ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1373 ครองภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ตอนที่ 1373 ครองภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
………………..
ถ้าบอกว่าคนในสกายเน็ตมีความสามารถพิเศษบางอย่างเย่เชียนก็เข้าใจเรื่องนี้ได้แต่เย่เชียนเชื่อว่าไม่มีใครที่มีความสามารถพิเศษจะฉีกแขนและหัวของมนุษย์โดยไม่มีเหตุผลหรอกจริงไหม? ตามธรรมชาติแล้วชายหนุ่มกับชายร่างกำยำไม่ได้เป็นคนทำแล้วทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับชายสวมแว่นกันแดดล่ะ?
เย่เชียนคิดไม่ออกเลย
เย่เชียนเงียบไปครู่หนึ่งและพูดว่า “ตอนที่ผมอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาผมได้ยินเกี่ยวกับการวิจัยว่าหากระบบประสาทส่วนกลางของคนทำให้คนรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งหรือถูกไฟไหม้คนๆนั้นก็จะตอบสนองแบบนั้นจริงๆหรือก็คือถ้าระบบประสาทส่วนกลางส่งสัญญาณว่าเรากำลังถูกเผาร่างกายของเราก็จะเหมือนถูกเผาทันที..ซึ่งมันจะต้องเป็นแบบนี้เพียงแต่ว่าผมไม่ว่าชายคนนั้นใช้วิธีไหนถึงทำให้คนอื่นรู้สึกแบบนี้”
“ถ้าทุกคนในสกายเน็ตทำแบบนี้ได้ล่ะก็สกายเน็ตก็น่ากลัวมากจริงๆ” หลินเฟิงพูด
“พวกเขามีอยู่มานานแต่กลับไม่มีใครรู้เลยและไม่มีแม้แต่ข่าวสารหรือข้อมูลใดๆจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติด้วย..พวกเขาจึงไม่ธรรมดาจริงๆ” เย่เชียนพูด “เราไม่รู้เลยว่าใครเป็นผู้นำของพวกเขาที่ถูกเรียกว่ามาสเตอร์..แต่เขาน่าจะเป็นผู้มีอำนาจมากถึงรวบรวมคนแบบนี้ได้” หลังจากนั้นเย่เชียนก็พูดต่อ “ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกแต่ละคนจะไม่ค่อยดีนักและบางทีนี่อาจจะเป็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของสกายเน็ตก็ได้””
“แต่ว่าพวกเขากลัวมาสเตอร์ของพวกเขามากเพราะงั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจกันแต่พวกเขาก็ไม่ลงมืออย่างผลีผลามหรือทำให้สิ่งต่างๆแย่ลงแน่ๆ” หลินเฟิงพูด “ชายสวมแว่นกันแดดเมื่อกี้นั้นแตกต่างออกไปเพราะเขาไม่เหมือนกับอีกสองคนเลยเพราะชายหนุ่มคนนั้นยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้ในช่วงเวลาคับขันแต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆชายสวมแว่นกันแดดถึงได้สติหลุดแบบนั้น” พูดหลินเฟิงก็หันหน้าไปมองเย่เชียน
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ผมก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ผมมักจะรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับยาฉะคนนั้น..พี่หลินจำสิ่งที่ผมบอกเกี่ยวกับยาฉะได้ไหมที่ผมบอกว่าผมรู้สึกจริงๆว่ายาฉะควักตาของผมออกไปแต่หลังจากนั้นมันก็ไม่ได้เป็นอะไร..ดูเหมือนว่าของชายหนุ่มมันจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย..ยิ่งไปกว่านั้นตาซ้ายของผมมันก็รู้สึกแปลกๆ..พี่หลินยังจำฉากที่สองคนนั้นมาบุกสำนักม่อจื๊อได้หรือเปล่า?”
หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ในตอนนั้เขาถือไพ่เหนือกว่าและถึงแม้ว่านายจะเปิดประตูด่านที่ห้าแล้วก็เถอะแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เสียเปรียบเลย..ดังนั้นเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะวิ่งหนีไปแบบนั้น..นอกจากนี้เขายังบอกว่าเขาแค่มาหานายเพื่อสู้และไม่ได้ต้องการฆ่านายและมันก็จริงเพราะสิ่งที่เขาทำวันนี้นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย..เพราะงั้นที่เขาทำแบบนั้นมันแปลกมาก”
“พี่สังเกตได้ดีมากและผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” เย่เชียนพูด “ตาของผมก็เหมือนกับในตอนนั้นมันมีความรู้สึกที่เจ็บปวดมากจนเลือดไหลออกมาจากตาและเขาก็วิ่งหนีไปทันที..ผมคิดว่าเขาน่าจะเห็นอะไรบางอย่างเพราะดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตาของผม”
“ว่าแต่พี่หลินสังเกตเห็นชายร่างกำยำเมื่อครู่นี้หรือเปล่า?” เย่เชียนยังคงถามต่อไป
หลินเฟิงส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ตอนนั้นฉันกำลังถูกเผาอยู่ในภาพลวงตาจนไม่ทันได้สังเกตเลย”
“เราเห็นชัดว่าความสามารถของโอ่วหยางกัวเหว่ยนั้นสูงกว่าของโอ่วหยางอู๋เต๋อมากแต่ทว่าเขากลับถูกชายร่างกำยำเตะกระโดนออกไปและต่อให้ไม่ตายแต่นั่นก็ต้องเจ็บปวดมากและเขาก็ใช้ด้ามตาบตบโอ่วหยางหมิงซวนจนมือของเขาบาดเจ็บสาหัส” เย่เชียนพูด “ซึ่งร่างกายของชายคนนั้นก็แข็งแกร่งมากเพราะดูเหมือนโอ่วหยางกัวเหว่ยก็เตะเขาไปเหมือนกันแต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย..ต่อให้ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้โบราณจะมีเคล็ดวิชาเสริมร่างกายแค่ไหนมันก็ไม่ควรจะแข็งแกร่งแบบนั้นได้..ซึ่งการเตะของโอ่วหยางกัวเหว่ยก็ไม่ธรรมดาเพราะเขารวบรวมพลังปราณเอาไว้ที่ขาและถ้าหากเป็นผมที่โดนล่ะก็ซี่โครงผมคงจะหักไปแล้ว เตะนั้นโดนฉันและอวัยวะภายในก็จะแหลกเป็นเสี่ยงๆแน่นอน” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็เดินออกไป “ยังมีชายสวมแว่นกันแดดอีก..เขาดวลปืนกับผมและสูสีกันมากและการต่อสู้ระยะประชิดของเขาก็ไม่ธรรมดาแต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นไปได้ล่ะเพราะงั้นถ้าหากคนในสกายเน็ตเป็นแบบเขาทุกคนล่ะก็มันอันตรายมาก”
“จากสิ่งที่พวกเขาพูดดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ทำร้ายนายแต่ไม่รู้ว่าทำไม” หลินเฟิงพูด “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขายังคงมีน้ำใจอยู่”
“ผมคิดว่าพวกเขาอาจจะอยากได้อะไรจากผมแน่ๆหรือผมอาจจะยังมีค่าใช้อยู่สำหรับพวกเขาในตอนนี้เพราะงั้นพวกเขาจึงไม่แตะต้องผมในตอนนี้แต่เมื่อวันหนึ่งพวกเขาพบว่าผมไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขาแล้วพวกเขาคงจะต้องกำจัดผมแน่ๆ”เย่เชียนคิ้วแน่นและพูดว่า “นอกจากนี้พวกเราก็ไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่และมีกี่คนและเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นเป็นใคร..พวกนั้นเป็นอันตรายต่อเรามากเพราะงั้นพวกเราต้องรีบพัฒนาฝีมือโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่อย่างนั้นพวกเราจะไม่มีทางต่อสู้กับพวกเขาได้เลยในอนาคต”
“เป็นความจริงที่จะพูดอย่างนั้นแต่มันไม่ง่ายเลยที่จะพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว..การที่นายมาถึงจุดนี้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆนั้นมันก็ต้องเต็มไปด้วยการผจญภัยต่างๆนาๆและถึงแม้ว่าพวกเราจะฝึกฝนทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดทั้งวันและทุกวันฉันก็เกรงว่ามันจะไม่ได้ดีขึ้นมากขนาดนั้นหรอกและร่างกายมันอาจจะล้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ” หลินเฟิงพูด
“ผมก็เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน” เย่เชียนพูด “ผมคิดว่าคนเดียวที่จะช่วยเราได้ตอนนี้คือสำนักถังกับผู้อาวุโสหยานเพราะเขาเป็นถึงผู้นำลัทธิมารดังนั้นเขาจะต้องมีวิธีฝึกพิเศษบางอย่างอยู่แล้ว”
“ใช่ๆ..หยานตงคนนั้นเป็นคนลึกลับมากและความสามารถของเขาก็ยังเป็นปริศนาอยู่เพราะงั้นบางทีเขาอาจมีวิธีที่ดีจริงๆก็ได้” หลินเฟิงพูด
ทั้งสองหันหน้าและมองไปรอบๆแล้วพบว่าสมาชิกของตระกูลโอ่วหยางล่าถอยไปหมดแล้วและที่เหลือก็ยอมจำนนแล้ว ดังนั้น สถานการณ์จึงถูกควบคุมโดยสำนักม่อจื๊อยอย่างสมบูรณ์แบบ จากนั้นม่อหลงก็ชำเลืองไปที่เย่เชียนและเห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้เย่เชียนรับผิดชอบงานที่ตามมาและถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าสำนักม่อจื๊อก็ตามแต่ในใจของเขาเย่เชียนก็เป็นบอสของเขาเสมอ
เย่เชียนพยักหน้าให้ม่อหลงจากระยะไกลและไม่ได้เดินเข้าไปหาเพราะตอนนี้ม่อหลงเป็นเจ้าสำนักม่อจื๊อแล้วดังนั้นเย่เชียนจึงหวังว่าม่อหลงจะสามารถแบกรับภาระด้วยตัวเองได้และทำให้ผู้ที่ตามเขาอยู่เคียงข้างเขาและปฏิบัติตามคำสั่งของเขาได้ทุกประการเพราะนั่นจะดีกับม่อหลงที่สุด
ม่อหลงก็ผงะเล็กน้อยจากนั้นก็พยักหน้าเพราะหลังจากที่ติดตามเย่เชียนมานานถ้าเขาไม่รู้แม้แต่ความคิดของเย่เชียนล่ะก็นั่นถือว่าม่อหลงบกพร่องในหน้าที่
ในตอนนี้เหล่าสมาชิกของตระกูลโอ่วหยางที่ยอมจำนนม่อหลงนั้นก็ยอมแต่โดยดีและม่อหลงก็ไม่ได้ฆ่าพวกเขาแต่ส่งพวกเขาออกไปทั้งหมดและบางคนที่มีสถานะค่อนข้างสูงในตระกูลโอ่วหยางก็ถูกกักตัวเอาไว้เพื่อรอจัดการโอนสิทธิ์อุตสาหกรรมและทรัพย์สินของตระกูลโอ่วหยางทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลยและมีที่ยังไม่ทราบอีกมากมายดังนั้นหากไม่มีคำแนะนำจากตระกูลโอ่วหยางล่ะก็มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะจัดการได้ จากนั้นเย่เชียนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและค่อนข้างพอใจกับการกระทำของม่อหลงมาก
แม้ว่าจะมีอุบัติเหตุและการสูญเสียเกิดขึ้นบ้างในการต่อสู้วันนี้แต่โดยรวมแล้วก็ไม่เลวเพราะอย่างน้อยๆเป้าหมายสุดท้ายก็สำเร็จและตระกูลโอ่วหยางก็ถูกกวาดล้างจนหมด แต่ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือพวกไม่สามารถช่วยตั๋วโพ่ได้และนั่นก็ทำให้เย่เชียนรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั้นโดยปกติแล้วลัทธิมารจะไม่ค่อยสนใจเรื่องต่างๆของโลกภายนอกมากนักและเขาก็เฝ้าดูสิ่งต่างๆเรื่อยมาแต่ไม่เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น แต่ความจริงก็คือในกรณีนี้เหล่าสาวกของลัทธิมารก็สะใจกันมากเพราะพวกเขาไม่เคยชอบตระกูลโอ่วหยางเลยดังนั้นพวกเขาจึงไม่แม้แต่จะยุ่งเกี่ยวกับตระกูลโอ่วหยางในภาคตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญกว่าคือหยานตงผู้นำลัทธิมารก็ไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่หลายๆคนพูดและถ้าพูดตามตรงเขากลับดีกว่าคนอื่นๆด้วยซ้ำแต่เขาแค่ไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับตระกูลโอ่วหยางและทำร้ายผู้บริสุทธิ์จำนวนมากก็เท่านั้นเอง
ดังนั้นการที่เย่เชียนเข้ายึดตระกูลโอ่วหยางไปแบบนี้ซึ่งหมายความว่าจากนี้ไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดจะเป็นโลกของสำนักม่อจื๊อและนั่นก็เป็นโลกของเย่เชียนโดยปริยาย
ทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือ,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,ภาคตะวันตกเฉียงใต้,ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้นั้นทั้งหมดนี้คืออาณาเขตของเย่เชียนแล้วใช่ไหม? ไม่ว่าจะกองกำลังเล็กหรือใหญ่ทั้งหมดนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจีนก็อยู่ในมือของเย่เชียนแล้ว อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ใช้ชื่อของเย่เชียนเป็นหลักแต่เป็นแค่ตัวแทนของเย่เชียนเท่านั้นและยังไม่ได้จักรพรรดิที่แท้จริงเพราะเขาเพิ่งรวบรวมพลังมากมายจากสถานที่เหล่านี้เข้าด้วยกันเท่านั้นเอง
หากเย่เชียนทำสิ่งนี้ในอดีตเพราะเขากังวลว่าเบื้องบนของประเทศจีนคงจะไม่ยอมอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะสำนักม่อจื๊อนั้นมีสาวกเกือบ 30% ของคนในรัฐบาลที่พร้อมจะสนับสนุนเย่เชียนและเย่เชียนก็เชื่อว่าเบื้องบนเหล่านั้นไม่กล้าแตะต้องเขาง่ายๆใช่ไหม? ซึ่งถ้าหากเบื้องบนแตะต้องเย่เชียนจริงๆล่ะก็กองกำลังทั้งหมดที่เกี่ยวข้องก็อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลอย่างมาก
อย่างไรก็ตามเนื่องจากขอบเขตอิทธิพลของเย่เชียนเริ่มกว้างขวางขึ้นเย่เชียนจึงกังวลมากขึ้นและเนื่องจากขอบเขตที่กว้างมากจึงไม่ง่ายที่จะรวมพลังของตัวเองให้เป็นหนึ่งได้ ดังนั้นหากสกายเน็ตต้องการที่จะกวาดล้างเขาล่ะก็สกายเน็ตก็แค่ไล่ทำลายทีละกองกำลังไปเรื่อยๆอย่างง่ายดาย ดังนั้นสิ่งที่เย่เชียนกังวลที่สุดคือสกายเน็ตแต่ในทางกลับกันถ้าหากความแข็งแกร่งของเย่เชียนนั้นไม่เพียงพอที่จะต้านทานได้ล่ะก็ทุกอย่างจะพังทลายลงในที่สุด
.