ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1447
“ของเสวยเหล่านี้มิได้มีปัญหาอะไร…” ลั่วชิงยวนอดมิได้ที่จะปวดเศียร
เวียนเกล้า
เป็นครั้งแรกที่นางประสบปัญหาเช่นนี้
ซีกุ้ยเฟยก็ถอนใจ “นั่นสินะ หากมีสิ่งใดผิดปกติ ข้าคงพบไปนานแล้ว”
“อาจมิใช่ของเสวย แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่?”
ซีกุ้ยเฟยคาดเดาแล้วจึงถาม
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน จึงเอ่ยว่า “หามิได้เพคะ!”
“เหตุใดจึงขาดของเสวยไปอย่างหนึ่ง!”
ลั่วชิงยวนเอ่ยถาม
ซีกุ้ยเฟยมองบนโต๊ะ แล้วนึกขึ้นได้ “อ้อ ใช่แล้ว ลืมบอกเจ้าไป ยามนี้มิอาจ
กินเนื้อหยกละลายลิ้นได้”
“ทำได้เพียงในยามเช้าเท่านั้น”
“มันคือปลาเนื้ออ่อนสด ๆ ที่จับจากทะเลสาบน้ำแข็งยามรุ่งอรุณกับ
น้ำค้างที่เก็บสด ๆ จากสวนหญ้าหอม ผสมกับเต้าหู้ที่ทำสดใหม่ยามเช้าและปรุง
รสด้วยสมุนไพรบางอย่าง”
“มันจึงเป็นอาหารเช้าของข้า”
“ยามนี้มิอาจทำให้เจ้าดูได้”
เมื่อฟังถึงส่วนผสมเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร
มิอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของซีกุ้ยเฟยได้
แต่ลั่วชิงยวนยังคงอยากจะดู เพราะนั่นคืออาหารเช้าของซีกุ้ยเฟยซึ่งกิน
บ่อยมากที่สุด
“เช่นนั้นกุ้ยเฟยจะขัดข้องหรือไม่เพคะ หากหม่อมฉันจะพักค้างคืนที่นี่
แล้วรุ่งเช้าจะดูว่าเนื้อหยกละลายลิ้นนั้นเป็นอย่างไร?”
“ดีสิ เจ้าพักอยู่ในตำหนักเถิด ถือโอกาสช่วยข้าดูด้วยว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือ
ไม่”
ซีกุ้ยเฟยดีใจที่ลั่วชิงยวนจะมาค้างที่นี่
……
ลั่วชิงยวนมิได้นอนตลอดคืน เดินไปมาในพระตำหนักชีอู๋เพื่อตรวจสอบทั่ว
ทุกแห่ง
จนแน่ใจว่าภายในพระตำหนักชีอู๋เป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดปกติใด
นางถึงกับหวังว่าจะพบสิ่งผิดปกติบ้าง อย่างน้อยก็พอจะให้เบาะแสแก่นาง
ได้
แต่ในตอนนี้กลับไร้เบาะแสใด ๆ ทำให้นางจนปัญญา
รุ่งเช้าวันต่อมา
ลั่วชิงยวนบอกซีกุ้ยเฟย
“กราบทูลซีกุ้ยเฟย ในตอนนี้หม่อมฉันมิอาจวินิจฉัยอาการของท่านได้ว่า
เกิดจากสิ่งใด หากท่านมิขัดข้อง หม่อมฉันใคร่จะใช้วิธีอื่นเพคะ”
วิธีที่นางสามารถใช้ได้ก็มีเพียงพึ่งพาเข็มทิศอาณัติสวรรค์เท่านั้น
คันฉ่องสุริยันจันทราสามารถส่องดูอดีตชาติและชาติปัจจุบันของคนได้ อีก
ทั้งยังสามารถมองเห็นความจำได้ นางอยากจะใช้คันฉ่องสุริยันจันทรา เผื่อจะ
สิ่
พบสิ่งใดบ้าง
แต่ซีกุ้ยเฟยมีฐานะสูงศักดิ์เช่นนี้ย่อมต้องมีเรื่องราวที่เป็นความลับ
มากมาย และย่อมมิปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้
นี่คือหนทางสุดท้ายของนาง หากซีกุ้ยเฟยมิยินยอม นางก็จนปัญญา
“วิธีอะไร?” ซีกุ้ยเฟยถาม
ลั่วชิงยวนโน้มกายลงกระซิบข้างหู บอกวิธีนั้นแก่นาง
เมื่อซีกุ้ยเฟยฟังแล้วก็ตกใจ สีหน้ากลายเป็นลำบากใจ
มิได้ตอบในทันที
จนกระทั่งแม่นมเฉาถือชามใบหนึ่งเข้ามา “กุ้ยเฟย เนื้อหยกละลายลิ้นมา
แล้วเพคะ”
“วางไว้ตรงนั้นเถิด” ซีกุ้ยเฟยมีใจหม่นหมองเพราะคำพูดของลั่วชิงยวน
เมื่อครู่
ทั้งยังลังเลด้วย
หากการสอดส่องความทรงจำเป็นหนทางเดียว หากนางมิยินยอม โรคของ
นางก็อาจจะมิได้รับการรักษาตลอดไป
ทว่าหากยินยอม ความเสี่ยงนั้นมากมายเพียงใดนางก็มิอาจคาดคะเนได้
ในเวลานี้
สายตาของลั่วชิงยวนจับจ้องอยู่ที่ชามหยกขาวบนโต๊ะ
ด้วยเหตุผลอะไรก็มิอาจทราบได้ นางกลับเห็นไอเลือดคุกรุ่นออกมาจาก
ชามนั้น
แต่ในชามนั้นกลับมีเพียงขนมสีขาวนวลคล้ายเต้าหู้ชิ้นหนึ่ง
ที่
ที่
ซีกุ้ยเฟยลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็กัดฟันตอบ “ได้ ข้าจะลองทำตามวิธีที่เจ้า
ว่า”
แต่ลั่วชิงยวนกลับเอ่ยเสียงเบา “กุ้ยเฟย บางทีอาจมิจำเป็นต้องทำถึงขั้น
นั้นแล้วเพคะ…”