ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 230
ลั่วชิงยวนรู้สึกตกใจและต่อต้านอยู่บ้าง “บอกว่าข้าไม่ไปเพราะยังไม่หาย
ดี”
ทว่าแม่นมเติ้งกลับเอ่ยขึ้นด้วยความจนใจว่า “บ่าวเกรงว่าจะทำเช่นนั้น
มิได้เจ้าค่ะ จิ่นชูมารับท่านด้วยตัวเองและรถม้าก็เตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว แม้แต่
หมอหลวงก็มาด้วย”
หมอหลวงก็มาด้วยเช่นนั้นหรือ?
ต่อให้ต้องตายก็ต้องพานางเข้าวังให้ได้ใช่หรือไม่?
ขณะที่นางเพิ่งจะพูดจบ นางก็เห็นจิ่นชูเดินนำหน้าหมอหลวงเข้ามาใน
เรือน
“พระชายาอาการเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ไทเฮารับสั่งให้ข้าพาหมอหลวง
เลี่ยวมาตรวจอาการพระชายาเป็นพิเศษ และขอเชิญพระชายาเข้าวังไป
สนทนากันสักครู่เจ้าค่ะ”
ลั่วชิงยวนไอสองครั้งแล้วบอกว่า “ในเมื่อข้าต้องเข้าวัง เช่นนั้นก็ให้ข้าได้
แต่งตัวสักหน่อยเถอะ”
แต่จิ่นชูกลับพูดว่า “ไทเฮารับสั่งว่า พระชายาไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรอก
เจ้าค่ะเมื่อไทเฮานึกได้ว่าพระชายาไม่สบาย ย่อมไม่โทษท่าน”
“พระชายาเชิญทำตัวตามสบายเถิดเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงยวนไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้าให้แม่นมเติ้งสวมเสื้อคลุมให้
จากนั้นนางก็ตามจิ่นชูออกไปจากตำหนัก
หลังจากขึ้นรถม้าแล้ว พวกเขาก็เดินทางเข้าวัง หมอหลวงจับชีพจรให้นาง
อยู่ในรถม้าพลางกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าร่างกายของพระชายายังอ่อนแออยู่บ้าง แต่
ฟื้
นี้
ก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวจนกลับมาเป็นปกติ ตอนนี้ไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไรแล้ว”
ลั่วชิงยวนพยักหน้า “ขอบคุณ หมอหลวงเลี่ยว”
“ข้าต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณพระชายา เทียบยาที่ท่านมอบให้
เพื่อรักษาอาการป่วยของแม่ทัพใหญ่ฉินเป็นประโยชน์กับตัวข้ายิ่งนักขอรับ!”
จากนั้นลั่วชิงยวนก็นึกออกว่า เขาคือหมอหลวงที่หลิวฮุ่ยเซียงพามาวันนั้น
นางจึงแลกเปลี่ยนทักษะวิชาแพทย์และประสบการณ์รักษากับหมอหลวงเลี่ยว
พวกเขาได้เข้ามาในวังหลวงแล้วโดยไม่ทันรู้ตัวเสียแล้ว
หลังลงจากรถม้าแล้วเดินมาได้สักพัก พวกเขาก็มาถึงวังหลวงโช่วสี่
ไทเฮาที่ฉลองพระองค์ในชุดคลุมสีทองเรียบง่ายกำลังเอนกายพร้อมกอด
เตาอุ่นมือเอาไว้ในอ้อมแขน เพื่อแสดงให้เห็นทั้งความสูงศักดิ์และสง่างาม
“พระชายามาแล้ว” เมื่อไทเฮาเห็นลั่วชิงยวน ไทเฮาก็โน้มตัวมาข้างหน้า
เล็กน้อยแล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง
“เชิญนั่งเถอะ” ไทเฮารับสั่งกับจิ่นชูว่า “เอาเตาอุ่นมือมาให้พระชายา”
ลั่วชิงยวนนั่งลงกอดเตาอุ่นมือแล้วไอเบา ๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น
มาว่า “ไทเฮารับสั่งให้หม่อมฉันเข้าเฝ้าวันนี้มิทราบเพราะเหตุอันใดหรือเพคะ”
ไทเฮายิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถึงแม้ว่าอ๋องผู้สำเร็จ
ราชการจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของข้าผู้เป็นไทเฮา แต่เขาก็สูญเสียมารดาไป
ตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนที่ฝ่าบาทจะขึ้นครองบัลลังก์ อ๋องผู้สำเร็จราชการก็ยังเรียกข้า
ว่าเสด็จแม่อยู่เลย เจ้าก็ควรจะเรียกข้าว่าเสด็จแม่เช่นกัน”
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้เข้า นางก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี
เอาเสียเลย
นางปฏิเสธตรง ๆ ไม่ได้แต่ก็ไม่อยากยอมรับด้วย นางจึงได้แต่ไอขึ้นมาแห้ง
ๆ อีกครั้ง
“แค่ก แค่ก แค่ก… มะ-หม่อมฉัน…”
เมื่อไทเฮาเห็นเช่นนี้เข้า ก็โน้มตัวมาตบหลังนาง “เจ้ารู้สึกไม่สบาย ก็พูดให้
น้อย ๆ เถอะ”
ลั่วชิงยวนผงกศีรษะ “ขอบพระทัยเพคะ ไทเฮา แค่ก แค่ก…”
ไทเฮานั่งตัวตรงพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าเรียกเจ้ามาเพราะเหตุจมน้ำเมื่อ
สองสามวันก่อน”
“ตัวข้ารู้ว่าเจ้าไม่เพียงแต่จะไร้ความผิด แต่ยังเกือบตายอีกด้วย! ทันทีที่เจ้า
เกิดเรื่อง ตัวข้าก็รีบส่งคนไปไต่สวนจนพบเงื่อนงำบางอย่างเข้า”
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ นางจึงหลุบสายตาที่เปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
“พบเงื่อนงำแล้วหรือเพคะ?”
ไทเฮามองนางด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “วันนี้ตัวข้าให้เจ้ามา
ที่นี่ ก็เพื่อช่วยตัดสินแทนเจ้าอย่างไรเล่า!”
คำพูดเพียงไม่กี่คำนี้มาพร้อมกับน้ำเสียงเฉียบขาด
ลั่วชิงยวนรู้สึกค่อนข้างสับสน “ไทเฮาทรงทราบว่าผู้ใดทำเรื่องนี้แล้วหรือ
เพคะ?”
ไทเฮาพยักหน้าแล้วตบหลังมือของนาง “ไม่ต้องห่วงหรอก อย่าได้กังวลใจ
นักเลย แค่นั่งฟังก็พอแล้วแล”
เมื่อพระนางพูดจบก็รับสั่งกับจิ่นชูด้วยพระสุรเสียงเย็นชาว่า “พาคนเข้า
มา!”
ลั่วชิงยวนรู้สึกสับสนยิ่งนัก ไทเฮาจับตัวลั่วเยวี่ยอิงได้แล้วเช่นนั้นหรือ?