ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1343
นางรินเพิ่มอีกหนึ่งถ้วยแล้วดื่มรวดเดียว
ก็ยังเหมือนเดิมมิรู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร
เมื่อดื่มชาไปถึงสี่ถ้วยติดต่อกัน นางก็เริ่มร้อนใจ
เมื่อดื่มถ้วยสุดท้ายไปครึ่งถ้วยจึงยกขึ้นมาดู ปรากฏว่าในถ้วยมิใช่ชา แต่
เป็นโลหิต…
โลหิตสีแดงสด
ลั่วชิงยวนตัวสั่นสะท้าน ถ้วยในมือร่วงหล่นในทันที
ทันใดนั้นเอง ลมก็พัดเปิดประตูห้องอย่างแรง
ร่างที่กระบี่ปักคาอยู่ตรงหน้าอกปรากฏขึ้นหน้าประตู
ลมยามราตรีพัดผมสีดำขลับของนาง ใบหน้าที่ซีดเผือดนั้นเปื้อนโลหิต
มู่หยวนหยวน!
ลั่วชิงยวนใจหายวาบ
ครู่ต่อมา มู่หยวนหยวนก็จับกระบี่ที่ปักอยู่ตรงหน้าอก แล้วค่อย ๆ ดึงออก
เลือดสีแดงฉานพรั่งพรูออกมา
นางดึงกระบี่ออกแล้วกระโจนเข้ามาแทงลั่วชิงยวน
ลั่วชิงยวนรีบหลบหลีก แต่มิรู้เหตุใดร่างกายกลับอ่อนแอ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะ
ตอบโต้
ตื่
วิ่
นางพยายามหลบด้วยความตื่นตระหนก รีบวิ่งไปยังประตูห้อง
แต่ทั่วทั้งหล้ากลับมืดมิด มิว่านางจะวิ่งไปที่ใดก็ล้วนมีแต่ความมืด มีเพียง
ร่างที่ถือกระบี่ไล่ตามนางด้านหลังเท่านั้นที่ยังคงอยู่
……
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง ขับไล่กลิ่นอายชั่วร้ายที่หว่างคิ้ว
ของลั่วชิงยวน
ลั่วชิงยวนสะดุ้งตื่นขึ้นในทันที แล้วจึงตระหนักได้ว่าตนเองฝันร้ายทั้งคืน
แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นการหลบหนีในความฝัน แต่ก็ราวกับว่าได้เผชิญหน้าจริง
ๆ ร่างกายนางเหนื่อยล้าแสนสาหัส
นางพยุงร่างลุกขึ้น นั่งพักอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยล้า
เฉินชีกลับเข้ามาพร้อมกับอาหาร
“ไฉนจึงเหงื่อท่วมตัวเช่นนี้? วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? กินข้าวเสียหน่อยเถิด”
เฉินชียกชามโจ๊กป้อนให้นาง
ลั่วชิงยวนรับชามมา “ข้ากินเองได้”
เฉินชีเห็นว่าในที่สุดนางก็ยอมกินแล้ว จึงอดมิได้ที่จะถอนหายใจ “เจ้าก็
เป็นเช่นนี้ มู่หยวนหยวนก็ตายไปแล้ว เหตุใดจึงต้องไล่ตามนางไปด้วย”
“นักบวชระดับสูงผู้สูงศักดิ์กลับถูกคนใช้วิชาอาคมต่ำช้าเล่นงาน”
“ต่อไปหากข่าวแพร่กระจายออกไปจะมิกลัวเสียหน้าหรือ”
ลั่วชิงยวนกินโจ๊กไปครึ่งชาม เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็กินมิลง
พลันวางชามลง
นึ่
“ถึงอย่างไรก็เป็นหนึ่งชีวิต ข้ารับปากว่าจะช่วยนาง แต่กลับทำให้นางต้อง
ตาย”
เฉินชีมองนางด้วยสายตาล้ำลึก อดมิได้ที่จะยกมือขึ้นจัดผมที่ข้างแก้มนาง
พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าก็เป็นเช่นนี้ ใจอ่อนเกินไป”
“ในใต้หล้านี้มีคนมากมาย หากเจ้าต้องใส่ใจทุกคน เก็บทุกคนไว้ในใจ
หัวใจเจ้าเล็กเพียงเท่านี้ จะมีที่ให้คนมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร มิรู้สึกเหนื่อย
เกินไปบ้างหรือ?”
ลั่วชิงยวนปัดมือของเขาออกอย่างเย็นชา
แต่เฉินชีกลับขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “มิเหมือนข้า ในใจ
ข้ามีที่ให้เจ้าเพียงผู้เดียว”
“นอกจากเจ้าแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในใต้หล้านี้ก็ไร้ความหมาย”
ลั่วชิงยวนได้ฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ “จริงรึ?”
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงอยากเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหลีอยู่อีกเล่า? มอบ
ให้ผู้อื่นมิดีกว่าหรือ”
เฉินชีกลับกล่าว “ตอนนี้ยังมิถึงเวลา อย่างน้อยก็ต้องรับประกันได้ว่าข้ากับ
เจ้าจะยังมีชีวิตรอด”
ลั่วชิงยวนหัวเราะเยาะ
ในใจของเฉินชี ความทะเยอทะยานและผลประโยชน์ย่อมสำคัญกว่าเสมอ
สิ่งอื่นใดล้วนสามารถละทิ้งได้
“คำพูดเช่นนี้หลอกลวงหลานจีของเจ้าได้ มิต้องเอามาพูดต่อหน้าข้า
หรอก”
เฉินชีกลับพูดด้วยรอยยิ้ม “อะไรกัน? เจ้าหึงหวงรึ?”
สิ่
ที่
บื่
“นางเป็นเพียงสิ่งที่ข้านำมาใช้แก้เบื่อ หากเจ้ามิชอบ ข้าก็จะขับไล่นาง
ออกจากจวนแม่ทัพตอนนี้เลยก็ย่อมได้”
“มิต้อง!” ลั่วชิงยวนรีบห้ามปราม
“ข้ามิอยากเป็นศัตรูกับผู้ใด อีกอย่าง คนให้ค่าเจ้าก็แสดงว่าคนผู้นั้น
จริงใจ”
“ใต้หล้านี้มีเพียงมิกี่คนที่จริงใจต่อเจ้า เจ้าควรถนอมน้ำใจคนผู้นั้นไว้”
ลั่วชิงยวนมองออกว่าหลานจีรักเฉินชีอย่างจริงใจ
เพราะในใต้หล้านี้มีสตรีเพียงมิกี่คนที่กล้าอยู่ข้างกายเฉินชี
“แล้วเจ้าเล่า? เจ้าจริงใจหรือไม่?” เฉินชีหรี่ตาจ้องมองนาง