ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2448 ท่านเทพใกล้มาถึงแล้ว ตอนที่ 2449 เสินจู่
ตอนที่ 2448 ท่านเทพใกล้มาถึงแล้ว ตอนที่ 2449 เสินจู่
………………..
ตอนที่ 2448 ท่านเทพใกล้มาถึงแล้ว
คำพูดประโยคนี้ทำเอาพวกอวี้เชียนมีสีหน้ามืดครื้มยิ่งกว่าเก่า
มองในบางมุม แท้จริงแล้วตัวเหยียนเก๋อรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าพวกเขาเสียอีก
นี่ทำให้พวกเขาที่มีฐานะเป็นเสินสื่อรู้สึกเสียหน้าด้วยอับอายอยู่ไม่น้อย
ฝานอวิ๋นเซียวแค่นหัวเราะเสียงเย็น
“ผู้ดูแลรองคุมอำนาจของเจินเป่าเก๋อไว้ในมือ ข่าวคราวรวดเร็วแม่นยำยิ่งกว่าอันใด ในมือใครมีไพ่ตายกี่ใบ ใครมีความก้าวหน้าอย่างใดบ้าง ล้วนแต่อยู่ในเงื้อมือของท่านทั้งนั้น พวกข้า… ย่อมไม่มีปัญญาเทียบเคียงท่านได้อยู่แล้ว”
เหยียนเก๋อส่งเสียง “เห” ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า
“ใช่ที่ไหนกัน! ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้นอย่างที่เสินสื่อลำดับที่สามพูดออกมาเสียหน่อย! อีกอย่าง ต้องมาตรวจสอบและจดบันทึกบัญชีทุกวันก็ยากมากแล้ว จะไปเทียบเคียงกับเสินสื่อลำดับสามได้อย่างใด? นอกจากปีที่เปิดประตูสวรรค์แล้ว ปกติท่านก็ว่างงานสบายๆ ตลอดเลยนี่นา!”
สีหน้าของฝานอวิ๋นเซียวเขียวคล้ำขึ้นมาจางๆ หน้าผากมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาทันควัน
เหยียนเก๋อผู้นี้… ช่างข่มเหงคนได้สุดจะทนโดยแท้!
เขาก็แค่ใช้ข้อได้เปรียบจาก…
“หากผู้ดูแลรองรู้สึกเหนื่อย ก็แบ่งงานมอบให้ผู้อื่นทำเสียซี” ฝานอวิ๋นเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับเพลิงโทสะในใจ “อย่างเช่นบัญชีเล่มนั้น…”
เหยียนเก๋อกะพริบตาปริบๆ
“อื๋อ? สมุดบัญชี? ท่านหมายถึงบัญชีที่เถ้าแก่ใหญ่ให้พวกข้าดูแลเล่มนั้นน่ะหรือ?”
ฝานอวิ๋นเซียวถึงกับสะอึก ท้ายที่สุดก็ยอมกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงคอไป
ถูกต้อง
เจินเป่าเก๋อคือของท่านผู้นั้น
ฝานอวิ๋นเซียวกำหมัดแน่น เบนสายตาออกไปทางอื่นแทน
ไม่เห็นอันใดเลยคงดีที่สุดแล้ว!
ในตอนนั้นเอง เสียงระฆังไพเราะเสนาหูจากที่ไกลๆ ก็แว่วดังมาจากด้านบน!
หง่าง…
เสียงระฆังเสียงนี้ห่อหุ้มแรงกดดันอันน่าสะพรึงเอาไว้ มันแผ่กระจายไปทั่วผืนฟ้าเหนือตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
จิตใจของทุกคนล้วนสั่นไหวระรัว ต่างพร้อมใจหันมองไปยังทิศทางของเสียงระฆังเป็นตาเดียว!
ผู้ที่ตีระฆังก็คือมู่ชิงเห่อนั่นเอง
สิ่งที่ตามเสียงระฆังมาก็คือน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาของเขา
“ผู้ที่ผ่านด่านเป็นตาย เข้าตำหนักได้!”
…
เข้าตำหนัก!
แน่นอนว่าต้องเป็น… ตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของฉู่หลิวเยว่ก็นิ่งทื่อไปเล็กน้อย
จากนั้น นางก็เห็นว่าประตูใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ด้านหลังของมู่ชิงเห่อนั้นแย้มเปิดออกในที่สุด!
ปึง!
ชั่วพริบตานั้นเอง แรงกดดันมหาศาลไร้รูปร่างก็พวยพุ่งออกมาจากภายในตำหนักหลักราวกับสายน้ำในลำธารอย่างรวดเร็ว!
จิตใจของฉู่หลิวเยว่ถึงกับเย็นยะเยือก!
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ไข่มุกธาราสามเม็ดในตำแหน่งตันเถียนที่เงียบสงบมานานแสนนานก็บังเกิดแรงกระเพื่อมอันรุนแรงขึ้นมา!
พลังในการอัญเชิญอันรุนแรงเสียจนบรรยายออกมาไม่ถูกแผ่กระจายออกมา ก่อนจะสะท้อนออกไปไกล!
หัวใจของนางเต้นระรัวเร็วรี่ กระทั่งเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายเองก็ราวกับเดือดพล่านตามกันไปก็มิปาน
ด้วยฐานะของเสินสื่อลำดับที่สอง อวี้เชียนจึงขึ้นนำหน้ารุดขึ้นสู่แท่น แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในตำหนักหลัก
ยามพวกเขาเข้าสู่ตำหนักเรียบร้อยหมดแล้ว ผู้ที่ตามหลังไปติดๆ ก็คือ… จวิ่นจิวชิงและหนานจิ่นซู!
ครั้นเห็นภาพฉากนี้ คนจำนวนมากต่างพากันตื่นตกใจ
ฉู่หลิวเยว่เองก็หรี่ตาน้อยๆ เช่นกัน
นางรู้แต่แรกแล้วว่าจวินจิ่วชิงกับหนานจิ่นซูนั้นมีตัวตนที่ไม่ธรรมดา ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกจัดอยู่ในแถวหน้าเช่นนี้ได้
ราวกับรับรู้ได้ถึงครรลองสายตาของนาง จวินจิ่วชิงที่เพิ่งก้าวเท้าขึ้นแท่นไปพลันหันศีรษะกลับมามองนางแวบหนึ่ง
สีหน้ายามมองมาเปี่ยมด้วยความลึกลับ ยากจะคาดเดาได้
ฉู่หลิวเยว่ยังไม่ทันจะได้แยกแยะชัดเจน จวินจิ่วชิงก็หมุนกายกลับไป ก่อนจะก้าวเข้าไปในตำหนักหลักเรียบร้อยแล้ว
ซูหลีกล่าวขึ้นว่า
“เสี่ยวเยว่เออร์ พวกเราเองก็ไปกันเถอะ”
ฉู่หลิวเยว่มิได้เคลื่อนไหวแต่อย่างใด กลับกันนางหันไปมองเยี่ยนชิงแทน
“ใต้เท้าจั่วเสินเจียง ท่านไม่ไปก่อนหรือ?”
ดวงหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเยี่ยนชิงไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา
“ท่านเทพใกล้มาถึงแล้ว พวกเราจะรอกันที่นี่”
ตอนที่ 2449 เสินจู่
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ มุมปากหยักยกเส้นโค้งเป็นรอยยิ้มเบาบาง
“ตกลง”
พูดจบ นางก็หมุนกายจากไปอย่างเปิดเผย มุ่งหน้าไปยังตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ลังเล
พวกซูหลีเองก็ทยอยเดินตามไปเช่นกัน
นัยน์ตางดงามของน้องแปดปรายมองหางตาน้อยๆ กวาดมองเยี่ยนชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายต่อหลายรอบ
“ดูท่าต่อไปนี้คงไม่ต้องเรียกว่า ท่านพี่เยี่ยนชิง แล้ว เดี๋ยวไปล่วงเกินใต้เท้าจั่วเสินเจียงเข้าจะทำอย่างใด”
เยี่ยนชิงรู้สึกอึดอัดในอกขึ้นมาทันใด
ทว่าไม่รอให้เขาได้พูดอันใด น้องแปดก็ก้าวขาเดินไปข้างหน้าก่อนแล้ว
“นายท่าน พี่เจ็ด! รอข้าด้วยซี!”
นางพูดพลางกุมเอวที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วเดินสับเท้าก้าวสั้นๆ ตามไป
ฝีเท้าของนางสับไวรีบเร่งอยู่บ้าง ชายกระโปรงพับจีบสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม เสียงลูกปัดหยกที่กระทบกันแว่วดังให้ได้ยินบ้างเป็นครั้งคราว
ชีหานชะลอฝีเท้า ผินศีรษะกลับมาพลางถามเสียงต่ำ “เจ็บหนักมากหรือ?”
“ก็ใช่น่ะซี!”
น้องแปดหยุดยืนอยู่ข้างเขา แล้วใช้มือขาวนุ่มรวบพวงลูกปัดหยกบริเวณเอวยกขึ้น
รอยฟกช้ำบนเอวคอดปรากฏให้เห็นอยู่ตรงมุมอย่างชัดเจน
แม้ทายาแล้ว ทว่ามันก็ยังดูน่าหวาดเสียวชวนสะพรึงอยู่ดี
ชีหานนิ่วหน้าน้อยๆ ดึงมือของนางออก แล้วปล่อยพวงลูกปัดหยกลงเช่นเดิมอย่างจนปัญญา
“อยู่ต่อหน้าธารกำนัล ทำอันใดแบบนี้ได้อย่างใด?”
น้องแปดแค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง
อุปนิสัยใจคอของนางนั้นรักอิสระเสรี ผ่อนคลายสบายๆ เป็นนิจ จึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้มากมายนัก
ในทางกลับกัน เป็นสิบสามผู้พิทักษ์เยว่คนอื่นต่างหากที่เจอหน้ากันทีไร ก็มักจะบอกให้นางทำตัวสำรวมอยู่เรื่อย
น้องแปดฉวยโอกาสนี้เข้าไปกอดแขนชีหาน
“พี่เจ็ด ขอข้าพิงหน่อย”
ทุกฝีก้าวของนางนั้นล้วนเจ็บปวดอย่างยิ่งยวด
ในตอนที่ชีหานกำลังจะถามว่าเหตุใดไม่ให้มู่หงอวี่มาช่วยพยุงต่อ พอปรายตามองไป ก็พบว่าเจี่ยนเฟิงฉือกำลังเคลื่อนกายเข้าไปใกล้มู่หงอวี่พอดิบพอดี
ชีหาน “…”
เขายืดแขนออกไปช่วยพยุงน้องแปดไว้ ก่อนจะพากันเคลื่อนกายไปข้างหน้าทั้งแบบนี้
ทันใดนั้น เขาพลันรู้สึกว่าเบื้องหลังเหมือนจะมีสายตาเย็นเยียบคอยจับจ้องอยู่
เขาหันศีรษะกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว พอมองไป ก็สบเข้ากับสายตาของเยี่ยนชิงพอดี
คนทั้งสองสบตากันอยู่พักหนึ่ง
เป็นเยี่ยนชิงที่เบนสายตากลับไปก่อน
ชีหานแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น เขาหรี่ตาลงน้อยๆ ก่อนจะพาน้องแปดเดินไปข้างหน้า
ทันใดนั้น สุ้มเสียงของคนทั้งสองก็ค่อยๆ แว่วดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“… ต่อไปก็อย่าไปเข้าใกล้คนอื่นแบบนี้ตามใจชอบอีก ระวังจะถูกคนหลอกจนหัวปั่นแบบไม่รู้ตัว”
น้องแปดบุ้ยปาก
“รู้แล้วน่า”
“เจ้ากับจั่วเสินเจียง…”
“ไอหยา ไม่จริงสักนิด! พวกพี่ห้าเข้าใจผิดกันไปเองทั้งนั้น!” น้องแปดกระทืบเท้า “ว่าจะบอกพวกท่านตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสักที ตอนนี้คงจะเข้าใจกันแล้วกระมัง?”
เพียงแต่ไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่นิดเดียวว่าจะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้…
เยี่ยนชิงหลุบตาลงน้อยๆ กรามขบเข้าหากันแน่นอยู่หลายส่วน
…
ฉู่หลิวเยว่ก้าวเหยียบขึ้นไปบนแท่น
ทุกฝีเท้าของนางก้าวด้วยความมั่นคงยิ่ง
แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะเคยเห็นภาพมายาในทะเลทรายจันทราสีชาด ทั้งยังเคยก้าวเข้าไปในภาพมายานั้นแล้วครั้งหนึ่ง
แต่สุดท้ายแล้ว ของปลอมก็ยังเป็นของปลอม
นางก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงขั้นสุดท้าย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเหลือบสายตามองไปยังเบื้องหน้า
ประตูของตำหนักหลักเปิดออกกว้าง ใหญ่โตกว้างขวางและสูงส่งจนน่าเกรงขาม
ในจังหวะนั้นเอง ไข่มุกธาราสามเม็ดในตำแหน่งตันเถียนก็กระเพื่อมไหวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
นางฝืนยับยั้งการเคลื่อนไหวที่ว่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
จากนั้น นางก็เบนสายตาออกน้อยๆ หันไปมองมู่ชิงเห่อที่ยืนอยู่ด้านข้าง
แท้จริงแล้ว นี่นับเป็นครั้งแรกในตลอดเวลาที่ผ่านมาที่นางตั้งใจมองดูเขาอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ น้ำทะเลถาโถมซัด แสงอาทิตย์พร่ามัว มองดูได้ไม่ถนัดถนี่
อีกทั้งครานั้นนางกำลังอยู่ในสภาวะตื่นตกใจสุดขีด จึงไม่ทันได้มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น
บัดนี้พอมาพบกันอีกครั้ง อารมณ์ของนางก็สงบราบเรียบแล้ว
ในตอนนี้แสงอาทิตย์นั้นสาดส่องพอเหมาะ รูปลักษณ์ของเขาเองก็สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของนางอย่างชัดเจน
องค์ประกอบบนใบหน้าทุกส่วนนั้นเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิดเพี้ยนโดยแท้ เพียงแต่กลิ่นอายเปลี่ยนไปอักโข ถึงกระทั่งว่าพอลองพินิจดู ก็ชวนให้รู้สึกว่าแตกต่างจากเมื่อก่อนอยู่มาก
ถึงขั้นที่เหมือนกับเป็นคนสองคนก็มิปาน
แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง…
ฉู่หลิวเยว่ลอบคิดอยู่ในใจ
สีหน้าของมู่ชิงเห่อราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยอารมณ์กระเพื่อมไหว
สายตาของคนทั้งสองสบเข้าหากันอยู่พักหนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่คลี่ยิ้ม ก่อนจะหมุนกายก้าวเข้าสู่ตำหนัก
…
ตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กับภาพตำหนักที่เห็นในทะเลทรายจันทราสีชาดเมื่อคราวก่อนเหมือนกันราวกับแกะโดยแท้
ตำหนักมีลักษณะเป็นทรงกระบอกรูปวงแหวนที่ตั้งตระหง่านใหญ่โตโอ่อ่า
พวกอวี้เชียนที่ล่วงหน้าเข้ามาก่อนบัดนี้กำลังยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านในสุดของตำหนักหลัก
ฉู่หลิวเยว่จัดการเลือกตำแหน่งยืนตามใจชอบ
เมื่อเทียบกับบรรดาผู้ฝึกตนโดยรอบที่เข้ามาที่นี่ได้อย่างยากเย็นแล้ว ท่าทีเช่นนี้ของนางนับว่าสงบนิ่งเกินไปโดยแท้
ซูหลีที่กวาดตามองไปรอบๆ กลับนิ่วหน้า
นี่เหมือนกับภาพที่เห็นในทะเลทรายจันทราสีชาดไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงด้วย…
แท้จริงแล้ว พอคนที่เคยไปทะเลทรายจันทราสีชาด ทั้งยังได้เข้าไปในภาพมายาในตอนนั้นมาถึงที่นี่ ต่างก็ลอบตื่นตกใจเหมือนกับซูหลีทั้งนั้น
เพียงแต่นอกจากพวกเขาแล้วก็ไม่มีใครเข้ามาถึงที่นี่ได้สำเร็จอีก ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนองใหญ่โตอันใดมากมายนัก
ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างพากันถอนใจด้วยความชื่นชมแลตื่นตะลึง หลักๆ ก็เป็นเพราะที่นี่คือตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเฝ้ารอมาเนิ่นนานและได้มาเยือนในท้ายที่สุด
หลังจากทุกคนเข้ามากันจนหมดแล้ว ในที่สุดมู่ชิงเห่อก็เดินเข้ามา
บรรดาเสินสื่อทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างก็ก้มหน้าคำนับด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งยวด
ฉู่หลิวเยว่เองก็ยืนมองดูอยู่เช่นกัน
ในตอนนั้นเอง มู่ชิงเห่อก็มาหยุดอยู่ที่บริเวณใจกลางของตำหนักหลัก
สองมือของเขากุมเข้าหากันเป็นกำปั้น
“เสินสื่อลำดับหนึ่ง มู่ชิงเห่อ ขออัญเชิญองค์เสินจู่ปรากฏกาย!”
บรรดาฝูงชนต่างทยอยเงียบเสียงลงทันใด ก่อนจะหันไปมองทางเขาด้วยความตื่นเต้นกอปรติดจะประหม่า
เสินจู่จะปรากฏตัวแล้วหรือ?
ต้องเข้าใจก่อนว่าปกติแล้วเสินจู่ไม่ค่อยปรากฏกายให้เห็นเท่าไรนัก กระทั่งว่าขนาดบรรดาเสินสื่อทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อยากจะขอเข้าพบยังทำได้ยากนัก!
บัดนี้เมื่อถึงหนึ่งวันก่อนบรรดาผู้ฝึกตนทั้งหลายจะได้ขึ้นสวรรค์ทลายเทพ ในที่สุดท่านผู้นี้ก็กำลังจะปรากฏตัวแล้ว!
ผู้คนทั้งหลายจะไม่สงสัยแลตื่นเต้นได้อย่างใด
สายตาของคนทุกผู้ล้วนจับจ้องไปยังตำแหน่งเบื้องหน้าของมู่ชิงเห่อ
ทันใดนั้น ประกายแสงสีแดงและสีเงินที่เกี่ยวกระหวัดกันสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าบรรดาฝูงชนอย่างเชื่องช้า!
แต้มดวงดาราท่ามกลางประกายแสงนั้นส่องสว่างเจิดจ้าจนมองดูตรงๆ แทบไม่ไหว
ครั้นเห็นภาพฉากนี้ ฉู่หลิวเยว่ก็หรี่ตาลงน้อยๆ
ซั่งกวนจิ้งกลั้นหายใจจดจ่อสมาธินิ่ง ก่อนจะหันศีรษะไปมองฉู่หลิวเยว่
อาณาเขตเซียนเทพของนางเองก็เป็นสีเงินผสานแดงเช่นกัน!
จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ… ก็ออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
ทว่าบนดวงหน้าของฉู่หลิวเยว่กลับยังคงเรียบนิ่งเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับว่า… คาดการณ์ไว้แล้วอย่างใดอย่างนั้น
ซั่งกวนจิ้งเบนสายตากลับมา แล้วหันมองดูอาณาเขตเซียนเทพอีกครา
ในตอนนั้นเอง ภายในกลุ่มแสงเรืองรองนั้น ร่างเงาสีดำร่างหนึ่งปรากฏขึ้นคล้ายมีคล้ายไม่มี
พริบตาที่ร่างเงาร่างนั้นปรากฏขึ้น แรงกดดันอันรุนแรงแข็งกร้าวไร้สิ่งใดเทียมพลันโถมเข้ามาเยือน!
นอกจากบรรดาเสินสื่อทั้งหลายแล้ว ผู้ฝึกตนที่เหลือส่วนมากล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน
แรงกดดันของเสินจู่นับว่าไม่ธรรมดาเลยโดยแท้!
ลำพังแค่ข้อนี้ข้อเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในที่นี้ต้องเงยหน้ามองด้วยความเคารพ!