ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว - บทที่ 59 ศึกแรกแห่งการแข่งขันประจำเมือง
พื้นที่เตรียมตัวทางทิศใต้ของสนาม เป็นทีมเจ้าบ้านจากโรงเรียน
มัธยมปลายหงฉี
ผู้อำนวยการเฉินเฝ่ยกำลังกล่าวให้โอวาทก่อนการแข่งขันเป็น
ครั้งสุดท้าย
“การแข่งขันรอบแรก เป็นการสู้ตัวต่อตัวในตำแหน่งนักสู้”
ผู้อำนวยการตาดอกท้อกล่าวอย่างจริงจังที่หาได้ยาก “ฤดูกาลนี้
เป็นโอกาสสุดท้ายของโรงเรียนมัธยมปลายหงฉีของพวกเรา และรอบ
นี้คือการแข่งขันรอบแรกของเราในฤดูกาล 251 เราต้องเริ่มต้นด้วย
ชัยชนะที่สวยงาม ห้ามมีอะไรผิดพลาด ดังนั้น…”
สายตาของเขากวาดมองระหว่างหลี่เซี่ยวเฟยและฟางปู้อี๋
ราวกับกำลังชั่งใจสำหรับผู้ที่จะลงแข่ง
ส่วนจูเก๋อหลง ตัวสำรองอีกหนึ่งคนถูกเพิกเฉย
จูเก๋อหลงค่อนข้างจะเปิดใจ
เขารู้ว่าความสามารถของตนนั้นยังไม่เพียงพอ คงต้องฝึกฝน
ต่อไป
“ผู้อำนวยการ ผมจะลงแข่งครับ”
ในยามสำคัญ ฟางปู้อี๋ลุกขึ้นมาแบกรับหน้าที่อย่างกล้าหาญ
น ้าเสียงของเขาแน่วแน่ “รอบแรกนั้นสำคัญมากจริง ๆ ควรให้รุ่น
พี่ที่มีประสบการณ์เป็นผู้แบกรับหน้าที่นี้… ผู้อำนวยการ ให้ผมลงแข่ง
รอบนี้เถอะครับ”
แต่เฉินเฝ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัว
“คราวนี้ หลี่เซี่ยวเฟยจะลงแข่งรอบแรก”
เขาตัดสินใจตรงกันข้าม
ฟางปู้อี๋ตกตะลึง
คนอื่น ๆ ล้วนแปลกใจ
หลี่เซี่ยวเฟยเคยเอาชนะโจวอี้โหยว จนมีฉายาว่าเจ้าแห่งเพลง
หมัดก็จริงอยู่
แต่ประการแรก เขามีการบ่มเพาะเพียงขั้นกลั่นดาราระดับเจ็ด
ประการที่สอง เขาไม่มีประสบการณ์ในการแข่งขัน โดยเฉพาะก่อน
หน้านี้ เขาไม่ค่อยกระตือรือร้นกับการทำคะแนนในฉากทดสอบเลย
คาดการณ์ว่าอันดับคะแนนบนบันไดสวรรค์น่าจะยังไม่ติดท็อปร้อย
ด้วยซ ้า
ให้เขาลงแข่งเป็นคนแรกจะไหวหรือ?
มีเพียงเยี่ยนชื่ออวี่เท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง
แม้จะไม่ทราบสาเหตุ แต่เธอกลับรู้สึกต่อต้านหลี่เซี่ยวเฟยอย่าง
รุนแรง
แต่สัญชาตญาณบอกกับเธอว่าเด็กใหม่คนนี้ไม่ธรรมดา
การเลือกของผู้อำนวยการจะต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่
ฟางปู้อี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองหลี่เซี่ยวเฟย
ในที่สุดเขาก็ตบไหล่ของหลี่เซี่ยวเฟยเบา ๆ “สู้ ๆ นะ รอบแรก
เป็นหน้าที่ของนายแล้ว แสดงให้พวกเขาดูซะว่าโรงเรียนมัธยมปลาย
หงฉีของเราเจ๋งแค่ไหน”
เมื่อผู้อำนวยการตัดสินใจแล้ว ในฐานะหัวหน้าชั่วคราว สิ่งที่เขา
ต้องทำมากที่สุดไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่คือการเชื่อมั่นในเพื่อนร่วม
ทีม
“สู้ ๆ”
“พี่เซี่ยวเฟย สู้ ๆ!”
เหริ่นตงและไป๋ชีชีเอ่ยพร้อมกัน
“เฮ้ อย่าทำให้หน้าตาดี ๆ ของเราต้องเสียหน้านะ”
ไป๋หลงเฟยกล่าวอย่างหนักแน่น
เพื่อนร่วมทีมต่างก็ให้กำลังใจหลี่เซี่ยวเฟยกันอย่างเต็มที่
บรรยากาศของการให้กำลังใจเช่นนี้ ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยอบอุ่นไป
ทั้งหัวใจ
“วางใจได้เลย!”
จอมมารแห่งสลัมหยิบกุญแจพิเศษสำหรับแข่งขัน และเดินตรง
ไปยังโฮสต์คอมพิวเตอร์ควอนตัม ทิ้งไว้เพียงเงาหลังที่ดูเด็ดเดี่ยว
“ศึกนี้ ฉันต้องชนะ!”
เขาตะโกนคำประกาศดังกึกก้อง
กระตุ้นให้ผู้ชมจากโรงเรียนมัธยมชิงเยี่ยที่อยู่ทางด้านขวา
หัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า
…
ห้องถ่ายทอดสด
“ผู้ชมที่รักทั้งหลาย การแข่งขันแบบเดี่ยวรอบแรกกำลังจะเริ่มขึ้น
แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้เข้าไปยังโฮสต์คอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อสแกน
ข้อมูลและปรับแต่งก่อนการแข่งขันแล้ว”
“ผู้เข้าแข่งขันคนแรกของโรงเรียนมัธยมปลายหงฉีคือ หลี่เซี่ยว
เฟย…”
“จากข้อมูลที่ทางการเปิดเผย ผู้เข้าแข่งขันคนนี้มีการบ่มเพาะ
ขั้นกลั่นดาราระดับเจ็ด เก่งเรื่องวิชาหมัด มีพละกำลังแข็งแกร่ง จึงมี
สมญานามว่า ‘เจ้าแห่งเพลงหมัด’”
“เมื่อเทียบกับโรงเรียนมัธยมชิงเยี่ย ผู้เข้าแข่งขันคนแรกของฝ่าย
นั้นคือ หัวหน้าทีม เกาเซิน จิตวิญญาณของทีม และยังเป็นนักเรียน
ระดับซูเปอร์สตาร์ของการแข่งขัน มีฉายาว่า ‘ดาบลมกรด’ ผู้มีการ
บ่มเพาะขั้นกลั่นดาราระดับเก้า”
“การแข่งขันกำลังจะเริ่ม ผู้ชมทางบ้านได้ส่งความคิดเห็นมาแล้ว
ผลปรากฏว่า 97% คิดว่าเกาเซินจะชนะ…”
“ดูเหมือนว่าผลแพ้ชนะในการแข่งขันนี้จะไม่มีอะไรน่าลุ้นแล้ว”
“ตอนนี้สิ่งที่ลุ้นที่สุดก็คือ หลี่เซี่ยวเฟยจะสามารถต้านรับดาบที่
รวดเร็วของเกาเซินได้กี่ครั้ง”
“ตอนนี้ฉันรู้สึกเห็นใจนักเรียนใหม่ของโรงเรียนมัธยมปลายหงฉี
คนนี้แล้วสิ”
“โรงเรียนมัธยมปลายหงฉีจะยอมแพ้ตั้งแต่การแข่งขันรอบแรก
เลยเหรอ”
“โอ้? หรือว่าจะเป็นกลยุทธ์สับเปลี่ยนม้าของเถียนจี้?”*[1]
พิธีกรเสิ่นเหยียนและผู้ช่วยสาวดำเนินรายการได้อย่าง
คล่องแคล่วลื่นไหล ตั้งแต่เริ่มการแข่งขันก็รีบวิเคราะห์ทำนายผล และ
คอยกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมอย่างไม่รู้เหนื่อย
…
เมืองสมัยใหม่ที่ทรุดโทรม
ลมกระโชกแรง
ฝุ่นฟุ้งกระจายทั่วท้องฟ้า
อาคารพังทลาย รถประจำทางถูกทิ้ง ถุงพลาสติกและ
หนังสือพิมพ์ดังกรอบแกรบตามสายลม…
ร่างของหลี่เซี่ยวเฟยปรากฏขึ้นพร้อมกับลำแสงหนึ่งในลานจอด
รถร้างที่เต็มไปด้วยเศษซากรถยนต์
ระบบเครือข่ายช่างทรงพลัง
จากการสแกนข้อมูลต่าง ๆ ของผู้เข้าแข่งขัน จึงได้สร้าง
พารามิเตอร์*[2]แบบเรียลไทม์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด สามารถสร้าง
อวตารที่สอดคล้องกับผู้เข้าแข่งขัน 100%
ดังนั้นในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ระดับการบ่มเพาะ หรือ
พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของหลี่เซี่ยวเฟย ล้วนไม่มีความแตกต่างใด ๆ
กับโลกแห่งความเป็นจริง
เขาพินิจสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เช่นเดียวกับฉากทดสอบเพื่อเพิ่ม
คะแนนบนอันดับบันไดสวรรค์ ทุกอย่างดูสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ แทบ
จะเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบ
ฟึบ!
ลำแสงส่องลงมาจากฟากฟ้า
ร่างของเกาเซินผู้มีดาบยาวขนนกห้อยอยู่ที่เอวก็ปรากฏขึ้น
เช่นกัน
ทั้งสองจ้องมองกัน ในระยะห่างราวสามสิบเมตร
ฉากนี้ดึงดูดสายตาผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดได้ในทันที
พิธีกรเสิ่นเหยียนใช้โอกาสนี้วิเคราะห์ “แผนที่ที่ระบบเลือกสุ่มใน
ครั้งนี้คือ ‘ซากเมืองพินาศ’ สภาพแวดล้อมแบบป่าคอนกรีตเอื้อต่อผู้
เข้าแข่งขันที่เน้นความเร็วและไหวพริบ จากข้อมูลที่ผมมี นักเรียน
เกาเซินจากโรงเรียนมัธยมชิงเยี่ยก็เป็นผู้แข่งขันประเภทนี้พอดี”
ผู้ช่วยสุดเซ็กซี่ในชุดถุงน่องสีดำก็แทรกเข้ามาว่า “ตรงกันข้าม
กับนักเรียนหลี่เซี่ยวเฟยจากโรงเรียนมัธยมปลายหงฉี ถนัดการใช้
วิชาหมัด มีกระบวนท่าที่เปิดเผยและซื่อตรง ฉากสภาพแวดล้อมแบบ
นี้ไม่เป็นผลดีต่อเขาเลย”
ทั้งสองลงความเห็นเหมือนกันว่า…
หลี่เซี่ยวเฟยตกอยู่ในอันตรายแล้ว
ภายในสนามประลอง
“หนุ่มน้อย ยอมแพ้แต่โดยดีเถอะ”
เกาเซินเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ฉันจะให้ทางลงอันมีเกียรติแก่
นายได้”
หลี่เซี่ยวเฟยส่ายหัว “ตัดสินกันด้วยความสามารถ”
เกาเซินโกรธขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาต่อว่า “ไร้ยางอาย
สมเป็นเศษสวะที่เฉินเฝ่ยเก็บมาจากกองขยะจริง ๆ ไร้ค่าสิ้นดี”
“ถ้าจำไม่ผิดนะ…”
หลี่เซี่ยวเฟยเอียงศีรษะแล้วกล่าว “ที่นี่คือสนามการประชันเทพ
สงคราม ไม่ใช่ที่ประชันฝีปาก พูดจาให้สุภาพหน่อย การเคารพคู่
ต่อสู้ก็เท่ากับเคารพตัวเอง”
“เคารพงั้นเหรอ ฮ่า ๆ นายคู่ควรด้วยเหรอ”
เกาเซินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แล้วพูดด้วยน ้าเสียงดูถูกเหยียด
หยาม “พวกขยะจากโรงเรียนมัธยมปลายหงฉีอย่างพวกนาย ทำให้
พวกนักเรียนโรงเรียนมัธยมในฐานหลิวเหอต้องเสื่อมเสียหมด สิ่งที่
ควรได้รับคือการเหยียบย ่าให้จมดิน”
หลี่เซี่ยวเฟยเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
ทุกคนล้วนเป็นนักเรียน
ควรจะมีน ้าใจนักกีฬา
พูดจาไร้สาระแค่พอประมาณ
แต่การพาดพิงถึงบุคคลอื่น ไม่มีความเป็นมืออาชีพเลย
ถ้าอย่างนั้นก็…
ฉันก็จะส่งนายไปเกิดใหม่ก่อนเวลาอันควรเอง
หลี่เซี่ยวเฟยเลิกพูดไร้สาระ
เขาโคจรพลังดวงดาว เร่งความเร็ว พุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้
เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของ ‘ทวดของนาย’ หลี่
เซี่ยวเฟยจึงไม่ได้ใช้ ‘เท้าท่องคลื่น’
ฝั่งตรงข้าม
เกาเซินเผยรอยยิ้มเหยียดหยาม
เด็กหนุ่มที่ถูกโรงเรียนมัธยมปลายหงฉีละเลย คิดว่าเป็นขยะไร้
ค่าในระดับเจ็ด กล้าหาญมากที่ริอาจโจมตีฉันก่อน
โง่สิ้นดี!
เกาเซินคาดดาบยาวไว้ที่เอว ยืนนิ่งอยู่กับที่
โคจรพลังดวงดาว แสงสีแดงแผ่ซ่านอยู่รอบกาย
พลังดวงดาวระดับเก้าไหลเวียนทั่วร่าง กระตุ้นกระดูกสลักอักขระ
วิเศษ ‘นกปีกวาโย’ ที่ปลูกถ่ายไว้บริเวณหัวไหล่และซี่โครง ซึ่งสร้าง
ปรากฏการณ์นิมิต ก่อเป็นนกยักษ์สีแดงเลือนรางอยู่ด้านหลัง
นกปีกวาโย
สัตว์ร้ายต่างดาวระดับหนึ่ง
มีความโดดเด่นในเรื่องความเร็ว
กระดูกสลักอักขระของสัตว์ร้ายต่างดาวชนิดนี้ที่ปลูกถ่ายไว้ใน
ร่างกาย นอกจากจะช่วยเพิ่มความเร็วให้ได้หลายเท่าตัวแล้ว ยัง
สามารถกระตุ้นทักษะพิเศษสำหรับการบินในระยะสั้น
สามสิบเมตร…
ยี่สิบเมตร…
สิบห้าเมตร…
ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เข้ามา
รอยยิ้มของเกาเซินยิ่งกว้างขึ้น
เขาคว้าด้ามดาบไว้ด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
ในฐานะผู้ปลูกถ่ายกระดูกสลักอักขระวิเศษ ‘นกปีกวาโย’ เกา
เซินเชี่ยวชาญการควบคุมระยะทางและความเร็วได้เป็นอย่างดี
เขาวางแผนการต่อสู้เอาไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
ขอเพียงหลี่เซี่ยวเฟยเข้ามาในระยะแปดเมตร เกาเซินก็จะใช้
ความเร็วอันยอดเยี่ยมในการใช้กระบวนท่าดาบลมกรด ฟันตัดหัว
ของอีกฝ่าย
ต่อหน้าความเร็วอันยอดเยี่ยม ทักษะการต่อสู้ทุกประเภทล้วนไร้
ประโยชน์
สิบสองเมตร…
สิบเมตร…
เก้าเมตร……
สายตาที่เฉียบแหลมเยือกเย็นลงทันที พร้อมชักดาบออกจากฝัก
แต่ทว่า เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
[1] กลยุทธ์สับเปลี่ยนม้าของเถียนจี้ เป็นกลยุทธ์ที่แบ่งม้า
ออกเป็นสามกลุ่ม และจัดให้ม้าแต่ละกลุ่มแข่งกับม้าที่ตรงคู่กัน โดย
เริ่มจากม้ากลุ่มที่แย่ที่สุดของเขาปะทะกับม้าที่ดีที่สุดของฝ่ายตรง
ข้าม และเปลี่ยนเป็นกลุ่มม้าที่ดีขึ้นตามลำดับ กลยุทธ์นี้ช่วยให้เถียน
จี้เอาชนะการแข่งม้าแม้ว่าม้าของเขาจะไม่ดีเท่าม้าของอีกฝ่าย
[2] พารามิเตอร์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรที่ผู้ใช้กำหนด ซึ่งจัดเก็บ
และจัดการค่าปัจจุบันหรือค่าที่คุณต้องการใช้ในหลาย ๆ ที่