ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1215
และสองคือช่วยจือเฉาขนของ
สิ่งที่ทำให้จือเฉาตกใจคือ เดิมทีนางคิดว่าจะไปที่หอฝูเสวี่ยเพื่อเบิกเงิน แต่
กลับพบว่าองครักษ์ช่วยจ่ายเงินให้นาง
จือเฉางุนงงตลอดทาง มิเข้าใจว่าท่านอ๋องต้องการทำอะไรกันแน่
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ร้านค้าที่เปิดมีมิมาก ดังนั้นจือเฉาจึงต้องวิ่งไป
หลายที่
โดยเฉพาะการหาสมุนไพร นางแทบจะต้องเคาะประตูโรงหมอและร้าน
ขายยาทั่วเมืองหลวง
……
ในคืนนั้น
ลั่วชิงยวนนอนซมอยู่บนเตียง ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก
ลมหนาวพัดโชยเข้ามา ทำให้ลั่วชิงยวนไอออกมา
“แค่กแค่กแค่ก… จือเฉา ดูสิว่าหน้าต่างถูกลมพัดเปิดออกหรือไม่… แค่กแค่
กแค่กแค่กแค่ก…”
ลั่วชิงยวนไอมิหยุด ได้แต่มุดเข้าไปในผ้าห่ม
แต่ทันใดนั้น ผ้าห่มก็ถูกกระชากออก
ลั่วชิงยวนสะดุ้งตื่น เงยหน้าขึ้นจึงเห็นฟู่เฉินหวน
นางพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง “ท่านจะทำอะไร?”
นี้
รี่
นางอ่อนแอจนแม้แต่การถามในตอนนี้ก็ยังไร้เรี่ยวแรง
แต่ฟู่เฉินหวนกลับมิพูดอะไรสักคำ
จากนั้นองครักษ์ก็กรูกันเข้ามาในห้อง จับแขนของลั่วชิงยวนและลากนาง
ออกจากห้อง
ความหนาวเหน็บถาโถมเข้ามา ลั่วชิงยวนอ้าปากจะพูด แต่กลับถูก
องครักษ์ปิดปากไว้แน่น
ลั่วชิงยวนที่บาดเจ็บทั่วร่างไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน ถูกลากออกจากลาน
ตำหนักไปเช่นนั้น
นางมิรู้ว่าฟู่เฉินหวนต้องการทำอะไร ในคืนเหมันตฤดูที่เงียบสงัดเช่นนี้ช่าง
น่าหวาดกลัว
นางถูกลากไปที่ลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตอนนี้ประตูห้องเปิดอยู่ มีแสงไฟสว่างส่องกำแพงที่เคยถูกปิดตาย บัดนี้
ถูกเปิดออกแล้ว
ลั่วชิงยวนตกตะลึง
นางหันไปมองฟู่เฉินหวน ยังมิทันเอ่ยคำใดก็ถูกองครักษ์จับตัวลากเข้าไป
ในห้องลับ
ที่นี่เป็นค่ายกลขนาดใหญ่ ลั่วชิงยวนถูกผลักเข้าไปจนล้มลงกับพื้น กระดิ่ง
เงินส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
จากนั้นก็เห็นฟู่เฉินหวนเดินไปที่ช่องบนกำแพง ถือชามยาเดินเข้ามา
องครักษ์จับตัวลั่วชิงยวนไว้
ลั่วชิงยวนมองชามยาในมือของฟู่เฉินหวน แล้วดิ้นรนด้วยความตื่น
ตระหนก
“ท่านจะทำอะไร! ฟู่เฉินหวน ท่านจะทำอะไร!”
แต่ฟู่เฉินหวนมิพูดอะไรพลางทอดสายตามองนางจากเบื้องบน ก่อนบีบ
คางของนางแล้วเทยาลงไปในปาก
ลั่วชิงยวนดิ้นรนสุดชีวิต “อย่า…”
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางพยายามดิ้นรนสุดกำลังแต่
ก็มิสามารถต้านทานยาที่ถูกกรอกเข้าปากจนไหลลงคอไปได้
นางดิ้นรนมิหยุด ส่งผลให้ยาหกเลอะเทอะ เปียกผมและอาภรณ์ของนาง
ไปหมด
ผมเผ้ารุงรัง ดูน่าเวทนายิ่งนัก
หลังจากที่นางถูกกรอกยาเสร็จ ฟู่เฉินหวนและองครักษ์ก็เดินออกไป
ลั่วชิงยวนทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง มองเขาด้วยความตกใจ “ท่านให้
หม่อมฉันกินอะไร!”
แต่บุรุษผู้นั้นมิตอบ
จากนั้นองครักษ์ทั้งสองก็เริ่มก่อกำแพงที่ถูกทุบพังให้เป็นเหมือนเดิม
ลั่วชิงยวนตกตะลึง ความหวาดกลัวถาโถมเข้ามา
ดวงตาของนางแดงก่ำ พยายามวิ่งออกไป “ฟู่เฉินหวน ท่านจะทำอะไร!
ท่านจะขังหม่อมฉันไว้ในนี้จนตายหรือ!”
แต่ฟู่เฉินหวนขวางนางไว้ ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำแพง ปิดทางออกเดียว
ของนางและแสงสว่างทั้งหมด
ได้แต่มองกำแพงที่ถูกก่อสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากขนาดเท่าประตูบานหนึ่งกลาย
เป็นครึ่งบาน
ใต้แสงเทียน สายตาของฟู่เฉินหวนเย็นชายิ่ง
ลั่
ก่ำ
ลั่วชิงยวนหัวใจสลาย มองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “ท่านอยากให้หม่อมฉัน
ตายหรือ?”
“ฟู่เฉินหวน เหตุใดท่านจึงโหดร้ายเช่นนี้?”
ในที่สุดบุรุษผู้เงียบงันก็เอ่ยปาก “เจ้าตายมิได้ เจ้าต้องมีชีวิตอยู่”
คำพูดนี้ในเวลานี้กลับยิ่งแสดงถึงความเกลียดชัง
อยากให้ลั่วชิงยวนมีชีวิตอยู่ในที่ที่ไร้แสงเดือนแสงตะวันเช่นนี้ เพื่อให้ทน
ทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิตหรือ!
“เหตุใดจึงทำกับหม่อมฉันเช่นนี้? สิ่งที่ท่านต้องการให้หม่อมฉันทำ หม่อม
ฉันก็ทำแล้ว!”
“เหตุใดกัน! ฟู่เฉินหวน บอกเหตุผลมา!”
ลั่วชิงยวนมิเข้าใจ คิดเท่าไหร่ก็คิดมิตก แต่ฟู่เฉินหวนก็มิได้อธิบายอะไร
เลย
นางมองกำแพงที่ถูกก่อสูงขึ้นจากระดับเอวจนถึงระดับอก ความรู้สึก
อึดอัดถาโถมเข้ามา ทำให้รู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น
นางอยากจะออกไปข้างนอก แต่กลับถูกขังอยู่ในกำแพงนี้