ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 209
ลั่วชิงยวนหันหลังเดินกลับเรือน นางคิดว่าแม่ทัพฉินนั้นเป็นคนรู้จัก
ยืดหยุ่นหนักเบานัก
ไม่กี่อึดใจก่อน เขายังถามนางอย่างเกรี้ยวกราดอยู่นอกประตูตำหนัก ไม่
นานเขาก็กลับมาขอโทษนาง
เมื่อกลับมาที่เรือน เวินซีหลานก็รีบมาหาข้างกายนางพร้อมฉินเยี่ยนเอ๋อร์
นางถามอย่างร้อนใจว่า “แม่ทัพฉินมาที่นี่หรือเจ้าคะ?”
ลั่วชิงยวนพยักหน้า นางหยิบม้วนภาพเล็ก ๆ ออกมาและบอกว่า “เจ้า
เข้าไปก่อน แล้วตามข้าไปที่จวนตระกูลฉินทีหลัง”
แม่ลูกคู่นั้นต่างก็พากันตื่นเต้นและรีบเข้าไปในม้วนภาพของลั่วชิงยวน
ทันที ลั่วชิงยวนม้วมภาพและเก็บไว้ในแขนเสื้อ
จากนั้นนางก็เริ่มเตรียมการ
แน่นอนว่าภายในหนึ่งชั่วยาม แม่ทัพใหญ่ฉินก็มาหานางด้วยตัวเอง และ
ฉินไป๋หลี่เองก็ตามมาเหมือนเช่นเคย
แต่ครั้งนี้พวกเขามาอย่างเอิกเกริกกว่าครั้งก่อน รถม้าสองคันจากจวน
แม่ทัพฉินมาจอดอยู่ด้านนอกตำหนักอ๋อง ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
แม่ทัพฉินพูดอย่างตื่นเต้นว่า “จวนถูกทำความสะอาดแล้ว เชิญพระ
ชายา”
ฟู่เฉินหวนนิ่วหน้า เขาไพล่มือไว้ด้านหลังและกำลังจะเอ่ยปาก
ลั่วชิงยวนรับคำ “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
เมื่อพูดจบนางก็หันมามองฟู่เฉินหวน “ท่านอ๋อง หม่อมฉันจะรับอาหาร
กลางวันที่จวนท่านแม่ทัพ ท่านไม่ต้องรอหม่อมฉัน”
ขึ้
ลี่
พูดแล้วนางก็ออกไปขึ้นรถม้าพร้อมแม่ทัพฉินและฉินไป๋หลี่
ฟู่เฉินหวนยืนอยู่หน้าประตู เขาดูไม่มีความสุขเท่าไรนัก
ลั่วเยวี่ยอิงนั้นยืนมองอยู่ไกล ๆ นางรู้สึกขมฝาดในใจ นางเองไม่เคยได้รับ
การปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน
นางเดินเข้าไปหาช้า ๆ “ท่านอ๋อง ถึงอย่างไรพี่สาวของหม่อมฉันก็เป็นถึง
พระชายา แต่นางกลับแล่นไปที่จวนของบุรุษอื่นเช่นนี้ หากคำพูดแพร่ออกไป
มันจะไม่แย่หรือเพคะ?”
แววตาฟู่เฉินหวนมืดครึ้มลง น้ำเสียงเขาเย็นชา “หากว่าใครกล้าพูดจาไร้
สาระ ข้าจะตัดลิ้นมันซะ”
ลั่วเยวี่ยอิงใจสั่นสะท้าน นางรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
ท่านอ๋องเปลี่ยนไปแล้ว
ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ท่าทีที่ท่านอ๋องมีต่อลั่วชิงยวนเปลี่ยนไป และท่าทีที่มีต่อ
นางเองก็เปลี่ยนไป
นางจะยังอยู่ที่ตำหนักอ๋องต่อไปได้หรือไม่?
เมื่อมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่
ทั้งจวนนั้นเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่คนรับใช้ให้เห็น ชัดเจนว่าตอนนี้จวนถูก
ทำความสะอาดแล้ว พื้นก็ยังคงเปียกอยู่
ตอนนี้ไม่มียันต์อีกแล้ว ดังนั้นเวินซีหลานและฉินเยี่ยนเอ๋อร์จึงออกมาและ
เข้าไปในบ้านที่เคยอยู่ได้
แม่ทัพใหญ่ฉินเชิญลั่วชิงยวนไปที่ห้องตำรา รินชาให้นาง และถามอย่าง
ร้อนใจ “พระชายา ข้าหวังว่าท่านจะไม่ได้หลอกลวงข้าผู้เฒ่า ข้านั้นหวังให้ท่าน
ช่วยชีวิตข้าจริง ๆ“
ลั่
ยิ้
ลั่วชิงยวนยิ้มและพูดอย่างจริงจัง “ข้ามิได้ล้อท่านเล่น ข้าบอกว่าข้าช่วย
ท่านได้ และข้าก็จะช่วยท่าน”
“เพื่อที่จะประหยัดเวลา ขอท่านแม่ทัพฉินช่วยเล่าสถานการณ์สั้น ๆ ให้ข้า
ฟังสักหน่อยได้หรือไม่”
ดังนั้นแม่ทัพฉินจึงส่งสารให้ลั่วชิงยวน
หลังจากอ่านจดหมายจบ ลั่วชิงยวนก็มีความคิดบางอย่าง
นางพูดสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านแม่ทัพนั้นมีโลหิตมาร และแน่นอนว่าจะต้อง
มีหายนะเลือดในตระกูล ข้ากลัวว่าสถานการณ์ของคุณชายอาจจะไม่สู้ดี”
แม่ทัพฉินกังวลมาก เขากำมือแน่นและเอ่ยว่า “พระชายา มีทางใดจะช่วย
แก้ไขได้หรือไม่? ข้ารู้ว่าคงเป็นไปมิได้ที่เขาจะไม่บาดเจ็บใด ๆ เลย แต่ไม่ว่า
อย่างไรข้าก็หวังว่าจะช่วยชีวิตเขาไว้ให้ได้”
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอ
ลั่วชิงยวนพยักหน้า “เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ หาตำแหน่งแน่ชัดของคุณชาย
ฉิน ข้าลองดูได้ ท่านช่วยเตรียมห้องว่างให้ข้าได้หรือไม่ แล้วก็วันเดือนปีเกิดของ
คนในตระกูลท่านด้วย”
แม่ทัพฉินรีบหยิบกระดาษและพูดกันมาเขียนวันเดือนปีเกิดส่งให้นางและ
พานางไปยังห้องรับรองแขกที่ว่างอยู่
ลั่วชิงยวนอยู่ในห้องเพียงลำพัง นางหยิบเข็มทิศชะตาออกมาและคำนวณ
ชะตาของฉินเเชียนหลี่ก่อน
นางพบว่าชะตาของฉินเชียนหลี่นั้นไม่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยหายนะและ
เคราะห์ คราวนี้ก็ดูเหมือนชะตาชีวิตเขาจะขาด
เรื่องนี้ยากกว่าที่นางคิดไว้
นางวางเข็มทิศชะตาลง เดินออกจากห้องและพบท่านแม่ทัพกำลังรออยู่
อย่างกระวนกระวาย
“พระชายา เป็นเช่นไรบ้าง?”
ลั่วชิงยวนดูเคร่งเครียดและพูดเสียงจริงจังว่า “ท่านแม่ทัพ หากว่าคราวนี้
ท่านต้องการช่วยฉินเชียนหลี่ ท่านอาจจะต้องจ่ายค่าตอบแทนแพง ท่านเต็มใจ
หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แม่ทัพฉินก็สีหน้าเปลี่ยนอย่างรุนแรง