ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 52 สองมาตรฐาน
ตอนพิเศษ ตอนที่ 52 สองมาตรฐาน
……………
ก่อนหน้านี้ถวนจื่อยังเด็กมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนฉู่หลิวเยว่หรือจื่อเฉินก็ไม่เคยหลีกเลี่ยงนางเลย
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนั้นนางก็ยังเด็กไม่ได้คิดอันใดมากนัก
ที่นางพูด…นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
จื่อเฉินเหลือบสายตามองนาง
“เรื่องแบบนี้ อย่าพูดซี้ซั้ว”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวเสริมว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าคนนอก”
ถ้าหากเป็นคนที่รู้จักกันก็ช่างเถอะ แต่หากแพร่กระจายออกไปมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
เดิมทีถวนจื่ออยากจะโต้เถียง แต่เมื่อนางสบสายตาที่เมินเฉยของจื่อเฉิน นางก็รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“อื้อ”
จื่อเฉินต้องการจะใช้โอกาสอธิบายอีกสักคำสองคำ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่าง ดังนั้นจึงหันมองไปด้านหน้า
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเงาร่างปรากฏอยู่ที่หน้าประตู
“ถวนจื่อ เจ้าตื่นหรือยัง?”
เสียงนั้นเป็นเสียงที่คุ้นเคยมาก…อี้หมิง
ในตอนแรกถวนจื่อก็รู้สึกยินดี นางตอบรับในทันทีว่า “ตื่นแล้ว!”
นางพูดไปด้วย แล้วเดินไปที่หน้าประตู
ขาข้างหนึ่งของนางกำลังก้าวข้ามธรณีประตู ทันใดนั้นนางก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ คิ้วนางขมวดขึ้น
อ่า จริงด้วย วันนี้อี้หมิงชวนนางไปที่หุบเขาเฟิงโย่ว แต่เมื่อวานนางได้นัดกับจื่อเฉินแล้วว่าจะประลองกัน…
แม้จะพูดว่าเรื่องนี้อี้หมิงชวนก่อน แต่กว่าจะนัดหมายจื่อเฉินได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย…
เขากวาดสายตาสำรวจอี้หมิง จากนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
“เกือบลืมไปเลย วันนี้พวกเจ้ามีนัดกันนี่นา ถ้าอย่างนั้นวันหลังก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับ
คาดไม่ถึงว่าเขาจะตัดสินใจให้กับถวนจื่ออย่างไม่ลังเล
อี้หมิงมีใบหน้ามึนงงเล็กน้อย
แต่เขาก็ฉลาดมาก เมื่อเห็นใบหน้าของถวนจื่อ เขาก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“…ถวนจื่อ วันนี้เจ้ายังมีธุระอื่นอีกหรือ?”
เดิมทีถวนจื่อไม่อยากผิดนัด แต่ใครจะรู้เล่าว่า…วันอื่นที่จื่อเฉินพูดถึงนั้น มันคือวันไหน?
เมื่อเทียบกับการไปหุบเขาเฟิงโย่วแล้ว การที่ได้ประมือกับจื่อเฉินมันสนุกกว่ากันตั้งเยอะ!
ดังนั้นนางจึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
“ใช่ วันนี้ข้ามีธุระอื่นที่ต้องทำ เกรงว่าจะไม่สามารถไปกับเจ้าได้แล้ว”
ถวนจื่อประสานนิ้วทั้งสิบ นางกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิดมาก
“ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ ”
ความจริงแล้วอี้หมิงก็คาดเดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น ในใจของเขาจึงอดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้
แต่เมื่อเห็นว่าถวนจื่อมีธุระเรื่องอื่นต้องทำจริงๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอันใดมาก และเกรงว่าจะทำให้นางล่าช้า ดังนั้นจึงรีบส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่?”
ถวนจื่อรีบพยักหน้า
“ได้!”
อี้หมิงมองหน้านาง การมาที่นี่ในครั้งนี้ ยังไม่สามารถเข้าใกล้แล้วพูดอันใดกับนางได้เลย
แต่ดูจากท่าทางของนางแล้ว เหมือนกับว่า…นางมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องไปทำจริงๆ
“จื่อเฉิน? มาเริ่มกันเลยเถอะ!”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นยินดีของนาง จื่อเฉินก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
“ได้”
…
พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์
เหลืออีกไม่กี่วันจะเป็นวันแต่งงานของแม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้ายกับเสินสื่อลำดับที่แปด
ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็มีฐานะไม่ธรรมดา ดังนั้นงานแต่งงานของพวกเขาต้องยิ่งใหญ่อลังการสมฐานะ
ทุกพื้นที่ประดับประดาด้วยแสงไฟ คึกคักมาก
ยังไม่ถึงวันแต่งงาน แต่บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความครึกครื้นแล้ว
จะว่าไปแล้ว นี่คืองานมงคลแรกหลังจากเรื่องราวครั้งใหญ่ผ่านพ้นไป ดังนั้นทุกคนจึงครึกครื้นและมีชีวิตชีวามาก
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ฉู่หลิวเยว่เดินทางมาถึงห้องหนังสือ ในตอนนั้นนางได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านใน
“อนุญาต”
เสียงไพเราะทุ้มต่ำ ซึ่งนั่นเป็นเสียงของหรงซิว
เหมือนว่าเขากำลังพูดกับใครบางคนอยู่
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ตอนที่นางกำลังคิดว่าควรจะรอสักครู่ดีหรือไม่ นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินออกมา
หรงซิวเดินออกจากภายในห้อง
เมื่อเห็นนาง แววตาของเขาก็ปรากฏความอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น
“เยว่เออร์ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างใด?”
ตามหลักการแล้ว นางควรจะไปพักผ่อนสิถึงจะถูกต้อง
คิดไม่ถึงเลยว่านางจะมาหาเขาที่นี่ด้วยตัวเอง
“ข้าอยากเอาของมาให้เจ้าพอดี”
หรงซิวเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นเล็กน้อย
ทางด้านเขาไม่ได้ขาดเหลืออันใด นางจะเอาของอันใดมาให้อย่างนั้นหรือ?
เขาไม่ทันได้ถามอย่างละเอียด แต่ฉู่หลิวเยว่ก็กวาดสายตาหันไปมองในห้องหนังสือ
“เยี่ยนชิง?”
นางรู้สึกตกใจเล็กน้อย
ช่วงนี้เยี่ยนชิงยุ่งอยู่กับการเตรียมงานสมรส เขามักจะทำเรื่องมากมายด้วยตัวเอง
เขาเตรียมการด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างเทียนมังกรเฟิ่งที่อยู่ในเรือนหอก็อยู่ในความดูแลของเยี่ยนชิงด้วย
ส่วนน้องแปดยังคงพักผ่อนอย่างสบายใจทั้งวี่ทั้งวัน
สิ่งที่นางขยันมากที่สุดคือการดูแลตัวเองครบทุกด้าน
นางทำให้ตัวเองสวยขึ้นตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า
เดิมทีฉู่หลิวเยว่กังวลว่าน้องแปดจะไม่ชอบสิ่งที่เยี่ยนชิงเลือก แต่ต่อมานางก็ได้รู้ว่า ทุกครั้งที่เขาจัดเตรียมเขาจะจัดเตรียมเอาไว้หลายชุด หลังจากจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งไปให้น้องแปดดู แล้วให้นางเป็นคนเลือกเอง
นอกจากนี้อาจจะเป็นเพราะพวกเขาอยู่ด้วยกันมานาน เยี่ยนชิงจึงรู้ว่าน้องแปดจะชอบแบบไหน
จนถึงตอนนี้ เขาสามารถเลือกสิ่งที่น้องแปดชอบได้อย่างแม่นยำ
ดังนั้นชีวิตในแต่ละวันของน้องแปดก็สบายขึ้นมาก
เยี่ยนชิงเดินเข้ามาคารวะนาง
ฉู่หลิวเยว่กวาดสายตามองเขาขึ้นลง จากนั้นก็ถามพร้อมรอยยิ้มว่า
“จริงสิ แผลบนตัวเจ้าหายดีแล้วหรือ?”
เยี่ยนชิงพยักหน้าด้วยความเคารพ
นางยังไม่ทันได้พูดอันใด
หลายปีที่ผ่านมานี้ นางไม่เคยเห็นน้องแปดอดทนกับใครขนาดนี้มาก่อนเลย
เยี่ยนชิงคิดไม่ถึงว่านางจะพูดเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงชะงักไปเล็กน้อย แววตาวูบไหว
“…ขอรับ”
ไม่รู้ว่าเขาคิดอันใดอยู่ ใบหูของเขาจึงกลายเป็นสีแดงก่ำ
แต่ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้สังเกตเห็นเลย นางรู้ว่าช่วงนี้เยี่ยนชิงกำลังยุ่ง นางจึงโบกมือ แต่ไม่ลืมหยอกล้อ
“เจ้าไปทำงานเถอะ แต่อย่าลืมพักผ่อนด้วยล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าเหนื่อยมากเข้า น้องแปดของบ้านข้าอาจจะปวดใจได้”
หรงซิวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย
“เรื่องหลังจากนี้ เจ้าตัดสินใจเองได้เลยไม่ต้องมาถามความเห็นจากข้าแล้ว”
หรงซิวถอนหายใจออกมา หลังจากกล่าวคำขอบคุณ เขาก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
หรงซิวกุมมือของฉู่หลิวเยว่แล้วเดินเข้าไปในห้อง
ฉู่หลิวเยว่ถามขึ้นอย่างสงสัยว่า
“เยี่ยนชิงมาหาเจ้ามีเรื่องอันใดหรือ?”
ริมฝีปากของหรงซิวกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เขาเพียงแค่มาขออันใดบางอย่างเท่านั้น”
เมื่อเห็นฉู่หลิวเยว่ชะงักไป เขาจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า
“ของที่ต้องใช้ในงานแต่งงาน ไม่นับว่าเป็นของสำคัญมาก แต่ว่า น่าจะ…เป็นสิ่งของที่เสินสื่อลำดับที่แปดจะต้องชอบแน่นอน ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่โดยเฉพาะ”
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจได้ในทันที
“นี่คงจะเป็น…สิ่งแรกที่เขาเอ่ยปากขอเจ้าสินะ?”
หรงซิวยกคางขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเกียจคร้าน
“ก่อนหน้านี้เขาผ่านประสบการณ์เป็นตายตั้งหลายรอบ แต่เขาไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ เพียงเพื่อสิ่งของเล็กๆ แค่นี้ เขากลับเอ่ยปากพูดมัน”
แต่เขามีนิสัยเย็นชาและเฉยเมย ดังนั้นจึงไม่เคยร้องขอแบบนี้มาก่อน
แต่นี่เป็นครั้งแรก และครั้งนี้ก็เพื่อแม่นางคนหนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าน้องแปดกำลังเอาเปรียบเขาอยู่
อื้อ เหมือนว่านางจะสามารถทำเงินได้อีกแล้ว…
หรงซิวบีบแก้มของนาง
“แล้ววันนี้เจ้าจะนำอันใดมาให้ข้าหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉู่หลิวเยว่ก็สามารถดึงสติกลับมาได้
นางยิ้มออกมา ดวงตาเปล่งประกาย
จากนั้นนางก็จับมือของเขาวางลงบนหน้าท้อง
“เด็กน้อย ออกมาทักทายพ่อของพวกเจ้าหน่อย”
สีหน้าของหรงซิวเปลี่ยนไป กลางฝ่ามือของเขาอุ่นร้อนขึ้น
นี่มัน…
ขยับแล้ว?
เขาขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย ท่าทางระมัดระวัง เขาแทบจะกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าจะพลาดช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
หนึ่งเค่อต่อมา
ไม่มีอันใดเกิดขึ้นเลย
หรงซิวเลิกคิ้วมองฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่เองก็รู้สึกประหลาดใจ
“ไม่ถูกต้อง เมื่อครู่นี้ข้ายังสัมผัสได้อยู่เลย…”
ครั้งแรกที่ทารกขยับตัว นางสามารถสัมผัสได้อย่างแผ่วเบาจริงๆ
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเดินมาถึงตรงนี้ อีกฝ่ายจะไม่ไว้หน้านางเลยแม้แต่น้อย
หลังจากรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอันใดเลย
นางพูดพึมพำเสียงต่ำ
“แต่มันอาจจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญ ยิ่งไปกว่านั้นเพิ่งจะขยับครั้งแรก อาจจะมีการเคลื่อนไหวที่ไม่บ่อยนัก…”
ขณะที่พูดนางก็วางมือบนท้องของตัวเอง
พรึ่บ
เหมือนมีอันใดบางอย่างสัมผัสนางเบาๆ
หัวใจของนางเหมือนมีอันใดบางอย่างกระแทกเข้ามา ความรู้สึกเหล่านี้อ่อนนุ่มมาก
นางรีบจับมือหรงซิว
“ตรงนี้ๆ ! เมื่อครู่นี้เลย! ขยับแล้ว!”
หรงซิววางมือลงไปบนท้อง สัมผัสกับผิวหนังผ่านเสื้อผ้าของนาง
ไม่ ขยับเขยื้อน แม้ แต่ น้อย
ฉู่หลิวเยว่ “…”
หรงซิวเลิกคิ้วขึ้น
“เขาจดจำคนได้แล้วหรือ?”
……………