ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 47 ข้าคิดถึงเจ้ามาก
ตอนพิเศษ ตอนที่ 47 ข้าคิดถึงเจ้ามาก
……………
บนท้องฟ้ามีสัญลักษณ์สีทองคำชาดเปล่งประกาย
ลำแสงประกายแวววาว แต่ก็ไม่สะดุดตาเท่ากับเงาร่างเพรียวระหงที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง
คนผู้นั้นคือเด็กสาวอายุวัยสิบห้าสิบหก เพราะระยะห่างที่ค่อนข้างไกลจึงทำให้มองเห็นองคาพยพทั้งห้าของใบหน้าไม่ชัดเจน แต่สามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งจากร่างกายของนางได้อย่างชัดเจน
นางสวมกระโปรงสีทองคำชาด เอวคอดขายาว รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
บนกระโปรงของนางมีแสงสะท้อนขึ้นท่ามกลางแสงแดด
ชายกระโปรงยาวไม่สม่ำเสมอ กระโปรงของนางยาวจนมาถึงน่อง ซึ่งเผยให้เห็นข้อเท้าเรียวทั้งสองข้าง
ลมพัดพริ้วไหว ชายกระโปรงลอยตามลม เหมือนเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน
จื่อเฉินจดจ้องไปที่เงาร่างนั้น ภายในสมองขาวโพลน
เห็นได้ชัดว่านี่คือคนแปลกหน้า แต่…มีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่สามารถละเลยได้
อี้ฟู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาเห็นภาพเหตุการณ์ดังนั้น นางทั้งตกใจและยินดี
“นั่นมัน…ถวนจื่อ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น จื่อเฉินจึงสามารถดึงสติกลับมาได้
เขามองไปทางเด็กสาวที่เดินออกมาจากบานประตู ฝีเท้าแผ่วเบา ร่าเริงมีชีวิตชีวา งดงาม
ในขณะนั้นยังสามารถได้ยินเสียงระฆังทองดังกังวานอย่างชัดเจน
เมื่อมันกระทบโสตประสาทก็ยังสะท้อนเข้าภายในหัวใจของเขา
ดวงตาของเขาดำมืดเล็กน้อย หลังจากผ่านไปไม่นาน เขาก็ยิ้มออกมา
…
อี้เจาและคนอื่นๆ ที่เฝ้าอยู่ภายนอกตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง ต่างรู้สึกตกใจกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า หลังจากผ่านไปสักพักพวกเขาก็ยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้
ในตอนนั้นนางก็หัวเราะออกมา ลักยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ข้างแก้ม จากนั้นนางก็พูดขึ้นอย่างชัดเจนว่า
“ท่านปู่ประมุข!”
พวกเขาทั้งหลายตกตะลึงไปในทันที
น้ำเสียงกระจ่างใสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเด็กสาว ทว่าน้ำเสียงที่สดใสนั้นคุ้นหูพวกเขามาก
ใบหน้าอี้เจาที่เต็มไปด้วยความเย็นชามาโดยตลอด ตอนนี้เผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ในตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมาก
“…ถวนจื่อ?”
ถวนจื่อเดินเข้ามาหา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างขึ้น
นางไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง พร้อมเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนขยิบตาให้อย่างซุกซน
“ท่านปู่ประมุข นี่เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่ท่านกลับไม่รู้จักข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”
นี่จะต้องเป็นถวนจื่ออย่างไม่ต้องสงสัย!
อี้เจาและคนอื่นๆ ดึงสติกลับมาได้ จากนั้นก็รีบเข้าไปรุมล้อมถวนจื่อทันที พวกเขามองนางด้วยสายตาสงสัยเช่นเคย
“ถวนจื่อ เป็นเจ้าจริงๆ หรือนี่? เหตุใดเจ้าถึง…โตขึ้นแล้วล่ะ?”
นี่มันเพิ่งหนึ่งเดือนเอง
เมื่อได้ยินดังนั้นถวนจื่อก็ย่นจมูก
“ท่านปู่ประมุขหลอกข้า! ก่อนหน้านี้บอกแค่ว่าให้ข้าเข้าไปด้านในสักพัก แต่กลับไม่ได้บอกว่าเวลาด้านในจะต่างจากด้านนอกขนาดนี้!”
เพื่อซ่อมแซมตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง มีเพียงหงส์ทองคำที่เปิดเส้นชีพจรที่เก้าแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถทำได้
หลังจากนางเข้าไป นางก็ศึกษาอยู่สักพัก การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ยาก เพียงแต่ต้องเข้าไปในมิติพิเศษเท่านั้น
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษเผ่าหงส์ทองคำทิ้งเอาไว้ให้
ถวนจื่อเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่ได้ลังเล จากนั้นก็ตั้งใจซ่อมตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงอย่างดีที่สุด
แต่ผลสรุปว่า นางพบว่านางใช้เวลาอยู่ภายในตำหนักนั้นหลายร้อยปีแล้ว
ดังนั้นนางจึงเติบโตขึ้นมาเช่นนี้
เพียงแต่ตอนนี้ เมื่อนางผลักประตูออกมาแล้วยืนอยู่ตรงหน้าทุกคน และเมื่อเห็นสายตาจากทุกผู้คน นางถึงตระหนักได้ว่า ที่แท้เวลาก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว
อี้เจาและคนอื่นๆ รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก แต่ภายในใจก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเช่นเดียวกัน
ถวนจื่อโตแล้ว หลังจากนี้คงไม่ได้เห็นเจ้าก้อนนุ่มนิ่มมาออดอ้อนอีกต่อไปแล้ว
แต่ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อเขาทั้งหลายเห็นถวนจื่อกลายเป็นสาวสวยแบบนี้แล้ว พวกเขาก็รู้สึกทอดถอนหายใจอยู่เล็กน้อย
คนอื่นๆ ที่เห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาหา
การเคลื่อนไหวของถวนจื่อรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่ตอนที่นางออกมาก็เป็นการดึงดูดความสนใจจากคนทั้งเผ่าแล้ว
เดิมทีนางก็เป็นคนที่ทั้งเผ่าหงส์ทองคำให้ความสนใจมากอยู่แล้ว ในที่สุดตอนนี้เมื่อนางโตขึ้น กลายเป็นแม่นางน้อยคนหนึ่ง ตอนนั้นพวกเขาทุกคนจึงรู้สึกสงสัย แล้วรีบวิ่งเข้าไปหาทันที
หลังจากนั้นไม่นานบริเวณด้านหน้าของตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงก็มีคนจำนวนมากมารวมตัวกัน
ทุกคนยืนห้อมล้อมถวนจื่อ ทั้งชวนนางคุย ทั้งใช้สายตาสำรวจร่างกายของนาง
แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มากเกินไป
ด้านหนึ่งเพราะอี้เจาและคนอื่นๆ ยังอยู่ที่นี่ แม้พวกเขาจะไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่ทุกคนก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสาน ส่วนอีกด้านหนึ่ง…
ตอนนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยน่ารักที่ใครๆ ก็อยากกอดอีกต่อไป แต่นั่นคือแม่นางน้อยที่งดงามมาก
อี้หมิงและคนอื่นๆ รีบเดินเข้ามาหา แต่เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันแบบนี้ จากเด็กน้อยกลายเป็นสาวสวยที่มีใบหน้าดึงดูดใจคน ในตอนนั้นพวกเขาก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที
คนกลุ่มหนึ่งเสียงดังขึ้น
“ถวนจื่อ เจ้าคือถวนจื่อจริงๆ หรือ?”
“ว้าว เพียงแค่หนึ่งเดือน แต่เจ้ากลับโตขนาดนี้เชียวหรือ?”
“หลังจากนี้พวกเราคงอยากจะซ่อนเจ้าเอาไว้ ไม่ให้ใครหาได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฮ่าๆ”
ถวนจื่อกับเด็กรุ่นใหม่มีความสนิทสนมกันไม่เลว ถวนจื่อเคยวิ่งตามพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงใกล้ชิดกับนางมากที่สุด
นางเอียงศีรษะแล้วยิ้มออกมา
นางช่าง…งดงามเกินไป สะกดตาเกินไป
เหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆ ทั้งอบอุ่นและบริสุทธิ์ ทำให้ผู้คนที่มองเห็นยากจะลืมเลือน
อี้หมิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ห่างจากถวนจื่อเพียงแค่หนึ่งก้าว เมื่อเห็นนางยิ้ม หัวใจของเขาก็เต้นไม่เป็นระส่ำ
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พูดขึ้นว่า
“ถวนจื่อ เจ้า…เจ้างดงามมาก”
แต่ทันทีที่เด็กหนุ่มพูดคำพูดเรียบง่ายเหล่านี้ ใบหูของเขาก็กลายเป็นสีแดง
ถวนจื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เปล่งประกาย
“จริงหรือ?”
ใบหูของอี้หมิงแดงยิ่งกว่าเดิม แม้กระทั่งใบหน้าที่หล่อเหลาก็ยังแดงก่ำขึ้นมาด้วย
แต่เขาก็ยังพยักหน้าอย่างมั่นคง
“ใช่แล้ว”
เด็กสาวที่อยู่โดยรอบเห็นบรรยากาศดังนั้น พวกเธอก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที
“แม่นางจำนวนไม่น้อยมักจะชอบอี้หมิง แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเขาชมใครแบบนี้เลย”
“นั่นสิๆ ก่อนหน้านี้พวกเราคิดว่าเจ้าตาบอด แต่เหตุใดตอนที่ถวนจื่อเพิ่งมาถึง เจ้ากลับเห็นความงามของนางแล้วหรือ?”
“ก็ถวนจื่องามจริงๆ นี่นา!”
“พวกเจ้าจะไปเข้าใจอันใด? เท่านี้นี่มันก็ชัดเจนแล้ว อี้หมิงคิดว่าถวนจื่อเป็นคนเดียวที่งดงาม!”
ตอนที่พวกเขายังเด็ก เสียงหัวใจเต้นแรงแล้วความชอบถูกเติมเต็มในหัวใจได้อย่างง่ายดาย
อี้หมิงรวบรวมความกล้า
“ถวนจื่อ…”
ถวนจื่อยังไม่ทันได้ยินเสียงเขา แต่สายตาก็มองผ่านไปทางด้านหลัง
ไม่รู้ว่านางกำลังมองอันใดอยู่ แต่ในตอนนั้นใบหน้าของนางเผยรอยยิ้มสดใสขึ้นมา
“พวกเจ้ารอก่อนนะ เดี๋ยวข้ามา!”
อีกฝ่ายพูดไม่ทันจบ แต่นางวิ่งออกไปแล้ว
อี้หมิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองตามแผ่นหลังของนางไป
เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏเคลื่อนที่ด้านหลังของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ
ใบหน้าเย็นชาเหินห่าง
ขณะที่เขายืนบริเวณนั้น ทั่วทั้งร่างกายก็มีลมปราณและแรงกดดันที่ไม่อาจเพิกเฉยแผ่กระจายออกมา
ถวนจื่อวิ่งไปหาคนผู้นั้น
ขณะที่เห็นว่าสาวน้อยกำลังวิ่งเข้าไปหาตนเอง มุมปากของจื่อเฉินก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างหาได้ยาก
เขายกมือขึ้นหมายจะลูบศีรษะของเด็กสาวคนนั้น
ครู่ต่อมา แม่นางคนนั้นก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขา
ร่างกายของเขาแข็งทื่อ จากนั้นก็ยกมือขึ้นแต่ไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ใดดี
ถวนจื่อกอดลำคอของเขาด้วยท่าทางน่ารักและออดอ้อนเช่นเดิม
“จื่อเฉิน! ข้าคิดถึงเจ้ามาก!”