ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 429 ความมั่งคั่งไม่ได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง / ตอนที่ 430 ความไม่พอใจ
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 429 ความมั่งคั่งไม่ได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง / ตอนที่ 430 ความไม่พอใจ
ตอนที่ 429 ความมั่งคั่งไม่ได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง / ตอนที่ 430 ความไม่พอใจ
ตอนที่ 429 ความมั่งคั่งไม่ได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง
เซี่ยเฉียวนิ่งเงียบไปครูหนึ่ง
เงื่อนไขของตาเฒ่าชิวนี่ช่างยั่วใจจริงๆ
นางไม่ได้เป็นห่วงพี่ชายใหญ่ขนาดนั้น แต่ท่านพ่อของนางต่างหากที่โง่เขลา ล่วงเกินคนอื่นก็ยังไม่รู้ตัว แม้แต่เรื่องเลื่อนตำแหน่งทรัพย์สินเงินทองยังต้องให้นางเป็นคนคอยชี้แนะ
หากวันหนึ่งเขาทำให้ผู้สูงศักดิ์ขุ่นเคืองจริงๆ และถ้าอาจารย์ชิวเต็มใจช่วยเหลือขอความเมตตาให้ ความผิดที่เกิดจากความหุนหันพลันแล่นของท่านพ่อนางจะไม่เป็นปัญหาเลย
เส้นสายของตระกูลเซี่ยมีน้อยมาก เพื่อนที่คบหากันเป็นการส่วนตัวก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
แม้ว่าอาจารย์ชิวจะเป็นแค่รองผู้ดูแลสำนักศึกษา แต่ตัวเขาก็มีลูกศิษย์ลูกหา อีกอย่างตอนที่เขายังเป็นหนุ่มก็ยังเคยรับตำแหน่งราชการที่สำนักฮั่นหลินอีกด้วย
“แม่นางเซี่ยไม่สงสัยบ้างหรือว่าศิษย์ของเรือนคงกู่นี้มีศักยภาพแค่ไหน” ตาเฒ่าชิวเอ่ยเสริม
“สงสัยสิ” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
การได้มองดูคนอื่นพยายามสุดชีวิตนั้นน่าสนใจจริงๆ
เพียงน่าเสียดายที่ถ้าเรือนคงกู่แพ้ ความนิยมเล็กๆ น้อยๆ ของนางก็คงจะไม่เหลือ
ใครบ้างจะชอบคนที่ทำให้ตนเองต้องก้มศีรษะคำนับผู้อื่น?
“ข้าได้อ่านกระดาษคำตอบของแม่นางเซี่ยก่อนหน้านี้แล้ว มันดีมากจริงๆ ข้าเชื่อว่าหากเจ้าสามารถให้คำแนะนำพวกเขาบ้าง เรือนคงกู่ของเจ้าก็จะมีโอกาสชนะได้บ้าง” อาจารย์ชิวผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นมาอีก
“ผลการสอบประเมินครั้งต่อไปจะถูกปิดประกาศไว้ที่กำแพงด้านนอกประตูสำนักศึกษาให้ทุกคนสามารถเห็นได้ เรือนคงกู่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว” อาจารย์ชิวผู้เฒ่าฉลาดมาก
“ถ้าหากพวกเขากลับตัวได้จริง ตระกูลเซี่ยของเจ้าจะได้รับประโยชน์อย่างมาก” อาจารย์ชิวเอ่ย
ความมั่งคั่งไม่ได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง
บิดามารดาของศิษย์เรือนคงกู่ก็หวังว่าลูกๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นคนมีความสามารถ ถ้าเซี่ยเฉียวชี้แนะพวกเขาทั้งหมด คนเหล่านั้นก็ย่อมจะจดจำมันได้ขึ้นใจ
เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจเงียบๆ
“อาจารย์ทราบหรือไม่ว่าข้าสุขภาพไม่ดี” เซี่ยเฉียวถอนหายใจ “หากข้าตายด้วยความโกรธ ครอบครัวของพวกเราก็จะมีความแค้นต่อกันจริงๆ”
“…” เคราของอาจารย์ชิวไหวเล็กน้อย
“ช่างเถอะ เห็นแก่ที่อาจารย์อธิบายอย่างจริงใจ ข้าตกลง” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
ไม่ว่านางจะพยักหน้าตกลงหรือไม่ เรือนคงกู่และเรือนหมู่ตันก็ต้อง ‘ต่อสู้กัน’ อย่างแน่นอน
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นางต้องได้ชื่อว่าเป็นคนก่อให้เกิดปัญหา เพื่อแลกกับการปกป้องจากอาจารย์ชิวหรือสำนักศึกษานี้ครั้งหนึ่ง การแลกเปลี่ยนนี้ก็นับว่าไม่เลว”
อาจารย์ชิวผู้เฒ่าลืมไปจริงๆ ว่าเซี่ยเฉียวสุขภาพไม่ดี
เวลานี้เมื่อเซี่ยเฉียวยืนขึ้นด้วยตัวสั่นเทา
ราวกับว่าลมจะพัดนางให้ปลิวไปได้ทุกเมื่อ ในใจของเขาก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
หากนางตายเพราะความโกรธเล่า…
ใบหน้าชราของอาจารย์ชิวเคร่งขรึมและดูกังวลมาก
เซี่ยเฉียวจับหน้าอกของนางและเดินออกจากที่นั่นไปด้วยใบหน้าซีดเซียว
เมื่อคนอื่นเห็นนางแบบนี้ คนอื่นๆ ต่างก็คิดว่านางถูกรังแกแล้ว พวกนางจึงดูเหมือนโกรธเล็กน้อย
“อาจารย์ชิวเป็นต่ำช้าจริงๆ! เขาแก่ขนาดนี้แล้วแต่ยังคงรังแกเด็กอย่างเจ้าอีก!” ฉินหลิวโกรธจัดพลางเอ่ยเสริมด้วยเสียงเบาว่า “ไร้ยางอาย”
“ชู่ว” เซี่ยเฉียวยกมือขึ้นห้ามนาง “เคารพอาจารย์หน่อย”
ฉินหลิวแลบลิ้นออกมาทันที
เซี่ยเฉียวทนไม่ได้ที่จะต้องปิดบังนางจึงได้เล่าให้นางฟัง
เมื่อฉินหลิวได้ฟังจนจบแล้วก็ต้องอึ้งงันไป
“อาจารย์ชิวเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์จริงๆ เซี่ยเฉียว ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ช่างน่าอนาถจริงๆ กลายเป็นตัวหายนะไปเสียแล้ว” ฉินหลิวมองเซี่ยเฉียวอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ไม่เป็นไรหรอก แค่คนของเรือนคงกู่ชนะได้ก็พอแล้ว ส่วนคนของเรืองหมู่ตันจะคิดอย่างไรข้าไม่ได้สนใจหรอก” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“ชนะ?! มันยากเกินไป!” ฉินหลิวดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไรนัก
เซี่ยเฉียวเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมไม่มีอาจารย์สักคนในสำนักศึกษาที่คิดจะห้ามเรื่องนี้
ดูสิ นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ของศิษย์ทั้งหมดในเรือนคงกู่
ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย ราวกับว่าพวกนางโง่เขลาเบาปัญญากว่าคนเรือนหมู่ตันมาตั้งแต่เกิดกระนั้น
“เจ้าเต็มใจที่จะก้มหัวคำนับคนของเรือนหมู่ตันทุกครั้งที่เจอหรือ” เซี่ยเฉียวถาม
ฉินหลิวส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็ลองพยายามให้มากๆ เข้า” เซี่ยเฉียวเอ่ย
ฉินหลิวไม่มีจิตวิญญาณการต่อสู้มากนัก แต่ถ้าเรือนคงกู่ชนะ เซี่ยเฉียวก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เรือนหมู่ตัน เพื่อเรื่องนี้แล้วนางต้องพยายามไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!
ตอนที่ 430 ความไม่พอใจ
การตัดสินใจของสำนักศึกษาเป็นที่รู้กันทั่วในบรรดาศิษย์ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
คนของเรือนหมู่ตันต่างก็อดที่จะเย้ยหยันไม่ได้
แทบจะแน่นอนแล้วว่าหลังจากนี้ต่อไปคนของเรือนคงกู่จะต้องก้มหัวให้อย่างเชื่อฟังทุกครั้งที่เห็นพวกเขา
ส่วนคนของเรือนคงกู่ต่างก็อยู่ในภาวะสับสนยุ่งเหยิงในขณะนี้
มีทั้งความละอาย ความโกรธ ความหดหู่ ความไม่พอใจ และการกล่าวโทษ
เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเซี่ยเฉียวมีท่าทีต่อนางเหมือนเดิม และไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองนางเพราะเรื่องนี้ แต่คนอื่นๆ ในเรือนคงกู่กลับต่างออกไป
พวกนางกลับถูกเซี่ยเฉียวลากไปลำบากด้วย เวลานี้จึงรู้สึกเกลียดนางเข้าไส้
เพียงเพราะนางได้ที่หนึ่งในแปดวิชาจึงอยากจะย้ายไปอยู่เรือนหมู่ตัน เรือนหมู่ตันดีออกอย่างนั้น นางก็แค่ย้ายไปสิ?!
นี่อะไรกลับไปเอะอะโวยวายกับอาจารย์!
ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า นางก็ไม่ต้องย้ายไปเรือนหมู่ตันแล้ว แต่คนเรือนคงกู่ทั้งหมดกลับถูกลากให้ไปแข่งขันกับเรือนหมู่ตัน!
“เซี่ยเฉียว ทำไมเจ้าไม่ย้ายไปเรือนหมู่ตันเล่า! หรือว่าเรือนหมู่ตันก็ยังดีไม่พอสำหรับเจ้าอีก?!” ใครบางคนบุกเข้ามาว่ากล่าวนางด้วยเสียงอันดัง
“ถ้าคนในชั้นเรียนตัวอักษรรื่อของพวกเจ้าคิดจะก้มหัวให้คนอื่นก็เป็นเรื่องของพวกเจ้า จะมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราทำไม?!” ใครอีกคนเอ่ยขึ้น
คนส่วนใหญ่ที่พูดคำเหล่านี้มาจากชั้นเรียนอักษรคุนและอักษรเย่ว์ของเรืองคงกู่
ส่วนศิษย์ในชั้นเรียนหนึ่งสองสามสี่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานที่ดีจึงไม่กล้ามาเอะอะมะเทิ่งที่นี่
จำนวนผู้หญิงมีน้อย และฝั่งผู้ชายของเรือนคงกู่ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็มีอยู่พอสมควร
ในฐานะที่เป็นผู้ชาย พวกเขาละอายใจที่จะด่าว่าเซี่ยเฉียวตรงๆ แต่พวกเขาก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็มีคนไม่น้อยเข้ามาดูความสนุกคึกคักที่นี่
“ทำไมข้าต้องย้ายไปที่เรือนหมู่ตันด้วย” เซี่ยเฉียวเอ่ยช้าๆ “อาจารย์ของเรือนหมู่ตันมีความสามารถเท่ากับอาจารย์ของพวกเรา และวิชาที่สอนก็เหมือนกัน ข้าอยู่ที่ไหนแล้วมันจะต่างกันตรงไหน”
“แต่คนของเรือนหมู่ตันล้วนแต่มีความสามารถ! ที่นั่นไม่เหมาะกับเจ้ามากกว่าหรือ!” ความหมายในคำพูดของนางก็คือให้ตนเป็นฝ่ายไปเสียเอง
เช่นนั้นแล้วพวกนางก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันนี้ได้?
“คนของเรือนคงกู่ก็ไม่ได้แย่นี่?” เซี่ยเฉียวหรี่ตาลง “หรือว่าพวกเจ้าคิดว่าตนเองไม่ดีพอ?”
คนที่เผชิญหน้าอยู่กับนางขบกรามทันที่ที่ได้ยินเช่นนี้
แน่นอนว่ายังไม่ดีพอ แต่ถ้าจะให้พวกนางยอมรับออกมาตรงๆ…นั่นเป็นไปไม่ได้แน่นอน
“มันเป็นแค่การแข่งขันครั้งหนึ่ง และพวกเราก็ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหลายเดือน เนื้อหาในการสอบประเมินก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่อาจารย์เคยบรรยายมาแล้ว พวกเราคนของเรือนคงกู่ไม่ได้โง่เขลา ทำไมจะสอบชนะคนเรือนหมู่ตันไม่ได้ หรือทุกคนต้องการจะยอมรับว่าตนเองสู้คนอื่นไม่ได้ไปตลอดชีวิต” เซี่ยเฉียวกล่าวอีกครั้ง
เซี่ยเฉียวมองไปที่เด็กสาวเหล่านี้อย่างเห็นอกเห็นใจ
เซี่ยเฉียวถูกสำนักศึกษาวางแผนจัดฉากมาเช่นนี้ นางก็ช่วยอะไรไม่ได้
“แม่นางเซี่ยพูดถูก ข้าคิดว่า…พวกเราลองดูได้นะ ก่อนหน้านี้เรือนหมู่ตันมักจะดูถูกพวกเราเสมอ ถ้าพวกเรายังดูถูกตัวเองอีก เช่นนั้นก็ไม่ต้องจำเป็นต้องก้มหัวหรอก ในใจของพวกเราก็เห็นตัวเองเป็นแค่ฝุ่นผงเท่านั้นแล้ว” ฟังมู่เสวี่ยลุกขึ้นยืน
“การที่พวกเราสามารถเข้าเรียนเรือนคงกู่ได้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเราทุกคนนั้นยอดเยี่ยม ทำไมเราถึงต้องกลัวเรือนหมู่ตันด้วยล่ะ! ดูความมั่นหน้าของคนพวกนั้นสิ พวกเจ้ายอมได้หรือ แน่นอน ถ้าพวกเจ้ายอมรับได้ทั้งกายและใจก็ให้ถือว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน คิดว่าพวกเจ้าที่ยอมรับเรื่องนี้ได้ก็คงจะก้มหัวให้พวกนางได้โดยไม่รู้สึกอะไร” ฉินหลิวก็เอ่ยขึ้นด้วย
“เซี่ยเฉียวเองก็เป็นคนของเรือนคงกู่ นางยังเอาชนะคนเรือนหมู่ตันได้ไม่ใช่หรือ ทำไมพวกเราจะทำไม่ได้”
“…”
ชั้นเรียนของเซี่ยเฉียวเต็มไปด้วยพลังในเวลานี้
เซี่ยเฉียวเคยชนะมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นพวกนางจึงยังมีความมั่นใจอยู่บ้าง
เมื่อคนอื่นในเรือนคงกู่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ยากที่จะยอมรับได้ว่าตนเองขี้ขลาด
แต่ละคนขบกรามแน่น ทั้งรู้สึกหดหู่และเลือดร้อนเล็กน้อย
ใครบ้างที่จะไม่รู้ว่าเรือนหมู่ตันดูถูกพวกนาง? ส่วนพวกนางก็แค่กลัวว่าจะสู้ไม่ได้เท่านั้น?!