ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 290
หมื่นตำลึง!
สวีซงหย่วนรู้สึกตื่นตกใจ “หมื่นตำลึงเชียวหรือ?!”
นี่มันแพงเกินไปแล้ว!
ซ่งเชียนฉู่พยักหน้าพลางดื่มกินแล้วกล่าวว่า “ข้าใช้ชีวิตตัวข้าเองแลกมา
เชียวนะเจ้าคะ!”
“หากท่านคิดว่าแพงก็ไม่เป็นกระไรเจ้าค่ะ ข้าจะเก็บเอาไว้เอง วันข้างหน้า
อาจจะมีประโยชน์ก็ได้!”
สวีซงหย่วนครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าไม่เข้าใจเรื่องตลาดนัก
หรอก ข้าจะลองถามสหายของข้าดูก็แล้วกันว่าพวกเขายินดีจะรับซื้อในราคา
นั้นหรือไม่”
“แม่นางซ่ง หากข้ามีข่าวคราวจะติดต่อเจ้าได้อย่างไร? เจ้าอาศัยอยู่ที่ใด
หรือ?” สวีซงหย่วนถามขึ้นมา
ซ่งเชียนฉู่ตอบว่า “ข้าพักอยู่บ้านสหาย ฉะนั้นข้าจึงไม่สะดวกจะบอกท่าน
ว่าอยู่ที่ไหน”
“หากท่านมีข่าวคราวอันใดก็ให้ไปยังสถานที่ที่พวกเราเจอกันแล้วผูก
ผ้าแถบแดงเอาไว้ใต้ต้นไม้ริมทาง วันรุ่งขึ้นก็มารอข้าที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เถิด
เจ้าค่ะ!”
สวีซงหย่วนผงกศีรษะ “ก็ได้”
เดิมทีเขาอยากจะรู้ว่าซ่งเชียนฉู่อาศัยอยู่ที่ไหน ตอนกลางคืนจะได้ไปขโมย
ดีงูมาเสียเลย
นั้
แต่ซ่งเชียนฉู่กลับไม่ยอมบอกอะไรเลย เช่นนั้นเขาคงได้แต่รอให้ถึงวัน
ติดต่อซื้อขายถึงจะแย่งชิงมาได้
เมื่อซ่งเชียนฉู่เห็นแววตาของสวีซงหย่วน นางก็ยิ้มจาง ๆ “หากสหายของ
ท่านสามารถให้ราคานี้ได้ วันนั้นท่านก็เอาตำลึงเงินมาให้ข้าด้วย เช่นนั้นพวก
เราก็จะได้มิเสียเวลา”
“จนกว่าจะได้เห็นตำลึงเงิน ข้าจักมิยอมเอาดีงูออกมาเป็นอันขาด! ข้ามิ
จำเป็นต้องเก็บของสำคัญแบบนั้นเอาไว้กับตัวหรอก”
สวีซงหย่วนตกตะลึงอยู่บ้าง จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางพยักหน้า “ได้สิ”
ซ่งเชียนฉู่ระวังป้องกันมิใช่น้อยเลย
ดูเหมือนว่านางคิดจะเรียกเงินหมื่นตำลึงจริง ๆ…
นี่มันแพงเกินไปแล้ว เขายังไม่รู้เลยว่านายท่านจะยินดีจ่ายเงินมากขนาด
นั้นเลยหรือไม่
พลบค่ำฟู่เฉินหวนก็ออกจากร้านไปในที่สุด
พอซ่งเชียนฉู่หาโอกาสกลับเข้ามาได้แล้ว นางก็อดมิได้ที่จะบ่นว่า “ท่าน
อ๋องทรงคิดจักทำอันใดกันแน่? อยู่ในร้านได้ทั้งวี่ทั้งวัน!”
ลั่วชิงยวนเก็บข้าวของแล้วเดินเข้าบ้านพลางถอนหายใจ “ผู้ใดจักรู้ว่า
สมองของเขาเกิดผิดปกติอันใดขึ้นมาอีกเล่า”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเขาว่ามีปัญหา แต่เขาไม่เชื่อเลยสักนิด ตอนนี้เขา
กลับมาให้ข้าแก้ไขเคราะห์ดอกท้อ?”
ซ่งเชียนฉู่วางถ้วยกับตะเกียบลงกับโต๊ะแล้วถามว่า “เช่นนั้นท่านคิดจะทำ
เช่นไร? จักไม่บอกให้เขารู้หรือ?”
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “หากข้าสามารถหลบเลี่ยงไม่ติดต่อ
สัมพันธ์กับเขาได้ ข้าก็ยินดี ขืนเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้า เกรงว่าคงได้จับข้า
โยนไปอยู่เรือนอีกแห่งเพื่อคุมเข้มเป็นแน่”
มื่
นี้
คิ้
นั้
ยู่
ุ
เมื่อซ่งเชียนฉู่ได้ยินเช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว “มีความคุมแค้นมากมายถึงขนาดนั้น
เลยเชียวหรือ?”
ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างจนใจ “ใช่”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่นางต้องเผชิญในตำหนักอ๋อง นางก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมา
ทันที
นางรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถต่อต้านฟู่เฉินหวน หรือแม้แต่พิสูจน์ความ
บริสุทธิ์ของตนภายใต้ความโปรดปรานที่เขามีต่อลั่วเยวี่ยอิง
สิ่งที่นางต้องทำในตอนนี้คือ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ ทรัพย์สินเงินทอง หรือชื่อเสียง
สักวันหนึ่งนางจะครองเมืองหลวงในฐานะของฉู่ลั่ว จะหามีผู้ใดรังแกนาง
ได้อีก!
“จริงด้วยสิ สถานการณ์ทางสวีซงหย่วนเป็นอย่างไรบ้าง?” ลั่วชิงยวนถาม
“ทุกอย่างดำเนินไปโดยราบรื่น! ไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น พวกเราอาจจะได้
กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียด้วยซ้ำไป!” ซ่งเชียนฉู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ?” ลั่วชิงยวนเลิกคิ้ว
ซ่งเชียนฉู่พยักหน้าพลางกล่าวว่า “บังเอิญว่าข้ามีดีงูอยู่พอดี น่าจะเพียง
พอให้หลอกสวีซงหย่วนได้ ข้าก็เลยเรียกราคาเขาไปหมื่นตำลึง!”
ลั่วชิงยวนรู้สึกตื่นตะลึง “เจ้านี่มันจริง ๆ เลยหนา! ตั้งหมื่นตำลึง! นี่ไม่ใช่
กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว!”
ซ่งเชียนฉู่ค่อย ๆ รินชาร้อนพลางกล่าวว่า “ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเราต้องใช้
เงินแล้ว หลอกต้มเขาก็ถือว่าเป็นการแก้แค้นอีกแบบหนึ่งอย่างไรเล่า”
การที่สวีซงหย่วนกับสวี่ชิงหลินเป็นพวกเดียวกัน จะต้องมีผู้ชักใยอยู่เบื้อง
หลังพวกมันเป็นแน่ ถึงสวีซงหย่วนจะจ่ายไม่ไหว แต่ผู้อยู่เบื้องหลังก็น่าจะจ่าย
ไหว
“เอาล่ะ แต่เจ้าก็ต้องระวังตัวด้วยล่ะ สวีซงหย่วนหาใช่คนดีอันใดไม่”
“ไม่ต้องห่วงหรอกหนา”
ยามค่ำคืนหิมะโปรยปรายลงมาอีกครั้ง หลังอาหารมื้อเย็น ลั่วชิงยวนก็เข้า
นอนแต่หัววัน