ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 461
ลั่วชิงยวนกำหมัดแน่นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “ท่านอ๋อง ท่าน
ยังต้องถามอีกหรือ? แน่นอนว่าย่อมเป็นผู้ที่ท่านทะนุถนอมไว้กลางใจ!”
“นอกจากนางแล้ว ยังจะเป็นผู้ใดอีกเล่า?”
เมื่อฟู่เฉินหวนได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
“อย่าได้พูดเรื่องเหลวไหลโดยไร้ซึ่งหลักฐาน!”
ลั่วชิงยวนยิ้มเยาะ “ต่อให้มีหลักฐาน ท่านอ๋องก็คงไม่เชื่อกระมัง”
“ยิ่งไปกว่านั้น ลำพังด้วยความสามารถของท่านอ๋องแล้ว การค้นหาหลัก
ฐานและค้นหาตัวผู้ที่ปล่อยข่าวลือก็คงเป็นเรื่องยากกระมัง?”
ฟู่เฉินหวนสามารถปกป้องลั่วเยวี่ยอิงได้ ต่อให้เขาจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่นางทำ
เขาก็มิได้จัดการกับนาง
ลั่วชิงยวนทราบเรื่องนี้ดียิ่ง
ฟู่เฉินหวนโมโหเสียจนหน้าตาซีดขาว เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นเพราะความ
สัมพันธ์อันเคลือบคลุมระหว่างนางกับฟู่อวิ๋นโจวจึงก่อให้เกิดเรื่องซุบซิบนินทา
มากมายปานนั้น
เมื่อข่าวมาถึงราชสำนัก ขุนนางทั้งหลายต่างพากันกล่าวโทษเขาแล้ว
แนะนำให้เขาจัดการเรื่องส่วนตัวให้ดีเสียก่อนที่จะมาจัดการเรื่องบ้านเมือง
เพราะเรื่องเสื่อมทรามที่ทำลายหน้าตาของราชวงศ์
พวกเขาจึงฉวยโอกาสนี้รวมหัวกันต่อต้านและกีดกันเขามิให้มีส่วนร่วมใน
เรื่องบ้านเมืองอีก
จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันมิให้เขาตามสืบคดีเงินบรรเทาทุกข์ที่สูญหายไป
สั่
รื่
จักรพรรดิทนรับแรงกดดันไม่ไหวอีกต่อไปจึงรับสั่งให้เขาจัดการเรื่องส่วน
ตัวให้เรียบร้อย ถึงเมื่อนั้นค่อยกลับเข้าราชสำนักอีกที
ตอนนี้เขาแค่มอบบทลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสั่งสอนฟู่อวิ๋นโจว แต่ลั่วชิง
ยวนกลับเอาแต่กดดันให้เขาปล่อยอีกฝ่ายไป
ทั้งคำพูดและการกระทำล้วนแล้วแต่ปกป้องฟู่อวิ๋นโจว
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ฟู่เฉินหวนรู้สึกโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขากำหมัดแน่นพลางสะกดกลั้นโทสะ จากนั้นก็จ้องมองลั่วชิงยวนด้วย
สายตาคมกริบราวกับมีดเล่มหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ลั่วชิง
ยวน!”
“หากเจ้าคิดให้ข้าปล่อยฟู่อวิ๋นโจวไป ก็มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว!”
“รักษาลั่วไห่ผิง!”
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึงไปทันที
จากนั้นนางก็พลันเข้าใจขึ้นมาได้ทันทีแล้วหัวเราะเสียงเย็น “อ้อ เหตุผลที่
ท่านอุตส่าห์ทุ่มเทความพยายามลงไปเสียมากมายถึงเพียงนั้นก็เพียงเพราะคำ
พูดประโยคสุดท้ายนี่เอง!”
เขาเจตนาใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการจับฟู่อวิ๋นโจวขังคุกน้ำ เพียงเพื่อ
ข่มขู่ให้นางรักษาลั่วไห่ผิง!
ฟู่เฉินหวนข่มกลั้นโทสะในใจ จากนั้นก็หันหลังแล้วเอ่ยเสียงเย็นชาราวกับ
น้ำแข็งว่า “ใช่”
“หมอหลวงหลายคนล้วนบอกว่าหมดหนทางเยียวยาแล้ว ข้ารู้ว่าเป็นฝีมือ
ของเจ้า”
“หลังจากรักษาลั่วไห่ผิง ข้าก็จะปล่อยตัวฟู่อวิ๋นโจวไป”
นั้
น้ำ
รื่
ที่
“มิฉะนั้นเจ้าก็ได้แต่เฝ้ามองดูเขาทรมานอยู่ในคุกน้ำต่อไป ส่วนเรื่องที่เขา
จะอยู่รอดได้นานเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้ว”
หลังจากฟู่เฉินหวนพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
เมื่อลั่วชิงยวนเหลียวกลับไปมอง เสียงน้ำยังคงดังอยู่เบื้องหลังนางมิได้
หยุดหย่อน ฟู่อวิ๋นโจวศีรษะห้อยตกอย่างอ่อนแรง อีกฝ่ายเปียกชุ่มไปทั้งตัวและ
อ่อนแอเสียจนแทบไร้ซึ่งลมหายใจอยู่แล้ว
ลั่วชิงยวนกัดฟันเดินออกจากคุกน้ำ
นางรีบไล่ตามเขาไป
นางไล่ตามฟู่เฉินหวนมาถึงลานเรือนแล้วเอ่ยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “หาก
หม่อมฉันหาหลักฐานที่หม่อมฉันถูกใส่ความได้เล่า?”
น้ำเสียงของลั่วชิงยวนฉายแววข่มขู่อยู่บ้าง อย่างไรเสีย คราวนี้ก็เป็นลั่วเยวี่
ยอิงที่ก่อเรื่อง หากเริ่มสืบจากองค์ชายเจ็ดก็น่าจะพบที่มาของภาพเขียนได้
ทว่าฟู่เฉินหวนกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยมิได้ลังเลใจเลยสักนิด “ข้ามี
เพียงเงื่อนไขเดียว เรื่องอื่นจงอย่าได้เอ่ยถึง”
โทสะพลันปะทุขึ้นในใจของลั่วชิงยวน เช่นนี้มิเท่ากับเขากำลังบอกว่าจะ
ปกป้องลั่วเยวี่ยอิงอยู่หรือไร?!
“ท่านต้องปกป้องลั่วไห่ผิงให้ได้ใช่หรือไม่? เขาเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ท่าน
มหาราชครูต้องตายเชียวนะ!” ลั่วชิงยวนโกรธเสียจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ทว่าน้ำเสียงของฟู่เฉินหวนกลับสงบนิ่งนัก “เรื่องมันจบไปแล้ว”
“จบกระนั้นหรือ?” ลั่วชิงยวนหัวเราะอย่างขมขื่นใจ “ใช่สิ พอคนตายไป
เสียก็จบเรื่องแล้ว”
ฟู่เฉินหวนมิได้ตอบคำแล้วเดินจากไป
ลั่
ที่
ที่
ลั่วชิงยวนที่อยู่ข้างหลัง มองเงาร่างที่กำลังจากไปของเขาด้วยแววตาเยียบ
เย็น “ข้าตกลง”