ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2337 เสินสื่อสำดับที่หก
พวกเขาเดินไปตามเส้นทางแห่งดวงดาวและมุ่งหน้าไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งเข้าไปลึก ฉู่หลิวเยว่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ
เมื่อก่อนเส้นทางแห่งดวงดาวนี้เคยคึกคักอยู่พอสมควร แต่ตอนนี้กลับเงียบสงัดจนน่าประหลาดใจจริง ๆ
“คนที่นี่ล้วนไปอยู่ทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กันหมดแล้วอย่างนั้นหรือ”
ฉู่หลิวเยว่พึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย
ทันทีที่พูดจบ นางก็พบกับคนหนึ่งที่คุ้นเคย
“ผู้อาวุโสเซียวหราน?”
เมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยนั้น ฉู่หลิวเยว่จึงกล่าวทักทายขึ้นทันที
เซียวหรานกอดอกเดินไปอย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อได้ยินเสียงทักทาย เขาจึงหันกลับมา
เมื่อเห็นฉู่หลิวเยว่ เขายิ้มและกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง แต่หางตาเหลือบไปเห็นโหมวเจินและคนอื่น ที่อยู่ข้างๆ
เขาเคยเจอหรงซิวมาก่อน แต่คนสามคนที่เหลือ…กลับดูแปลกหน้ายิ่งนัก
ขณะที่ในใจแวบขึ้นมา เขาจึงคาดเดาอันใดบางอย่างขึ้นมาได้
“สองสามท่านนี้คือคนที่มากับเจ้าใช่หรือไม่”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า จากนั้นจึงแนะนำพวกเขาให้รู้จัก
“ผู้อาวุโสเซียวหราน ท่านนี้คือผู้อาวุโสโหมวเจิน”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของเซียวหรานก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“โหมว…คนของตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลงอย่างนั้นหรือ”
“ผู้อาวุโสโหมวเจินเป็นประมุขตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลง” ฉู่หลิวเยว่กล่าวอธิบาย
เซียวหรานนึกในใจว่าเป็นตามคาด
แม่นางคนนี้ช่างเก่งกาจเสียจริง ไม่เพียงทำสัญญากับคุณชายของตระกูลหงส์ทองคำเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลงอีกด้วย
คนธรรมดาแทบจะไม่มีโอกาสได้เจออสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับบรรพกาลด้วยซ้ำ แต่นางกลับมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับทั้งสองตระกูล
นอกจากเรื่องที่ไม่มีตราสัญลักษณ์แห่งสายเลือดแล้ว เรื่องอื่นๆ เรียกได้ว่าท้าทายโชคชะตาจริงๆ…
ขณะที่พูดสายตาของเขาก็มองไปยังลั่วเฟิงและชีหานที่อยู่ด้านหลัง
“สองท่านนี้…”
ดูแล้วยังอายุน้อยอย่างมาก แต่กลับเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์!
ฉู่หลิวเยว่หันกลับไปมองครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนทำความเคารพและพูดขึ้น
“ลั่วเฟิง ชีหาน คาราวะผู้อาวุโสเซียวหราน”
เซียวหรานประหลาดใจอย่างมากพลางพูดขึ้น
“สอง…สองคนนี้ก็เป็นลูกน้องของเจ้า?”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับ
เซียวหรานถึงกับพูดไม่ออก
นางเองก็ก็ทะลวงเข้าสู่ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ลูกน้องที่นางพามาแต่ละคน กลับแข็งแกร่งกันเช่นนี้ทั้งหมด!
จะให้คนอื่นเขามีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่?
พวกเขาเป็นคนธรรมดาที่มาจากอาณาจักรเสิ่นซวี่จริงๆ ที่ยังไม่มีตราสัญลักษณ์แห่งสายเลือดอย่างนั้นหรือ
เซียวหรานรู้สึกคับข้องใจและท้อแท้อย่างลึกซึ้ง
ฉู่หลิวเยว่จึงเอ่ยถามขึ้น
“ผู้อาวุโสเซียวหราน ท่านจะไปทำอันใดหรือ? เมื่อครู่ข้าเห็นหลายคนดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กันหมด…”
“แน่นอนว่าไปดูเรื่องคึกคักนะสิ! อ้อ จริงสิ พวกเจ้าเพิ่งกลับมาเลยยังไม่รู้สินะ เสินจู่กำลังจะช่วยเสินสื่อลำดับที่หกหลอมร่างเทพขึ้นมาใหม่! เรื่องแบบนี้หมื่นปีจะมีสักครั้ง ทุกคนเลยไปที่นั้นกันหมด!”
เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่ก็เต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย!
หัวใจของฉู่หลิวเยว่ถึงกับสั่นไหว!
เสินจู่!
หากนางเดาไม่ผิด คนนั้นคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากประมุขของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
“เสินจู่…จะออกมาแล้วหรือ”’
“ไม่หรอก” เซียวหรานกล่าวขึ้น “เสินจู่เป็นผู้คุมตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ทรงเกียรติและสถานะสูงส่งอย่างมาก นอกจากเสินสื่อแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดได้เห็น อีกทั้งเสินจู่มีอำนาจที่เชื่อมฟ้าดิน แม้ไม่ออกจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถช่วยเสินสื่อลำดับที่หกหลอมร่างเทพได้อย่างง่ายดาย”
ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ในใจรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่เมื่อลองคิดดูดี ๆ อันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติ
ในเมื่อการเข้าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ยังยากเช่นนี้ และการจะได้พบเสินจู่ผู้สูงส่งท่านั้นก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก
เพียงแต่…ถ้าเรื่องนี้ง่ายดายสำหรับเสินจู่ เช่นนั้นเหตุใดถึงต้องทำเป็นพิธีการใหญ่โต เปิดเผยต่อสาธารณะด้วย?”
ยังมีเสินสื่อลำดับที่หกท่านนั้น…
“เหล่าเสินสื่อล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งมีพลังสูงส่ง เหตุใดเสินสื่อลำดับที่หกถึงไม่มีร่างเทพล่ะ?”
“แน่นอนว่าเป็นเพราะ…”
เซียวหรานหยุดไปชั่วครู่ มองซ้ายมองขวาแล้วจึงลดเสียงลง
“ความจริงแล้วเดิมทีเสินสื่อลำดับที่หกก็มีร่างเทพ แต่ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขาออกไปจากพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ หลังจากกลับมา ร่างเทพก็เสียหายไปแล้ว แต่เดิมมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอันใด แต่ด้วยสถานะและพลังของเขาเสินสื่อลำดับที่หก หากไปยืมพลังทัณฑ์สวรรค์ที่สระอัสนีบาต ก็สามาารถหลอมร่างเทพขึ้นมาได้ใหม่ แต่…สระอัสนีบาตนั่นถูกปิดผนึกแล้วไม่ใช่หรือ? ดังนั้นตอนนี้เลยต้องเชิญเสินจู่เป็นผู้ลงมือ”
“เสินสื่อลำดับที่หกประสบกับอันใดมา? ถึงกับทำให้ร่างเทพถูกทำลาย?” ฉู่หลิวเยว่ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจอย่างมาก
ตามลำดับแล้วเสินสื่อลำดับที่หกนั้นมีสถานะสูงกว่าเสินสื่อลำดับที่เจ็ดเพียงเล็กน้อย เหตุใดถึงตกอยู่ในสภาพนี้ได้?
“ไปเถอะ ไปดูกันหน่อยดีหรือไม่? การที่เสินจู่ลงมือเอง นับเป็นเรื่องที่หาดูได้ยาก เผื่อดูแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตนเอง”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มมุมปาก
การหลอมร่างเทพขึ้นใหม่…
เรื่องนี้นางมีประสบการณ์มาไม่น้อย
แต่เซียวหรานก็พูดถูก เพราะนี่เป็นการลงมือของเสินจู่ ความสำคัญย่อมเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
“ได้”
ขณะที่กลุ่มคนกำลังเดินไปดูใกล้ๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านข้าง
ฉู่หลิวเยว่หันไปมอง คนที่มาเป็นเยี่ยนชิง
“ฝ่าบาท”
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหรงซิว และคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นยื่นจดหมายฉบับหนึ่งด้วยมือทั้งสอง
“มีจดหมายด่วนจากพระราชวังเมฆาสวรรค์ เชิญฝ่าบาทตรวจดู”
หรงซิวยื่นมือรับจดหมายและเปิดอ่านครู่หนึ่ง ดวงตาเรียวคมของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
ความเยียบเย็นแผ่ออกมาจากรอบตัวเขา
ฉู่หลิวเยว่จึงถามขึ้นอย่างสงสัย
“หรงซิว เกิดอันใดขึ้น?”
หรงซิวเก็บจดหมาย
“เกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย”
หากเรื่องนี้ทำให้หรงซิวพูดออกมาเช่นนี้ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ปัญหา “เล็กน้อย” อย่างแน่นอน
ฉู่หลิวเยว่พูดขึ้น “เช่นนั้น…เจ้าจะกลับไปดูหรือไม่”’
หรงซิวส่ายหน้า
“ข้าจะกลับไปที่พักก่อน จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปหาเจ้า”
ฉู่หลิวเยว่ค่อยๆ พยักหน้าและพูดขึ้น
“ไม่ต้องรีบร้อน เรื่องของพระราชวังเมฆาสวรรค์สำคัญกว่า”
ส่วนทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั้น…นางเพียงต้องการไปดูว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่
หรงซิวรับคำแล้วพาเยี่ยนชิงมุ่งหน้าไปอีกทาง
ฉู่หลิวเยว่ละสายตากลับมา
“ไปกันเถอะ! ไปดูที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กัน!”
…
การไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว แน่นอนว่าพวกเขายังไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ จึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างนอกเท่านั้น
เมื่อฉู่หลิวเยว่และพวกเขาเดินทางมาถึง ด้านนอกประตูใหญ่ของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็มีคนมารวมตัวกันอยู่หลายร้อยคนแล้ว
ผู้คนพลุกพล่าน บรรยากาศคึกคัก
ในเวลานี้ พวกเขาทั้งหมดกําลังมองอันใดอยู่
ฉู่หลิวเยว่มองอย่างละเอียดครู่หนึ่งจึงเห็นว่าตรงหน้าประตูมีกระจกทองสัมฤทธิ์บานหนึ่งกำลังลอยอยู่กลางอากาศอย่างเงียบสงบ
ในกระจกทองสัมฤทธิ์มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น
“นั่นคือเสินสื่อลำดับที่หก?”
………………..