ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 1454
ซีกุ้ยเฟยพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ถึงแม้จะยากที่จะปิดบัง แต่นางก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ เพราะ
ท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นหนทางเดียวที่นางจะปกป้องตัวเองได้
เพราะนางไม่มีทางโค่นล้มฮองเฮาได้
หลังจากพูดตบ ซีกุ้ยเฟยก็มองลั่วชิงยวนด้วยสายตาลึกล้ำ “ข้าจำได้ว่าเจ้า
เคยถูกฮองเฮาลงทัณฑ์”
“เพราะเจ้าทำร้ายองค์หญิง”
ลั่วชิงยวนมิได้ปฏิเสธ เรื่องเหล่านี้มิใช่ความลับในเมืองหลวง หากซีกุ้ยเฟย
ใคร่รู้ย่อมสืบได้โดยง่าย
“ใช่เพคะ”
“เจ้าจึงมีเรื่องบาดหมางกับฮองเฮาใช่หรือไม่?” ซีกุ้ยเฟยดูนางอย่างมี
ความหมาย
ลั่วชิงยวนยกยิ้มจาง “แน่นอนเพคะ”
“ดังนั้นกุ้ยเฟยโปรดวางพระทัย ถึงแม้หม่อมฉันจะล่วงรู้ความลับของท่าน
แต่ในจุดหนึ่ง ท่านและหม่อมฉันก็เป็นเหมือนแมลงเม่าที่ติดอยู่ในใยแมงมุม
เดียวกัน”
“ศัตรูของศัตรูย่อมเป็นมิตร”
“ถูกต้องหรือไม่เพคะ?”
ยิ้
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าซูบซีดของซีกุ้ยเฟย
“ใช่แล้ว ดูเหมือนท่านพ่อจะมิได้เลือกคนผิด”
“หวังว่าในภายภาคหน้า เจ้าจะมิทำให้ข้าผิดหวัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วชิงยวนก็เท้าแขนบนโต๊ะพลางโน้มกายเข้าไปใกล้เล็ก
น้อย แล้วถามว่า “กุ้ยเฟยมีใจจะเป็นศัตรูกับฮองเฮาแล้วหรือเพคะ?”
“ใช่!” ซีกุ้ยเฟยพูดโดยมิได้ลังเลแม้แต่น้อย
ซีกุ้ยเฟยมองนางอย่างจริงจังขณะกล่าว “แต่เจ้าพึงทราบเถิดว่า ความ
โปรดปรานที่องค์จักรพรรดิทรงมีต่อฮองเฮานั้นเป็นความรักแท้จริง”
“การต่อสู้กับฮองเฮานั้นยากนัก”
“หากเจ้าไม่มีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดจนถึงที่สุด เอาชนะอุปสรรคทั้ง
ปวงก็อย่าได้รับปากข้าง่าย ๆ และอย่าได้ขึ้นเรือลำเดียวกับข้าโดยง่าย”
การช่วยนางสืบหาสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่การต่อสู้กับฮองเฮานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน นางเคยมีพันธมิตรมากมายในวัง
หลัง แต่ล้วนพ่ายแพ้ต่อกลอุบายของฮองเฮาทั้งสิ้น หรือไม่ก็หวาดกลัวแล้วถอย
หนีไป
ลั่วชิงยวนยกยิ้ม “บังเอิญจริงเพคะ หม่อมฉันก็อยากจะกล่าวเรื่องนี้กับ
กุ้ยเฟยเช่นกัน”
“กลอุบายของฮองเฮานั้นโหดเหี้ยมและทารุณ ที่สำคัญที่สุดคือพระนาง
ทรงได้รับความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิ เป็นความโปรดปรานที่มิเหมือน
ใคร”
“ข้อนี้ยากนักที่จะรับมือ”
มื่
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ดวงตาของซีกุ้ยเฟยก็ฉายแววมีเลศนัย “เหตุใด
ฟังดูราวกับเจ้าจะรู้ดีกว่าข้าเสียอีก?”
ลั่วชิงยวนนั่งขัดสมาธิบนตั่ง
เผชิญหน้าสนทนากับซีกุ้ยเฟย
“กุ้ยเฟยคงทราบดีว่าท่าทีของฮองเฮาที่มีต่อฉินอี้และเกาเหมียวเหมี่ยว
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
ซีกุ้ยเฟยพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างมิใส่ใจ “แน่นอน ใครก็ดูออกว่าพระนาง
มีท่าทีต่อโอรสและธิดาแตกต่างกัน”
“เกาเหมียวเหมี่ยวยังสามารถใช้นามสกุลเกาได้ เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นชัด
แล้วว่าความโปรดปรานที่องค์จักรพรรดิมีต่อฮองเฮานั้นถึงขั้นใด มิใช่สิ่งที่คน
ธรรมดาสามัญจะทำได้”
ลั่วชิงยวนยกยิ้ม “มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้จริง ๆ แต่ก็มิใช่ว่าจะ
ไม่มีช่องโหว่เลย”
“อย่างน้อยเมื่อครั้งที่ฮองเฮาเสด็จเข้าตำหนักเย็น องค์จักรพรรดิก็ยัง
โปรดปรานผู้อื่นเพคะ”
ซีกุ้ยเฟยเลิกคิ้ว “แล้วอย่างไร? เจ้าต้องการจะสื่อกระไร? จะปลงพระชนม์
ฮองเฮาหรือ?”
ลั่วชิงยวนวิเคราะห์อย่างจริงจัง
“ปัญหาอยู่ที่ฉินอี้ เขาเป็นคนมีความสามารถปานกลาง เรียนรู้สิ่งใดช้ากว่า
คนทั่วไปตั้งแต่เยาว์วัย”
“ถึงแม้จะขยันหมั่นเพียร แต่เมื่อเทียบกับผู้ที่มีความสามารถสูงกว่าก็ยังมี
ช่องว่างที่ยากจะตามทัน”
“เท่าที่หม่อมฉันทราบ มีโอสถชนิดหนึ่งที่หากเสวยตั้งแต่เยาว์วัยจะทำให้
สมองเชื่องช้า กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งกระด้าง กลายเป็นคนโง่เขลา”
นี้
นี้
ู
“และบาดแผลเช่นนี้มิอาจเยียวยาได้ ผลกระทบนี้จะติดตัวไปตลอดชีวิต
เพคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของซีกุ้ยเฟยก็เป็นประกาย “เจ้าหมายความว่าฉิน
อี้อาจถูกผู้อื่นวางยาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ทำให้เขามีความสามารถที่ธรรมดาใช่หรือ
ไม่?”
ลั่วชิงยวนพยักหน้า
“ฉินอี้เติบโตมาภายใต้พระบาทขององค์จักรพรรดิและฮองเฮาตั้งแต่เกิด ผู้
ใดกล้าวางยาเขากัน?”
ลั่วชิงยวนมิได้ตอบ แต่มองอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย
ซีกุ้ยเฟยสบตากับนางแล้วตกใจ “เจ้าสงสัย… ฮองเฮาหรือ?”
“ฮองเฮาคงมิโหดร้ายถึงขั้นกระทำต่อโอรสของพระนางเช่นนั้นกระมัง?”
ลั่วชิงยวนครุ่นคิด “ดังนั้นนี่จึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของหม่อมฉันเท่านั้น
เพคะ”
“คนภายนอกล้วนกล่าวว่าฮองเฮาทรงรังเกียจฉินอี้ เพราะเขามิได้มีความ
สามารถสูงส่ง”