ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2423 สิบสามเสินสื่อ
ตอนที่ 2423 สิบสามเสินสื่อ
………………..
จำนวนคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา พวกเขารวมตัวกันอยู่ด้านนอกประตูตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ไม่มีใครรู้เลยว่า เรือนที่เคยครึกครื้น ตอนนี้กลับสงบลงแล้ว
เงาร่างหลายร่าง จางหายไปอย่างเงียบเชียบ
…
หลังจากที่ฉู่หลิวเยว่เข้ามาแล้ว หลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้พบกับซูหลีและซั่งกวนจิ้งที่ออกมารอรับอยู่ด้านหน้า
“เสี่ยวเยว่เออร์ ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”
ซูหลีรีบสาวเท้าก้าวขึ้นมาหา
“ข้ายังเป็นห่วงอยู่เลย ที่เจ้ามาช้าเพราะยังเล่นหมากรุกกับโอรสสวรรค์อยู่สินะ”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มออกมาเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้น แล้วหันมองไปทางตำหนักใหญ่ของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์
บนบันไดเก้าขั้นมีเงาร่างที่คุ้นเคยกำลังยืนตระหง่านอยู่
ด้านข้างของเขามีระฆังทองแดงขนาดใหญ่แขวนเอาไว้อยู่
เห็นได้ชัดว่า เสียงระฆังเมื่อครู่นี้ก็ดังกังวานมาจากที่แห่งนี้
นางพูดขึ้นอย่างเชื่องช้าว่า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่งออกมาเคาะระฆังปิดประตูด้วยตัวเอง…การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ คนทั่วทั้งพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์คงจะทราบกันหมดแล้ว? แล้วเหตุใดเจ้าถึงล่าช้าล่ะ”
ซั่งกวนจิ้งมองหน้านางด้วยความสับสน เหมือนต้องการจะพูดอันใดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ
หลังจากที่เขาได้ยินเสียงระฆัง เขาถึงเห็นว่าคนที่ตีคือ เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง…
เดิมทีเขาก็ไม่กล้าเชื่อ แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉู่หลิวเยว่…ก็สามารถยืนยันได้เลยไม่ต้องสงสัย
เหมือนว่า…นางจะรู้อยู่แล้ว?
ซูหลีสังเกตเห็นว่าสีหน้าท่าทางของนางนั้นผิดปกติไป นางจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่รู้ว่านางตาฝาดไปหรือไม่ แต่สายตาที่นางมองทางเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเหมือน…กำลังมองคนคุ้นเคย
นางชะงักไปเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นอย่างลังเล
“…เจ้า…รู้จักเสินสื่อลำดับที่หนึ่งด้วยหรือ?”
ซูหลีไม่เคยเจอมู่ชิงเห่อ อีกทั้งยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์เทียนลิ่งที่นางเคยอยู่ ดังนั้นนางจึงไม่เข้าใจสถานการณ์นี้
ฉู่หลิวเยว่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดว่า
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างใด นั่นคือเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเชียวนะเจ้าคะ”
ซั่งกวนจิ้งถอนหายใจออกมาเบาๆ
ซูหลีมองทั้งสองคนไปมา และรู้สึกสับสนมึนงงเล็กน้อย
ในตอนนั้นเองเสียงหัวเราะหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“นังหนูเยว่เออร์ ในที่สุดแล้วก็ยอมมาที่นี่แล้วหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่หันกลับไปมอง รอยยิ้มบนมุมปากของนางก็ลึกยิ่งขึ้น
“ผู้อาวุโสเซียวหราน”
มือทั้งสองข้างของเซียวหรานยกจับที่หลังคอ ในปากคาบไม้จิ้มฟันเอาไว้ ทั่วทั้งร่างกายมีรัศมีเกียจคร้านแผ่กระจายออกมา
ดูไม่เหมือนคนที่มีอายุเป็นหมื่นปีเลย แต่ในทางตรงกันข้ามเขากลับดูหนุ่มมาก
เมื่อได้ยินฉู่หลิวเยว่ทักทาย เขาก็หัวเราะแล้วพูดหยอกล้อว่า
“คำว่าอาวุโสนี้ข้าไม่กล้ารับหรอก เจ้าควรเรียกข้าว่าอาจารย์สิถึงจะถูกต้อง!”
ถ้าเขาไม่ได้รับการชี้แนะจากฉู่หลิวเยว่ ตอนนี้เขาคงยังอยู่ด้านนอกนั่งมองพื้นทะเลกว้างใหญ่! ไม่มีทางเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้หรอก
ฉู่หลิวเยว่รู้ว่าเขาล้อเล่น ดังนั้นจึงหัวเราะออกมา
“ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว”
เซียวหรานกวาดสายตามองนางขึ้นลง
รอยยิ้มของฉู่หลิวเยว่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
“ประตูสวรรค์ปิดแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากต้องการขึ้นสวรรค์ทลายเทพ โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ดังนั้นข้าจึงต้องเตรียมตัวให้ดี”
เซียวหรานลูบปลายคางของตัวเอง
“เจ้าพูดได้ถูกต้อง!”
แม้จะมีการพูดตลอดว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เขากลับรู้สึกว่า ฉู่หลิวเยว่มีหวังว่าจะสามารถทำได้สำเร็จ
อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่ที่นางมาถึงพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ นางก็ทำเรื่องให้ผู้คนตกตะลึงนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อนึกถึงตอนแรก ทุกคนต่างคิดว่า นางอยู่ที่นี่ได้นานที่สุดก็แค่หนึ่งเดือน สุดท้ายก็ต้องถูกบีบให้ออกไป
แต่ผลเป็นอย่างใดเล่า?
นางไม่เพียงอยู่ได้ถึงตอนนี้ แต่ยังสามารถเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสง่าผ่าเผย
คนที่อยู่ด้านนอกล้วนเป็นคนที่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกเขาเป็นอย่างใดล่ะ?
เรื่องนี้ไม่สามารถดูคนจากภายนอกได้!
ดังนั้นตอนนี้เซียวหรานจึงรู้สึกสงสัยกับผลลัพธ์ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
เขารู้สึกว่าครั้งนี้ฉู่หลิวเยว่จะสามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้แน่นอน!
“เฮ้อ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินว่า พวกเจ้ากำลังพูดถึงเสินสื่อลำดับที่หนึ่งอยู่หรือ?”
เซียวหรานหันไปมองทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้วหัวเราะขึ้น
“ไม่รู้ว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมากี่ปีแล้ว มีแต่เรื่องใหญ่เช่นนี้ถึงจะสามารถเชิญเขาออกมาได้…”
ตอนนั้น เงาร่างหลายสายก็ค่อยๆ ปรากฏตัวบนบันไดทางเก้าขั้นของตำหนักใหญ่มายาศักดิ์สิทธิ์
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย
คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนคุ้นเคย
“เสินสื่อคนอื่นๆ ต่างออกมาที่นี่แล้ว” นางพูดขึ้นเสียงเบา
ด้านหลังยังมีมู่ตงโหย่วและซูจิ้ง
และมีอีกคนหนึ่งที่ฉู่หลิวเยว่ไม่รู้จัก
“คนนั้นคือใคร?” นางถาม
เซียวหรานจ้องมองไป
“เจ้าหมายถึงด้านข้างของเสินสื่อลำดับที่สองหรือ? เสินสื่อลำดับที่สาม…ฝานอวิ๋นเซียว!”
ฉู่หลิวเยว่พูด “ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อนเลย…”
“ปกติแล้วเสินสื่อลำดับที่สามจะที่อยู่แต่ภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ หน้าที่หลักของเขาดูแลน้ำและบัญชีเป็นต้น หากเจ้าจะไม่เคยพบเขาก็เป็นเรื่องปกติแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ที่แท้เสินสื่อลำดับที่สามก็ทำสิ่งเหล่านี้เอง…”
น่าสนใจจริงๆ
เซียวหรานมองนางด้วยความประหลาดใจ
“มีอันใดหรือ? มีอันใดหรือเปล่า?”
“ไม่มีอันใดหรอก แค่นึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้” ฉู่หลิวเยว่นึกถึงใบหน้าอวบอ้วนเจ้าเนื้อของใครบางคน “เจ้าสามของตระกูลเราก็ชอบอ่านบัญชีเช่นเดียวกัน”
และเหมือนว่าจะไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ซานซานที่อยู่ในที่อยู่ในท่าเรือดอกท้อจะเป็นอย่างใดบ้าง
เซียวหรานพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
“อย่างนี้นี่เอง! แต่มันก็ไม่มีน่าแปลกใจ เสินสื่อทั้งสิบสามของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีความสามารถแตกต่างกันออกไป เสินสื่อลำดับที่สาม…”
หัวใจของฉู่หลิวเยว่เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง!
ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมา
“อันใดนะ? พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์…ก็มีเสินสื่อสิบสามคนอย่างนั้นหรือ?”