะกันแกกลัวเหรอ?..จริงๆแล้วฉันก็ไม่มีอะไรมากหรอกฉันแค่หนังหนาเท่านั้นแหละ” หลังจากพูดจบชายร่างกำยำก็ตะโกนและเหวี่ยงดาบเล่มใหญ่ในมือไปทางโอ่วหยางกัวเหว่ยและครั้งนี้มันก็แตกต่างจากครั้งก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงและในที่สุดโอ่วหยางกัวเหว่ยก็เข้าใจแล้วจริงๆว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายแค่ต้องการเล่นกับเขาเท่านั้นเอง เพราะจนถึงตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเขาเลยแม้แต่น้อยซึ่งนี้ทำให้เขารู้สึกยากที่จะยอมรับได้แต่เขาเป็นคนที่สงบและมีสมาธิมาโดยตลอดก็ต้องยอมรับความจริงนี้และที่สำคัญที่สุดคือต้องหาวิธีรับมือให้ได้
“พี่ม่อหลง..กระสุน!” เมื่อเห็นว่ากระสุนในปืนใกล้จะหมดเย่เชียนก็ตะโกนและเมื่อม่อหลงได้ยินเย่เชียนตะโกนว่ากระสุนเขาจึงขว้างแม็กกาซีน AK47 ให้กับเย่เชียนจากนั้นเย่เชียนก็พลิกข้อมือของเขาเพื่อปลดแม็กกาซีนอันเก่าแล้วหมุนปืนขึ้นไปบนอากาศเพื่อรับแม็กกาซีนอันใหม่แล้วยิงใส่ชายสวมแว่นกันแดดอย่างต่อเนื่องทันที ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดค่อนข้างแม่นยำและชำนาญและเสร็จสิ้นภายในเสี้ยววินาที
เมื่อผู้คนเห็นแบบนั้นพวกเขาก็ตกตะลึงกับการกระทำของเย่เชียนที่เป็นมืออาชีพอย่างมาก อย่างไรก็ตามที่นี่ก็มีคนจำนวนมากเกินไปและเย่เชียนก็กลัวผู้บริสุทธิ์จะโดนลูกหลงดังนั้นเขาจึงยังมีความกังวลอยู่บ้าง “ให้ตายเถอะวางปืนลงซะถ้าแกเป็นลูกผู้ชายมากพอแล้วมาสู้กันตัวต่อตัวซะ!” เย่เชียนพูด
ชายสวมแว่นกันแดดที่ถูกกดดันโดยเย่เชียนจนไม่มีช่องว่างในการโต้กลับก็ผงะเมื่อได้ยินสิ่งที่เย่เชียนพูด ซึ่งนอกจากนี้กระสุนในมือของเขาก็หมดแล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้อีกดังนั้นเขาจะยอมรับสิ่งนี้ได้อย่างไร
“เฮ้ยไอ้พวกบ้ามาช่วนฉันหน่อยสิวะ!” ชายสวมแว่นกันแดดตะโกนเรียก
“แกเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าจะฆ่าเขา?..ถ้าอยากให้ช่วยก็ขอร้องอ้อนวอนสิวะ!” ชายหนุ่มพูด “ถ้าแกยังพูดกับฉันแบบนี้อีกฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ!”
ชายสวมแว่นกันแดดก็พึมพำด้วยความโกรธและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลดท่าทีลงและขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ลูกพี่ได้โปรดช่วยฉันที..ฉันจนตรอกแทบจะทนไม่ไหวแล้ว”
จากนั้นชายหนุ่มก็หยิบดาบของโอ่วหยางอู๋เต๋อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วขว้างไปที่เย่เชียน เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ยิงสุนออกไปโดนคมดาบและเดิมทีเขาสามารถฉวยโอกาสนี้ยิงใส่ชายหนุ่มได้แต่เขากังวลว่าหากชายหนุ่มหลบกระสุนจะไปโดนหลินเฟิงกับตั๋วโพ่ดังนั้นเย่เชียนจึงอดไม่ได้ที่จะ
ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจยากนี้เย่เชียนรู้สึกเพียงว่าสมองของเขาสั่นอย่างกระทันหันและมือของเขาก็ลุกเป็นไฟและเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ ซึ่งภายใต้ความเจ็บปวดปืนในมือของเขาตกลงไปที่พื้นและเมื่อเห็นสถานการณ์นี้ชายสวมแว่นกันแดดที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นก็รู้สึกภูมิใจและพุ่งออกไปหาเย่เชียนและต่อยเย่เชียนอย่างดุเดือด
“บอสระวัง!” ม่อหลงตะโกน
“อย่าฆ่าเขาเด็ดขาดไม่อย่างนั้นมาสเตอร์จะฆ่าแก” ชายหนุ่มตะโกนอย่างเร่งรีบ
อย่างไรก็ตามชายสวมแว่นกันแดดก็ไม่ได้หยุดและเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คิดที่จะไว้ชีวิตเย่เชียน ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤตนี้เย่เชียนก็รู้สึกเจ็บปวดที่ตาซ้ายของเขาและเลือดก็ไหลออกมาจากตาของเขาดูน่ากลัวอย่างมาก แต่ในขณะนั้นเย่เชียนก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามือของเขาไม่ได้ถูกไฟเผาแต่มันกลับร้อนเหมือนจริง
.
.