ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 525
ลั่วชิงยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “เช่นนั้นก็จงบอกข้ามาว่าเจ้ารู้สิ่งใด
บ้าง”
ฉินเฟิงรีบตอบว่า “ข้ารู้เรื่องข้อตกลงระหว่างเจ้ากับตระกูลหลิวอยู่เรื่อง
สองเรื่อง ตระกูลหลิวเองก็เคยทำงานให้ฝูจ้าวมาก่อน!”
“ฝูจ้าว เคยพบใต้เท้าหลิวตามลำพังในหอร่ำเมรัยมากกว่าหนึ่งครั้ง”
“เงินบรรเทาทุกข์ที่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการยึดได้จากจวนตระกูลหลิวอาจ
มีส่วนเกี่ยวพันกับฝูจ้าว!”
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกตกตะลึง
เรื่องเงินบรรเทาทุกข์เกี่ยวข้องกับฝูจ้าวจริง ๆ เสียด้วย
มิน่า เมื่อคืนนี้นางถึงได้ยินเซียวชูรายงานให้ฟู่เฉินหวนฟังว่าหัวหน้าโจรที่
ขโมยเงินบรรเทาทุกข์ไปมีรอยสักรูปนกอินทรีบนหลังมือขวา อันบ่งบอกถึง
ความเกี่ยวข้องกับสำนักเทียนอิง
จากนั้นนางก็บังเอิญเห็นคนผู้นี้อยู่ในห้องตำราของฝูจ้าว
ท่านอาฉิน ใต้เท้าหลิวและฝูจ้าว ที่แท้พวกเขาล้วนเป็นพวกเดียวกัน นับ
ตั้งแต่แรกที่ใต้เท้าหลิวหลงรักนาง ก็เป็นแค่กับดักที่ซ้อนอยู่ในกับดักหลายต่อ
หลายชั้น!
“เจ้ารู้อีกมากแค่ไหน?” ลั่วชิงยวนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคร่งเครียด
“เจ้าเคยเห็นบุรุษที่มีรอยสักรูปนกอินทรีบนหลังมือหรือไม่?”
ฉินเฟิงรู้สึกตื่นตกใจแล้วมองนางด้วยท่าทีตกตะลึง “เจ้าเคยเห็นด้วย
หรือ?”
ขั้
นี้
“เขาถึงขั้นยอมให้เจ้าเห็นเช่นนี้เชียวหรือ?”
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้เข้าก็รู้สึกตกตะลึง ฉินเฟิงเองก็รู้เช่นกัน
“เจ้าเคยเห็นเขาหรือไม่?”
ฉินเฟิงผงกศีรษะ “ฝูจ้าวชอบหารือเรื่องความลับสุดยอดที่หอร่ำเมรัย เขา
พาคนมาที่หอร่ำเมรัย ส่วนผู้ใดมิสะดวกก็ให้ไปพบในจวนของเขา”
“ข้าเคยพบบางคนอยู่ไม่กี่ครั้ง”
“บุรุษที่มีรอยสักรูปนกอินทรีบนหลังมือช่างลึกลับยิ่งนัก เขามักสวมใส่
หมวกไม้ไผ่จนมิอาจเห็นใบหน้าได้ชัด ทว่ารอยสักรูปนกอินทรีบนหลังมือของ
เขากลับชัดเจนยิ่ง หากตัดสินจากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฝูจ้าวแล้ว คนผู้นี้
คงเป็นคนสนิทของฝูจ้าว”
คนสนิท!
แววตาของลั่วชิงยวนแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น บัดนี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าพวก
เขาเป็นพวกเดียวกัน!
ฉินเฟิงทราบเรื่องนี้ค่อนข้างมากทีเดียว ฉะนั้นเก็บคนผู้นี้เอาไว้ก็น่ามี
ประโยชน์!
อย่างน้อยจนกว่าฝูจ้าวจะตาย เขาก็มีบทบาทสำคัญทีเดียว!
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนั้น ฉินเฟิงก็พลันเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ข้า
ยินดีตายแทนท่านอาฉิน! ข้าขอแบกรับโทษทัณฑ์ทุกอย่างเอาไว้เอง!”
“ข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่?”
“หากเจ้าอยากรู้เรื่องใด ข้าจักบอกเจ้าเอง!”
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วแล้วมองเขา “ท่านอาฉินสำคัญกับเจ้ามากถึงเพียงนั้น
เชียวหรือ? นางหาใช่คนดีกระไรไม่”
ลิ่
วี่
นางมิคิดจะช่วยท่านอาฉิน เพราะนางสังหารลิ่นฝูเสวี่ย ไม่ว่าอย่างไรนางก็
ต้องล้างแค้นให้ลิ่นฝูเสวี่ยให้จงได้
ฉินเฟิงมองนางด้วยสายตาหนักแน่นและวิงวอน “ใช่ ชีวิตข้าเป็นของ
นาง!”
“ก่อนข้าตาย ให้ข้าได้พบนางอีกสักครั้งได้หรือไม่?”
ลั่วชิงยวนลังเลไปชั่วขณะแล้วแก้มัดให้ฉินเฟิง
ในยามนี้เอง เสียงของลิ่นฝูเสวี่ยก็ดังขึ้นมาวว่า “ท่านเซียนน้อยโปรดระวัง
ตัวด้วย หากปล่อยเขาไปแล้วเขาทำร้ายท่านขึ้นมาจักทำเช่นไรเล่า?”
ลั่วชิงยวนหาได้ลังเลใจสักนิด นางแก้มัดให้ฉินเฟิงแล้วปล่อยเขาออกจาก
ห้องขัง
เดิมทีนางคิดจะพาเขาไปพบท่านอาฉิน เพื่อดูว่าเขามีตำแหน่งเช่นใดในใจ
ของท่านอาฉินและมีอันใดให้นางช่วงใช้ได้หรือไม่
แต่เมื่อฉินเฟิงมาถึงประตูห้องขัง เขากลับไม่ยอมเข้าไปหา
“เจ้ามิเข้าไปหรือ?”
ฉินเฟิงส่ายหน้าแล้วมองดูเงาร่างที่กำลังหลับใหลอยู่ในห้องขัง มีรอยยิ้ม
ผุดขึ้นตรงมุมปากแล้วเขาก็ล้วงถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ
เขาพึมพำว่า “ตอนนั้นหากมิใช่เพราะนางช่วยข้าจากไม้เท้าของศัตรูแล้ว
มอบเงินสิบตำลึงเงินล่ะก็ ข้าคงมิได้เป็นฉินเฟิงอย่างทุกวันนี้หรอก”
“ชีวิตข้าเป็นของนาง! การได้ตายเพื่อนางนับว่าเป็นการเติมเต็มวาสนา
ของข้าแล้ว”
ครั้นเขาบอกว่าอยากจะพบนางเป็นครั้งสุดท้าย ที่จริงแล้วก็แค่เหลือบมอง
เท่านั้น ฉินเฟิงหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องขัง
ลั่
ที่
ลั่วชิงยวนมองแผ่นหลังที่กำลังจากไปของเขาด้วยท่าทีสับสน ย่างก้าวของ
เขาช่างแสนหนักหน่วง ทว่ากลับมั่นคงถึงเพียงนั้น
การที่จะรักผู้ใดสักคนอย่างลึกซึ้งได้ถึงขั้นนี้ช่างเป็นเรื่องยิ่งใหญ่จริง ๆ
ขณะที่นางกำลังใคร่ครวญอยู่นั้น
จู่ ๆ เสียงของลิ่นฝูเสวี่ยก็ดังขึ้น…
“ถุงหอมใบนี้… เหมือนจะเป็นของข้านะ”