ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1079
“ท่านอ๋องรออยู่นานแล้วเจ้าค่ะ!” จือเฉายิ้มอย่างมีเลศนัย
ลั่วชิงยวนลุกขึ้นเดินออกจากห้อง เมื่อมาถึงลานหน้าตำหนักก็เห็นฟู่เฉิน
หวนยืนกอดอกรอนางอยู่
“ซูโหยว จัดการเรื่องการเดินทางเถิด ข้าจะมอบตำหนักอ๋องให้เจ้าดูแล”
ซูโหยวตอบว่า “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ออกเดินทางหรือเพคะ?” ลั่วชิงยวนสงสัย
ฟู่เฉินหวนจับมือนางอย่างอ่อนโยน “เจ้ามิได้ต้องการไปซีหยางหรือ หากมิ
ออกเดินทางก็จะไปมิทันงานเทศกาลโคมไฟที่ซีหยางสิ”
ลั่วชิงยวนยังคงงัวเงียจึงถูกพาขึ้นรถม้าไปโดยมิรู้ตัว
เมื่อขบวนเริ่มออกเดินทาง ลั่วชิงยวนจึงนึกขึ้นได้ว่าลืมใครไปคนหนึ่ง
“ช้าก่อนเพคะ ยังมิได้พาลั่วอวิ๋นสี่ไปด้วย”
ฟู่เฉินหวนดึงนางกลับมา
ลั่วชิงยวนจึงนั่งลงบนตักของเขา แล้วฟู่เฉินหวนก็โอบกอดนางไว้
“ข้าได้บอกนางไปแล้ว นางจะไปซีหยางเอง มิต้องไปพร้อมกับเรา”
ลั่วชิงยวนตกใจเล็กน้อย “ท่านตื่นเช้าถึงเพียงนั้นเลยหรือเพคะ? จัดการ
ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือเพคะ?”
ฟู่เฉินหวนยกยิ้มมุมปาก “อย่างไรเสียก็ตื่นก่อนเจ้า”
พูดจบเขาก็เข้าไปใกล้แล้วกระซิบถาม “ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”
ลั่
ลั่วชิงยวนรู้สึกว่าใบหูร้อนผ่าวทันใด “ท่านพูดอะไรเพคะ”
ฟู่เฉินหวนจับมือของนางเบา ๆ แล้วปลอบโยน “เช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะเบา
ลง”
พูดจบก็ให้ขบวนรถม้าชะลอความเร็วลงด้วย
เพราะเกรงว่าจะทำให้ร่างกายของนางกระทบกระเทือน
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้ว “ท่านบอกว่าหากไปช้าก็จะไปมิทันงานเทศกาลโคมไฟ
ที่ซีหยางมิใช่หรือเพคะ? ด้วยความเร็วเช่นนี้จะไปถึงซีหยางเมื่อไรกัน?”
ฟู่เฉินหวนยิ้มอย่างมีเลศนัย “เชื่อใจข้าเถิด ไปทันแน่นอน”
“ดูท่าเจ้าจะยังมิตื่น นอนต่อเถิด ข้าจะกอดเจ้าไว้เอง”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน
ลั่วชิงยวนจึงโอบคอของเขา แล้วซบไหล่เขาหลับไปอีกครั้งอย่างสบายใจ
เมื่อถึงยามค่ำ ลั่วชิงยวนก็ตื่นขึ้นมา
แล้วพบว่ารถม้าจอดแล้ว แต่นางยังคงอยู่ในอ้อมกอดของฟู่เฉินหวน
นางลุกขึ้นนั่ง แล้วพยายามจะยกม่านขึ้น “จอดตั้งแต่เมื่อใดเพคะ?”
แต่ฟู่เฉินหวนดึงตัวนางกลับมา
“นอนเต็มอิ่มแล้วหรือยัง?” เสียงทุ้มต่ำของฟู่เฉินหวนดังขึ้น
ลั่วชิงยวนพยักหน้า “พอแล้วเพคะ เกิดอะไรขึ้นหรือไม่?”
ฟู่เฉินหวนยิ้มอย่างมีเลศนัยอีกครั้ง “ถ้านอนพอแล้วก็มาหาอะไรทำกัน
เถิด”
เมื่อคำพูดนี้เข้าหูลั่วชิงยวน ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวทันที
นี้
ก่ำ
ลั่
“ท่าน…” หากมิใช่ว่ามืดมิดเช่นนี้ ความแดงก่ำบนใบหน้าของลั่วชิงยวนคง
เด่นชัดยิ่งนัก
ทันใดนั้นนิ้วของเขาเกี่ยวผมของนาง แล้วดึงเอาผ้าผูกผมของนางมาผูก
ปิดดวงตาของนางไว้
“จะทำอะไรเพคะ?”
ทันใดนั้น ลั่วชิงยวนรู้สึกว่าตนเองถูกอุ้มลงจากรถม้า
“จะไปที่ใดหรือเพคะ?”
แต่ฟู่เฉินหวนมิพูดอะไร
มิรู้ว่าเดินไปนานเท่าใด
ฟู่เฉินหวนจึงวางนางลง
“ท่านจะทำอะไร…” ขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะถาม
นิ้วมือของเขาก็ปลดผ้าคาดผมที่ปิดตานางออก
ภาพตรงหน้าทำให้ลั่วชิงยวนตกตะลึง
แสงหิ่งห้อยเต็มท้องฟ้า
“นี่…” ลั่วชิงยวนรู้สึกตื้นตัน
ที่นี่คือทุ่งดอกไม้ริมหน้าผา มีป่าไม้ล้อมรอบสามด้านท่ามกลางแสงสลัว
แต่ตอนนี้มีแสงหิ่งห้อยเต็มท้องฟ้าส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
“ชอบหรือไม่” ฟู่เฉินหวนมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน
ลั่วชิงยวนพยักหน้า “ชอบเพคะ!”
“ที่นี่คือที่ใด? ท่านหาเจอได้อย่างไรหรือเพคะ?”
ที่
ที่
นี้
ฟู่เฉินหวนกล่าวว่า “สมุดที่เจ้าให้ข้าดูทำให้ข้าคิดว่าที่แห่งนี้คงหาได้ยาก
แต่กลับอยู่ระหว่างทางไปซีหยางพอดี”
ลั่วชิงยวนตกใจ นี่คือสถานที่ที่บันทึกไว้ในสมุดของท่านอาเจ๋อเฉิง
ฟู่เฉินหวนกลับจำได้
ลั่วชิงยวนดีใจมาก นางโอบกอดเขา “ขอบพระทัยท่านเพคะ”
ฟู่เฉินหวนลูบผมของนางแล้วกระซิบแผ่วเบา “ข้าทำผิดพลาดไปมากมาย
มิรู้จะชดใช้ได้อย่างไร จึงพยายามทำให้เจ้ามีความสุขเพื่อชดเชยที่เคยทำให้เจ้า
เสียใจในอดีต”
ลั่วชิงยวนเงยหน้ามองเขา แล้วถามว่า “หากให้ท่านได้รับโอกาสเลือกใหม่
ท่านจะทำอย่างไรเพคะ?”