ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 831
จากนั้นทั้งสองก็ปลอมตัวและมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังนั้น
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในที่ห่างไกล แม้ว่าลานจะกว้างใหญ่ แต่ดูธรรมดามิ
เหมือนบ้านของตระกูลร่ำรวย
ก่อนเข้าไป ลั่วชิงยวนยืนยันกับทาสใบ้แล้วว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างใน
ทาสใบ้พยักหน้า
เป็นผลให้ลั่วชิงยวนเข้าไปในลานและเห็นสมุนไพรตากแห้งอยู่ในลานนั้น
นางมองไปที่ทาสใบ้ด้วยความสับสน และทาสใบ้ก็ได้แต่ส่ายหัวเพื่อแสดง
ให้เห็นว่านางมิรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเข้ามาถึงลานด้านใน ก็ได้ยินเสียงซักผ้าจากลานหลังบ้าน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลั่วชิงยวนจึงเดินไปที่ประตูหลังบ้านและมอง
เข้าไปข้างใน
มีสตรีนางหนึ่งหนึ่งนั่งอยู่ที่ลานบ้าน และข้าง ๆ นางยังมีเด็กคนหนึ่งอายุ
ประมาณสองขวบกำลังเล่นอยู่บนขั้นบันได
สตรีนางนั้นกำลังซักผ้า และมีอาภรณ์แขวนอยู่ในลาน
ในบรรดอาภรณ์เหล่านั้น มีบางชิ้นที่ชัดเจนว่าเป็นอาภรณ์ของบุรุษ
และลั่วชิงยวนมิแปลกใจเลย นั่นคืออาภรณ์ของลั่วไห่ผิง!
ลั่วชิงยวนตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างทันที
นี่คือบ้านเล็กของลั่วไห่ผิง
นั้
ยี่
สตรีนางนั้นดูเหมือนอายุยี่สิบ แต่ยังเด็กอยู่มาก
ลั่วไห่ผิงเป็นพวกวัวกินหญ้าอ่อน น่าขยะแขยงจริง ๆ
ลั่วชิงยวนจากไปอย่างรวดเร็ว นางต้องทำเรื่องสำคัญก่อน
ทาสใบ้พานางไปที่ทางเข้าทางลับ ซึ่งเป็นปากบ่อน้ำในลานเล็ก ๆ
ด้านล่างเป็นบ่อน้ำแห้งที่เชื่อมต่อกับทางลับ
ทั้งสองเข้าไปในทางลับทันที
เดินไปข้างหน้า ใช้เวลามินานก็มาถึงทางออกของทางลับ
หลังจากขึ้นมาแล้ว ก็เป็นห้องลับในห้องทำงานของลั่วไห่ผิง
ในห้องลับมีหีบหลายใบ ดูเหมือนโกดังเก็บของ แต่มีของมีค่ามากมาย
หีบทั้งหลายยังเต็มไปด้วยทองคำ เงิน และอัญมณี
แม้ว่าลั่วไห่ผิงจะเป็นอัครเสนาบดี แต่เงินเดือนของเขายังมิเพียงพอที่จะมี
ทรัพย์สินมากขนาดนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากการรับสินบน
ห้องลับมีขนาดใหญ่มาก แต่เก็บทรัพย์สมบัติได้มิถึงครึ่งห้อง
ลั่วไห่ผิงอาจต้องการใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเติมเต็มห้องลับนี้
นอกจากนี้เขายังสร้างทางลับซึ่งดูเหมือนพร้อมที่จะหลบหนีได้ทุกเมื่อ
ลั่วชิงยวนค้นหาไปรอบ ๆ และมิพบสิ่งใดที่อาจเกี่ยวข้องกับอาจารย์ของ
นาง
“ไปกันเถอะ”
ทางลับนี้ นางคิดถึงการใช้งานทางอื่นไว้แล้ว
นี้
พื่
แต่ทาสใบ้คนนี้ แม้ตนจะมิได้บอกว่านางจะสละชีวิตเพื่อนาง แต่มิว่านาง
ถามอะไรก็ตอบทั้งหมด
ไม่มีการปิดบังใด ๆ
หลังจากกลับมาลั่วชิงยวนได้เรียกอู๋อิ่งมาให้คำแนะนำบางอย่าง
ตาข่ายขนาดใหญ่ถูกวางอย่างเงียบ ๆ
มิกี่วันต่อมา การเตรียมงานแต่งงานก็หยุดลง ในตำหนักอ๋องไม่มีการจัด
เตรียมอะไรอีกเลย
ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ
เพียงแต่ข้างนอกมีการวิพากษ์วิจารณ์ตำหนักอ๋องมากมาย บ้างก็กล่าวว่า
ฟู่เฉินหวนมีความรักอย่างลึกซึ้ง บางคนก็บอกว่าเขาโง่
การแต่งงานกับลั่วเยวี่ยอิงซึ่งไม่มีความบริสุทธิ์อีกต่อไปมาเป็นชายารอง
ก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาว เนื่องจากชายารองเป็นเพียงความอัปยศ
ทั้งยังต้องเผชิญกับการเยาะเย้ยลับหลังจากคนมากมาย
นี่มิใช่การทำให้ราชวงศ์เสียหน้าหรอกหรือ?
ดังนั้นทั้งองค์จักรพรรดิและฟู่จิ่งหลีจึงพยายามโน้มน้าวฟู่เฉินหวน
แต่ฟู่เฉินหวนยังคงยืนยันหนักแน่น ไม่มีใครเกลี้ยกล่อมเขาได้
ไทเฮาที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาของราชวงศ์เป็นอันดับแรก ครั้งนี้กลับมิ
พูดอะไร มิรู้ว่ากำลังวางแผนอะไรในเงามืด
……
มิกี่วันต่อมาลั่วเยวี่ยอิงกำลังจะเข้ามาใน
ลั่
ลั่วชิงยวนนอนหลับจนตะวันโด่งฟ้า จือเฉาจึงจะมาปลุกนาง “พระชายา
ขบวนเจ้าสาวของคุณหนูรองลั่วมาถึงหน้าประตูแล้วเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงยวนลุกขึ้นและยืดตัว “เร็วขนาดนี้เชียว”
“งั้นก็เปิดประตูแล้วให้นางเข้ามา”
จือเฉาถามอย่างระมัดระวัง “จะให้ประตูเปิดจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“มิเช่นนั้นจะให้ทำอย่างไรเล่า?”
ดังนั้นจือเฉาจึงพยักหน้าและเดินออกไป จากนั้นจึงสั่งให้คนเปิดประตูด้าน
หน้า
ในขณะนี้ นอกจากลั่วเยวี่ยอิงที่สวมชุดแต่งงานสีแดงสดแล้ว ยังมีแขกเห
รื่อและผู้สัญจรไปมามากมายที่มาชมความสนุกสนาน ทุกคนต่างอยากรู้ว่าลั่ว
ชิงยวนจะยอมให้ลั่วเยวี่ยอิงเข้าไปหรือไม่
ขบวนยิ่งใหญ่เช่นนี้ ต่างจากการแต่งงานกับภรรยาเอกอย่างไร
หากลั่วชิงยวนเปิดประตูแล้วปล่อยให้ลั่วเยวี่ยอิงเข้าไป นั่นก็หมายความว่า
ต่อจากนี้ไปนางจะถูกลั่วเยวี่ยอิงเหยียบย่ำโดยสมบูรณ์
หากมิเปิดประตู ก็จะถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่าเป็น
คนขี้อิจฉาและใจแคบ สิ่งสำคัญคือคนที่อยากแต่งงานกับลั่วเยวี่ยอิงคือท่าน
อ๋อง หากลั่วชิงยวนมิเปิดประตูก็เท่ากับนางกระด้างกระเดื่องต่อท่านอ๋อง
ทุกคนต่างรอคอยด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง
ในที่สุดประตูก็เปิดออก
ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานจากทั่วบริเวณ