ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 111 ครูตาขีดจะทำอะไรฉันได้
ครูตาขีดมีลางสังหรณ์ว่าสถานการณ์จะไม่ค่อยดีนัก การยั่วยุให้เด็กผู้
เป็นดั่งลูกหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัว หนึ่งคนก็หัวหมุนจะแย่ หากสองคน
ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
“เรื่องของพวกเธอสองคนค่อยไปคุยที่ห้องพักครูหลังเลิกเรียน ตอนนี้มา
เริ่มเรียนกันได้แล้ว หยูเทียนอี้ ไปนั่งที่”
อวิ๋นตั่วกับเทียนอี้กลายเป็นแขกประจำของห้องพักครูไปเสียแล้ว จน
เพื่อนนักเรียนพากันตั้งฉายาให้ว่า „สองฮีโร่ผู้ได้รับการอบรม‟ เมื่อมีพวกเขา
ทั้งสอง ก็จะช่วยขับให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ดูน่าเอ็นดูและฉลาดเฉลียวมาก
ขึ้น เมื่อมีพวกเขาทั้งสองที่มักจะทำให้ครูโมโห ก็จะทำให้เพื่อนนักเรียนคนอื่น
ดูขัดหูขัดตาครูน้อยลง เพราะแบบนั้น อวิ๋นตั่วและเทียนอี้จึงเป็นที่ชื่นชอบของ
ทุกคนมาก
หลังจากที่ออกมาจากการถูกอบรม บนโต๊ะของเทียนอี้ก็เต็มไปด้วยขนม
ที่เพื่อนๆ ส่งมาให้ “ครูตาขีดนั่นไม่ได้แกล้งอะไรนายใช่ไหม?”
“ครูตาขีดจะทำอะไรฉันได้?” เทียนอี้พูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
แต่เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ครูตาขีดรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรักษาหน้าไว้ได้
จะต้องแสดงอำนาจให้เห็นบ้างแล้ว เขาโทรศัพท์ไปหาผู้ปกครองของเทียนอี้
กับอวิ๋นตั่ว ของอวิ๋นตั่วยังไม่เท่าไหร่ ปกติชูยินก็พูดเป็นนํ้าไหลไฟดับ กับเรื่อง
ของลูกสาวก็ยังคงรักษาความยุติธรรมไว้อยู่ แต่ที่ลำบากนั้นคือเทียนอี้ ใครๆ
ก็รู้ว่าเขาคือคุณชายของอี้ซินกรุ๊ป ไม่ว่าใครก็รู้ว่าเขามีทั้งฐานะและชื่อเสียง
ตอนที่คุณครูโทรศัพท์หารุ่ยอิ่งผู้เป็นแม่ของเทียนอี้นั้น พอดีกับเป็นตอนที่
ภรรยาใหญ่ของหยูอี้ซินมาเยี่ยม เธอจึงแค่ฟังแบบผ่านๆ ไปเท่านั้น
ภรรยาใหญ่ของหยูอี้ซินชื่อซูหรูฉิน เมื่อพูดถึงซูหรูฉินแล้ว ก็ต้องพูดถึงพ่อ
ของเธอผู้เป็นนักปฏิวัติเก่า พ่อของเธอเข้าร่วมการปฏิวัติตั้งแต่อายุสิบห้า มี
ความดีความชอบทางการทหารที่โดดเด่น หลังจากที่สถาปนาประเทศแล้วก็
กลายเป็นคนที่น่าเกรงขาม เขามีภรรยาที่แต่งงานด้วยกันอยู่สามคน คนที่
หนึ่งและสองเป็นสหายร่วมการปฏิวัติ
และด้วยเพราะไม่เชื่อในเรื่องการ
เสียสละของการปฏิวัติ พวกเธอแต่ละคนจึงทิ้งลูกชายและลูกสาวไว้กับเขา
สองคน และหลังสถาปนาประเทศ เขาก็ได้แต่งงานกับภรรยาคนปัจจุบัน ผู้ซึ่ง
เป็นแม่ของลูกชายและลูกสาวของเขา ซูหรูฉินเป็นลูกคนเล็กที่คนเป็นพ่อรัก
มากที่สุด และเมื่อเป็นลูกคนที่รักมากที่สุด ผู้เป็นพ่อก็ต้องหาสามีดีๆ ให้ลูก
และเพราะแบบนั้นเธอจึงได้มาพบกับหยูอี้ซิน พ่อของหยูอี้ซินเองก็เป็นนัก
ปฏิวัติเก่า เป็นผู้มีความดีความชอบทางการทหารที่โดดเด่นยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อ
เทียบกับพ่อของซูหรูฉินแล้วก็ยิ่งดีกว่า การที่ซูหรูฉินแต่งงานกับหยูอี้ซินนั้น
ถือเป็นการแต่งงานกับตระกูลที่รํ่ารวยกว่า ช่วงที่เพิ่งแต่งงานนั้น สองสามี
ภรรยาก็ใช้ชีวิตไปได้อย่างราบรื่น ทว่าหยูอี้ซินไม่อยากจะเป็นเหมือนบรรพ
บุรุษที่เดินบนเส้นทางการเมือง แต่เขากลับยึดมั่นในวงการธุรกิจ ซูหรูฉินเองก็
สนับสนุนสามีเต็มที่
หลังจากที่ก่อตั้งอี้ซินกรุ๊ปแล้ว ซูหรูฉินก็ทำหน้าที่เป็นแขนซ้ายขวาของ
สามีอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นธุรกิจก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงถอยกลับมาอยู่ที่
บ้านดูแลลูก ทว่าพอเธอถอย ก็กลายเป็นเหมือนให้โอกาสผีเสื้อดอกไม้จาก
ภายนอก เธอไม่เพียงแต่ต้องอยู่บ้านดูแลลูกเท่านั้น งานที่สำคัญยิ่งกว่าคือ
การขับไล่ผีเสื้อ
บางทีพูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าไหร่นัก
แมลงวันนั้นจะไม่จับจ้องไข่ที่ไร้ช่องโหว่ หากหยูอี้ซินไม่ไปยุ่งกับดอกไม้ ผีเสื้อ
ดอกไม้พวกนั้นมันจะมาจากไหน
ซูหรูฉินไปหารุ่ยอิงเพราะต้องการเตือนเธอให้รู้จักเจียมตัว หลายปีมานี้
ไม่รู้ว่าหยูอี้ซินมีผู้หญิงมากน้อยแค่ไหน แต่เธอยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพราะเธอ
เข้าใจอารมณ์ของหยูอี้ซิน พอได้สัมผัสความสดใหม่ ไม่ถึงสามเดือนก็เปลี่ยน
คน แต่รุ่ยอิงนั้นโชคดี เธออยู่กับหยูอี้ซินเพียงหนึ่งเดือน จู่ๆ ก็ตั้งครรภ์ คล้ายๆ
ว่าเธอจะได้ยินข่าวลือนี้มาจากภายนอกตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อน แม้แต่หยูอี้
ซินก็ไม่ยอมบอกเธอ จนกระทั่งผ่านมาสามเดือนถึงได้ยอมพูดออกมา
กระทั่งซูหรูฉินรู้เรื่อง เตรียมตัวที่จะลงมือกับเธอ ฝ่ายนั้นก็ทำทุกวิถีทาง ใช้
คำพูดหวานหูบอกกับอี้ซินว่าตัวเองเชิญให้หมอดูหลายคนมาดูดวง และทุก
คนก็ล้วนบอกว่าเธอท้องลูกชาย
ในตอนนั้นหยูอี้ซินต้องการลูกชายจนบ้าไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่เขาเตือนซู
หรูฉินว่าถ้าหากกล้าเข้ามาวุ่นวาย เขาจะหย่ากับเธอ