ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2359 ค่ายกลสุดท้าย
อวี้เชียนหัวเราะเยาะออกมา
“เจ้ามั่นใจในตัวนางมากเชียวนะ”
ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้ที่สามารถพึ่งพาพลังของตนเอง เพื่อข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวจนเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จจริงๆ มีเพียงจิ้นอวิ๋นไหล่คนเดียวเท่านั้น
เพียงสิ่งนี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายถึงความยากของเรื่องนี้แล้ว
ตอนนี้ฉู่หลิวเยว่เพิ่งมาได้แค่ไม่กี่เดือน จะทำสำเร็จได้อย่างใด?
ถวนจื่อฮึดฮัดเบาๆ
“เพราะอาเยว่เก่งมากยังไงล่ะ!”
คนอื่นอาจทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นนางย่อมทำได้อย่างแน่นอน!
ปัง!
มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
อวี้เชียนหันกลับไปมอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ความเร็วนี้…มันเร็วเกินไปจริงๆ…”
“เสินสื่อลำดับที่สอง”
ในขณะนั้นมีเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
อวี้เชียนจึงหันไปมองผู้ที่มาเยือนพลางเอ่ยขึ้น
“อวิ๋นไหล่ ท่านมาได้อย่างใด?”
สีหน้าของจิ้นอวิ๋นไหล่ดูอิดโรย เหมือนว่าเขาได้รับผลกระทบบางอย่างในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้
ริมฝีปากของเขาขยับเพียงเล็กน้อยอย่างยากลำบาก
“ข้า…แค่สงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์บนเส้นทางแห่งดวงดาว เลยอยากมาดูก็เท่านั้น”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ถวนจื่อนานอยู่พักหนึ่ง
เวลานี้นางควรอยู่ที่ภูเขาเฟิ่งหมิงไม่ใช่หรือ? เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์?
แต่เมื่อเห็นอวี้เชียนอยู่ข้างๆ เขาจึงไม่ได้ถามอันใดต่อ
ถวนจื่อทำเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา นางเดินไปหาที่นั่งตรงบันได พลางเอามือเท้าคางรอคอยอย่างสบายใจ
อวี้เชียนมองไปที่จิ้นอวิ๋นไหล่ เขาคิดไปคิดมาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“ท่านคิดอย่างใดเกี่ยวกับสถานการณ์ของซังกวนเยว่ในครั้งนี้?”
ในเรื่องนี้จิ้นอวิ๋นไหล่เป็นผู้ที่มีสิทธิ์พูดมากที่สุด
“ข้า…”
จิ้นอวิ๋นไหล่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าบอกได้เพียงว่า นางทำลายค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ได้เร็วกว่าข้า”
สีหน้าของอวี้เชียนแข็งค้างในทันที
ตอนที่ถวนจื่อพูดว่าฉู่หลิวเยว่ต้องเข้าไปได้อย่างแน่นอน เขาไม่ได้คิดสนใจอันใดนัก
แต่ถ้าคำพูดนี้ออกมาจากปากของจิ้นอวิ๋นไหล่เอง ก็คงต้องเชื่ออยู่บ้างแล้ว
“หมายความว่า ครั้งนี้นางจะสามารถทำลายค่ายกลทุกอันได้สำเร็จจริงๆ อย่างนั้นหรือ”
จิ้นอวิ๋นไหล่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และค่อยๆ พยักหน้า
ตั้งแต่ฉู่หลิวเยว่เริ่มข้ามเส้นทางแห่งดวงดาว เขาก็เฝ้าแอบสังเกตการณ์มาโดยตลอด
อันที่จริงเขาก็พอคาดเดาเรื่องของวันนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้
“ดูท่าร้านเจินเป่าเก๋อคงช่วยนางได้มากจริงๆ…”
อวี้เชียนพึมพำเบาๆ
แต่…
ถึงแม้หลายคนจะได้ ‘ภาพทมิฬสิ้นอัคคี’ ไป แต่ถ้าไร้ความสามารถ ก็ไม่มีทางเข้าใจมันได้อยู่ดี
ที่ฉู่หลิวเยว่ทำได้สำเร็จ เป็นเพราะพรสวรรค์ของนางยอดเยี่ยมเป็นที่สุด
ถึงขั้นที่…แม้แต่เขาเองก็รู้สึกถึงพลังบีบคั้นบางอย่าง!
จิ้นอวิ๋นไหล่ขยับริมฝีปาก แต่กลับกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับไป
มาถึงขั้นนี้แล้ว พูดอันใดไปก็ไม่มีประโยชน์
“ทว่า ถึงแม้นางจะสามารถข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวได้สำเร็จ และทำลายค่ายกลได้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี”
อวี้เชียนพูดขณะยืนกอดอกด้วยท่าทีเรียบเฉย
ถวนจื่อเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาดุดัน
อวี้เชียนหัวเราะเบาๆ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ได้มีแววขบขันแม้แต่น้อย
“คนที่ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ท้ายที่สุดก็จะถูกขวางไว้ที่ด้านนอกอยู่ดี”
ไม่ต่างจากช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์
แม้ว่าช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกเขาสามารถหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็หมายความว่าพวกเขาได้แย่งชิงพลังปราณส่วนหนึ่งจากหยกเทพฮุ่นตุ้นมาได้
ด้วยอาศัยพลังปราณนั้น พวกเขาจึงสามารถเข้าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้
ซูหลีเองก็เช่นนั้น
แต่ฉู่หลิวเยว่จะเข้าไปในฐานะปรมาจารย์ค่ายกล…เป็นไปไม่ได้เลย!
…
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ฉู่หลิวเยว่ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว
แต่สำหรับฉู่หลิวเยว่แล้วนั้น มันก็แค่การใช้ค่ายกลที่จดจำอยู่ในสมองของนางออกมาตามลำดับเท่านั้น
พลังเทพของนางถูกกักเก็บไว้อย่างมาหาศาล โดยเฉพาะหลังจากที่พบเนื้อเพลงฉินส่วนที่สามก็ยิ่งมีพลังมากขึ้น
และที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากที่เริ่มใช้ค่ายกลอักษรสวรรค์ จิตวิญญาณและพลังของนาง ไม่เพียงแต่จะไม่ลดน้อยลงแล้ว กลับดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในตอนแรกนางยังไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่องนี้นัก แต่เมื่อนางใช้พลังค่ายกลมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้น
ผู้คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็ตกตะลึงจนพูดอันใดไม่ออก
หลายคนมองหน้ากันด้วยความขมขื่นในใจ เห็นเพียงความอ่อนแอและความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งในสายตาของอีกฝ่าย
เมื่อมีคนหนึ่งโดดเด่นกว่าเจ้าเล็กน้อย เจ้าก็อาจรู้สึกอิจฉาริษยา แต่เมื่อคนคนนั้นเก่งกว่าเจ้ามากเกินไป ก็จะทำให้เจ้าไม่แม้แต่จะคิดเปรียบเทียบกับตัวเองได้
บัดนี้พวกเขารู้สึกเช่นนี้ต่อฉู่หลิวเยว่
เมื่อนางสามารถข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวสำเร็จ แทบจะเป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้เลย!
…
แสงสว่างมากมายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและระเบิดออกกลางอากาศ
ฉู่หลิวเยว่เดินไปข้างหน้าทีละก้าว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดนางก็มาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางแห่งดวงดาว
นางหยุดฝีเท้าลง พลางมองไปข้างหน้า
ตรงหน้าของนางยังมีค่ายกลสุดท้ายอยู่
หากก้าวไปอีกก้าว ก็เป็นประตูตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
และในตอนนี้หร่วนเจี้ยนเฟิงก็กำลังยืนอยู่ตรงนั้นพอดี
เขาจ้องมองฉู่หลิวเยว่เขม็ง ดวงตาแหลมคมราวกับต้องการมองเห็นความคิดของนาง
น่าเสียดาย แม่นางที่อยู่ตรงหน้ารูปโฉมงดงาม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่ลึกสงบนิ่งดั่งท้องฟ้ายามค่ำคืน โดยไม่เผยอารมณ์ใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกล แต่ก็รู้ดีว่าการข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวจนสำเร็จนั้นยากเพียงใด
บัดนี้นางเพียงแค่ทำลายค่ายกลสุดท้ายที่เหลืออยู่ ก็จะถือว่าสำเร็จลุล่วงโดยสมบูรณ์!
ฉู่หลิวเยว่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณสำหรับคำชม ท่านเสินสื่อลำดับที่ห้า”
สายตาของหร่วนเจี้ยนเฟิงเหลือบมองไปที่ถวนซิ่นจื่อที่ผูกไว้ตรงเอวของนาง
“น่าเสียดาย ต่อให้เจ้าทำลายค่ายกลสุดท้ายนี้ได้ ก็ยังไม่อาจเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี”
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น
“รอให้ข้าถูกปฏิเสธนอกประตูเสียก่อน แล้วค่อยพูดคำนี้ก็ยังไม่สาย ท่านเสินสื่อลำดับที่ห้า”
หร่วนเจี้ยนเฟิงขยับไปด้านข้างหนึ่งก้าว
เขาอยากเห็นว่าความมั่นใจของฉู่หลิวเยว่ มาจากที่ใดกันแน่
ฉู่หลิวเยว่ยักไหล่เล็กน้อย พลางก้มลงเล่นถวนซิ่นจื่อที่ผูกอยู่
เพราะของสิ่งนี้ นางถูกเยาะเย้ยในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มาไม่น้อย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด
ตราบใดที่หมัดแข็งพอ ทุกคนก็จะเรียนรู้ที่จะหุบปาก
สายตาของนางมองไปยังค่ายกลสุดท้าย
ค่ายกลนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากค่ายกลอื่นๆ อีกทั้งลวดลายอักขระซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก
คนธรรมดาแค่จ้องมองค่ายกลนี้เป็นเวลานาน ก็มิอาจทนได้ นับประสาอันใดกับการทำลายมัน
ฉู่หลิวเยว่ยกชายเสื้อขึ้น พลางนั่งลงอย่างเรียบง่าย
เมื่อผู้คนเห็นเช่นนั้น ต่างหันหน้ามองกันด้วยความสงสัย
“นี่คือ…วางแผนไว้หมดแล้ว?”
มีใครบางคนเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ได้ยินว่าค่ายกลสุดท้ายนี้ ในตอนนั้นเสินสื่อลำดับที่เจ็ดยังใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะสำเร็จ ไม่รู้ว่าครั้งนี้…นางจะใช้เวลานานแค่ไหนกัน?”
“สิบปียังถือว่าน้อยไป เจ้าลืมหรือไม่ เซียวหรานติดอยู่กับค่ายกลนี้มามากว่าหมื่นปีเชียวนะ!”
“แต่ดูจากผลงานของซั่งกวนเยว่ นางก็ไม่ได้น้อยหน้าเสินสื่อลำดับที่เจ็ดเสียหน่อย ข้าเดาว่า…”
“ดูสิ! นางเริ่มแล้ว!”