ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 509
“หากเช่นนั้น ข้าจักไปหาลี่เซียงแล้วถามให้ชัดเจน!”
ดวงตาของลั่วชิงยวนเย็นชาเล็กน้อย นางเอ่ยอย่างแผ่วเบา “หาอย่าได้
กังวลไป หากนางอับจนหนทางจริง แค่รอให้นางมาหาข้าก็เท่านั้น”
วันรุ่งขึ้นก็มีคนส่งจดหมายลับมา
ไม่รู้ว่าผู้ใดส่งมา แต่มันถูกเขียนไว้ว่า ‘แม่นางฝูเสวี่ย’
ลั่วชิงยวนเปิดจดหมาย
ข้อความบอกว่า: เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่หอสมุทร
มรกต คืนนี้ เจอกันที่หอร่ำเมลัย เวลาสามทุ่มครึ่ง
ลั่วชิงยวนเลิกคิ้ว คืนนี้อย่างนั้นหรือ?
นางไม่ได้พาลิ่นฝูเสวี่ยไปด้วย เพราะกลัวว่านางจะควบคุมอารมณ์ของ
ตนเองไม่ได้
และแผนการของนางจะทลายลง
เช่นนั้นนางจึงไปที่หอร่ำเมลัย เพียงลำพัง
นางรับใช้พานางเข้าไปในห้อง ท่านอาฉินกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“หลังจากรอคอยมานาน ในที่สุดเจ้าก็มาถึงเสียที” ท่านอาฉินพูดพร้อมกับ
รินสุราสองจอก นางยกสุราจอกหนึ่งดื่มทันที
ลั่วชิงยวนก้าวไปข้างหน้า นางนั่งลงแล้วพูดอย่างเย็นชา “อย่ามาเล่นลิ้น
บอกความจริงกับข้ามา”
ท่านอาฉินเหลือบมองจองสุราตรงหน้านาง “เจ้ามิอยากดื่มรึ?”
ที่
นี้
ที่นี่
พื่
“ท้ายที่สุดแล้ว วันนี้ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะหรือต่อสู้กับเจ้า”
ลั่วชิงยวนเหลือบมองจองสุราเบา ๆ และยิ้มอย่างเย็นชา “ข้ามิได้มาที่นี่
เพื่อร่ำสุรา”
“บอกข้ามาว่า เงื่อนไขในการเปิดเผยทุกอย่างที่เจ้ารู้เกี่ยวกับหอสมุทร
มรกตแก่ข้าคือสิ่งใด?”
เนื่องจากท่านอาฉินเข้าหานางเพราะเรื่องนี้ เช่นนั้นลั่วชิงยวนจึงต้อง
เจรจาเงื่อนไขกับนาง
ท่านอาฉินรินสุราแล้วดื่มอีกจอก ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “แม่นางฝูเสวี่ย
ฉลาดจริง ๆ”
“เงื่อนไขก็มิยากเลย เอาคนของข้าคืนมา! แล้วข้าจะบอกความลับทั้งหมด
ให้ฟัง จากนี้ไปเราทั้งสองน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง รวมทั้งเรื่องของหอเจาเซียงและ
หอฝูเสวี่ยด้วย”
ลั่วชิงยวนเหลือบมองนางด้วยความประหลาดใจ “แค่นั้นรึ?”
“ดูเหมือนว่าการตายของผู้คนมากมายในหอสมุทรมรกตมิเกี่ยวข้องกับเจ้า
มิเช่นนั้น เจ้าจักกล้าบอกข้าให้ต่างคนต่างอยู่ได้อย่างไร”
ทันใดนั้นท่านอาฉินก็กำมือของนางไว้ และจ้องมองนางแววตาเฉียบคม
ราวกับว่านางต้องการเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงภายใต้หน้ากากของลั่วชิงยวน
นางขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการแก้แค้นให้หอสมุทรมรกตหรือไม่ เจ้าเกี่ยวข้อง
กับลิ่นฝูเสวี่ยจริง ๆ รึ?”
เห็นได้ชัดว่าลิ่นฝูเสวี่ยไม่มีลูกศิษย์ ฝูเสวี่ยผู้นี้คือใครกันแน่?
ลั่วชิงยวนยิ้มอย่างเย็นชา “ข้าบอกว่าข้าคือลิ่นฝูเสวี่ย ไฉนเจ้ามิเชื่อข้า
เล่า?”
ท่านอาฉินตะคอกอย่างเย็นชา “ข้ารู้จักนางดีกว่าเจ้า! เจ้ากับนางแตกต่าง
กันนัก!”
นั้
มื่
“ก็ตามนั้น ในเมื่อเจ้ามิบอกข้า ข้าก็มิถาม”
“ข้าแค่อยากเก็บหอเจาเซียงของข้าไว้!”
“ฟังดูเป็นอย่างไร? เจ้าเห็นด้วยกับเงื่อนไขนี้หรือไม่?”
ลั่วชิงยวนเหลือบมองท่านอาฉินด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง และเอ่ยอย่างแผ่วเบา
“ข้าเห็นด้วย”
“บอกข้าที ผู้คนจากหอสมุทรมรกตตายได้อย่างไร?”
ท่านอาฉินลุกยืนขึ้นช้า ๆ นางเดินไปรอบห้อง และพูดอย่างสบาย ๆ “ผู้คน
ที่หอสมุทรมรกต พวกเขาล่วงเกินคนที่มิอาจทำให้ขุ่นเคืองได้”
“ข้าขอแนะนำว่าอย่าหาทางแก้แค้นให้พวกเขาเสียดีกว่า”
“ยามนั่นเป็นช่วงเวลาในเหมันตฤดู มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งใช้เงินไป
สามหมื่นตำลึง พวกเขาเชิญผู้คนจากหอสมุทรมรกตทั้งหมดขึ้นไปบนภูเขาเพื่อ
เฉลิมฉลอง”
“วันนั้นทางขึ้นเขาลื่นมาก”
“เมื่อรถม้าวิ่งผ่านขอบหน้าผา ก็ไม่อาจผ่านไปได้”
“รถม้าคันแล้วคันเล่าร่วงลงไป”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ลั่วชิงยวนก็ขมวดคิ้ว นางตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นางขัดจังหวะขึ้น “ไม่! หากรถม้าคันแรกร่วงลงไปแล้ว แล้วรถม้าคันหลัง
ร่วงลงไปได้อย่างไร?”
“พวกเขาลงจากรถม้ามิได้รึ? เพียงแค่รอความตายบนรถม้าอย่างนั้นรึ?”
ด้วยรอยยิ้มบนริมฝีปากของนาง ท่านอาฉินเดินไปด้านข้างแล้วหยิบ
กระถางธูปขึ้นมา จากนั้นจึงค่อย ๆเดินไปที่ด้านข้างของลั่วชิงยวน
นั่
นั้
นี้
“นั่นเป็นเพราะรถม้าทุกคันในวันนั้นมีกระถางธูปเช่นนี้”
“เมื่อพวกเขาไปถึงขอบหน้าผา ขบวนรถทุกคันก็ไร้สติกันหมดแล้ว”
ขณะที่นางพูดอย่างนั้น ท่านอาฉินได้สูดกลิ่นมันและเอ่ยอย่างประหลาดใจ
“กลิ่นในรถม้าในวันนั้นเหมือนกันกับสิ่งนี้ทุกประการ!”
“แม่นางฝูเสวี่ย เจ้าอยากดมกลิ่นดูหรือไม่เล่า?”
ท่านอาฉินยิ้มและยื่นกระถางธูปให้ลั่วชิงยวน
ลั่วชิงยวนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจและเห็นรอยยิ้มของท่านอาฉินเบิก
กว้างต่อหน้าต่อตา ความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้นทำให้ผู้คนสั่นสะท้าน
ไปถึงกระดูกสันหลัง
“เจ้า!” ดวงตาของลั่วชิงยวนเบลอ นางบีบฝ่ามืออย่างแรง แต่ยังควบคุม
อาการวิงเวียนศีรษะของนางมิได้