ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1357
“ขอบคุณ”
มือของชายสวมหน้ากากค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ลดมือลง
ซูเซียงรีบเข้ามาดึงลั่วชิงยวนเข้าไปในเรือน
ลั่วชิงยวนหันกลับไปมองบุรุษผู้นั้น
บุรุษผู้นั้นทำท่าทางชี้ไปยังพื้นดินใต้ฝ่าเท้า เป็นเชิงบอกว่าเช้าวันพรุ่งจะ
มารอที่นี่
ลั่วชิงยวนพยักหน้า
เมื่อกลับเข้าเรือนแล้วซูเซียงก็รีบปิดประตู
ทันทีที่นั่งลง นางก็ยกมือกุมท้องด้วยสีหน้าเจ็บปวด
ลั่วชิงยวนรีบจับชีพจรให้นาง “เป็นกระไร?”
ซูเซียงส่ายหน้า “มิเป็นอะไร เพียงแต่ตื่นตระหนกเกินไปจึงเจ็บเล็กน้อย มิ
เป็นอะไรร้ายแรง”
ลั่วชิงยวนส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าตั้งครรภ์ มิควรขึ้นเขามาเลย ที่นี่
อันตรายเกินไป”
ซูเซียงกลับยังมีรอยยิ้ม “แล้วเจ้าเล่า สตรีที่อ่อนแอเช่นเจ้าขึ้นเขามาทำ
กระไร?”
ลั่วชิงยวนนิ่งเงียบ
อันที่จริงนางมีสหายอีกแปดคน แต่ยามนี้มิรู้ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ใด
ที่นี้
“เราทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายของตัวเอง และผู้คนในที่นี้ก็เช่นกัน”
“ไม่มีผู้ใดยอมแพ้ง่าย ๆ แต่พวกเราถูกกักขังอยู่ที่นี่ มิสามารถขึ้นเขาไปได้
อีก อาหารก็เหลือน้อยลงทุกที”
ลั่วชิงยวนได้รู้ว่าอาหารของพวกเขานั้นนอกจากผักป่าแล้วส่วนใหญ่ได้มา
จากการล่าสัตว์
แต่พวกเขาถูกกักขังอยู่บนภูเขามานาน สัตว์ที่ล่าได้ในบริเวณนี้ก็ถูกพวก
เขาล่าจนหมดไปแล้ว
อาหารจึงเหลือน้อยลงทุกที
แทบจะเป็นไปมิได้เลยที่จะหาอาหารเพียงพอสำหรับสามวันได้ในหนึ่งวัน
“เป็นความผิดของข้าเองที่มิได้บอกเจ้าล่วงหน้า ที่นี่ทุกคนล้วนมี
ประโยชน์”
“ถูหมิงและฝูเหมิ่งเก่งกาจในการล่าสัตว์”
“ส่วนฉีเสวี่ยเวย นางใช้ร่างกายของนางเพื่อยืนหยัดอยู่ที่นี่และหาอาหาร”
“ส่วนข้ารับผิดชอบเรื่องทำอาหาร”
ลั่วชิงยวนได้ฟังจึงถามว่า “เช่นนั้นเจ้าจึงวางยาในอาหารที่เอามาให้ข้า
หรือ?”
ซูเซียงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ข้ากลัวว่าฝูเหมิ่งจะพาเจ้าไป จึง
ต้องวางยาเจ้าให้เจ้าหลับสนิท จะได้มิออกมาข้างนอก”
“ปกติฝูเหมิ่งจะออกไปล่าสัตว์ในยามราตรี ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปเจอเขา”
“แต่คาดมิถึงว่าเขาจะรู้เรื่องนี้แล้ว จึงจงใจกลั่นแกล้งข้า”
“คงเป็นฉีเสวี่ยเวยที่บอกเขาแน่นอน!”
ลั่
ลั่วชิงยวนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ข้าเข้าใจแล้ว”
“วางใจเถิด ยามค่ำคืนข้าจะมิไปข้างนอก”
“เช่นนั้นก็ดี เจ้ารีบเข้านอนเถิด” ซูเซียงกล่าวจบก็เตรียมจะจากไป
ลั่วชิงยวนกลับเรียกนางไว้ “เดี๋ยวก่อน คนใบ้ผู้นั้นมีที่มาอย่างไร?”
ซูเซียงตะลึง ก่อนส่ายหน้า “เขาเดินทางมาก่อนเจ้าหนึ่งวัน ข้าเองก็มิรู้จัก
เขา”
ลั่วชิงยวนประหลาดใจ มาก่อนนางหนึ่งวันหรือ?
เช่นนั้นก็มาเมืองแห่งภูตผีในเวลาใกล้เคียงกัน
หลังจากซูเซียงจากไป ลั่วชิงยวนก็กำลังจะพักผ่อน
คาดมิถึงว่าฉีเสวี่ยเวยจะมาอีก
ฉีเสวี่ยเวยกอดอกมองนางอย่างเย็นชาพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า
“ข้าบอกให้เจ้ารีบไป แต่เจ้ามิยอมไป”
“คราวนี้คงต้องลำบากแล้ว”
สายตาดุดันของลั่วชิงยวนมองนาง “เหตุใดเจ้าถึงต้องทำตัวเป็นศัตรูกับข้า
มากถึงเพียงนี้?”
“โง่เขลา เจ้ายังมิเข้าใจหรือ? คนหาเรื่องมิจำเป็นต้องเป็นศัตรู คนเอาใจก็
มิจำเป็นต้องเป็นสหาย”
“ซูเซียงบอกเจ้าหรือไม่ว่าข้าเป็นคนบอกฝูเหมิ่งว่ามีเจ้าอยู่?”
ลั่วชิงยวนตกตะลึง
ฉีเสวี่ยเวยแย้มยิ้ม “ข้าเดาถูกสินะ”
ที่
มิ่
นั้
“เจ้าลองนึกดูสิ หากมิใช่เพราะซูเซียงที่พูดกับฝูเหมิ่งอยู่หน้าประตูเช่นนั้น
เจ้าจะได้รับการช่วยเหลือจากนางจนถูกฝูเหมิ่งหมายตาหรือไม่?”
“ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย วันพรุ่งจงฉวยโอกาสยามออกจากหมู่บ้าน
ไปหาอาหารรีบหนีไปเสีย”
“แต่ข้าเดาว่าฝูเหมิ่งจะต้องตามเจ้าไปเป็นแน่ หากเขาคนนั้นต้องการสิ่งใด
ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ”
“เจ้าระวังตัวไว้เถิด เขาหมายตาเจ้าแล้ว!”
ประโยคสุดท้ายอันเย็นชาของฉีเสวี่ยเวยทำให้ลั่วชิงยวนรู้สึกเย็นวาบไป
ตามสันหลัง