ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 211 ยึดตัวประกัน
ทั้งสี่คนยิ้มประจบบริกร “พี่สาวครับ ผ่อนผันให้หน่อยได้ไหม พวกเรา
ไม่ได้พกเงินมาเยอะขนาดนั้น พี่ยึดของเอาไว้ที่นี่ อย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้พวก
เราจะนำเงินมาไถ่ ได้ไหมครับ**?”**
บริกรไม่พอใจเป็นอย่างมาก คำพูดของเธอแฝงความหมายว่าเธอจะไม่
ทนอีกต่อไป เธอบ่นออกมาชุดใหญ่ จับใจความได้ประมาณว่าอายุแค่นิด
เดียวก็รู้จักออกมาต้มตุ๋น คุยโวไปถึงสวรรค์ ตัวแค่นี้ยังพูดจาเหลวไหล ไม่รู้โต
ไปจะกลายเป็นแบบไหน!
พอเทียนอี้สรุปคำพูดของบริกรออกมา เขาก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก จึง
ตบโต๊ะแล้วตะโกนขึ้นมาว่า “ทำไมพี่ทำแบบนั้นล่ะครับ คิดว่าผมจะเบี้ยวกับ
อีเงินแค่นี้เหรอไง?”
บริกรหัวเราะเยาะ “ถ้าเธอไม่เบี้ยว อย่างนั้นก็จ่ายเงินมาสิ!”
เทียนอี้จึงบอกว่า “ผมบอกพี่แล้วไงว่าจะมัดจำของไว้ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อย
มาไถ่คืน ทำไมไม่ได้ล่ะครับ” จากนั้นเขาก็ถอดสร้อยข้อมือหนังเส้นหนึ่งออก
จากข้อมือ “สร้อยข้อมือเส้นนี้ ตอนผมซื้อมาราคาเก้าร้อยหยวน ใส่ไปไม่เกิน
สิบครั้ง เอาทิ้งไว้ให้พี่ที่นี่ ได้ไหมครับ?”
บริกรแทบจะหลุดขำออกมา “น้องชาย ของแบบนี้ขายตามข้างทาง
อย่างมากก็เก้าหยวน เธอจะเติมศูนย์ข้างหลังสองตัวมาหลอกตาใครกัน?”
เทียนอี้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นปัญญาชนกำลังเจอกับทหาร พอแล้ว
เขาจะไม่เปลืองคำพูดกับคนๆ นี้แล้ว “เจ้าของร้านอยู่ไหมครับ เรียกเจ้าของ
ร้านมา!”
“เจ้าของร้านไปเที่ยวต่างประเทศ” บริกรพูด
เทียนอี้คิดไปคิดมา ถึงจะเรียกเจ้าของร้านมาก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าของ
ร้านก็ไม่รู้จักเขาอยู่ดี ถ้าจะให้ถูกต้องก็ต้องเรียกคนดูแลห้างสรรพสินค้า นั่น
ถึงจะเป็นคนของตัวเอง พอคิดได้แบบนี้ก็มั่นใจขึ้นมาแล้ว เขาโทรศัพท์แล้วนั่ง
ลงบนเก้าอี้ สีหน้าขณะมองบริกร ราวกับกำลังพูดว่า ‘คอยดูว่าคุณจะซวย
ยังไง’
ทางบริกรเองก็เรียกผู้จัดการร้านมาเช่นกัน เล่าเหตุการณ์ไปรอบหนึ่ง
ยังคงรักษาจิตวิญญาณที่ว่า ‘มีเหตุผลเดินไปได้ทั่วหล้า’
ผู้จัดการยึดถือหลักการที่เป็นมิตรมาเจรจากับเทียนอี้ “พวกเธอมีกันสี่
คน สามคนอยู่ที่ร้านก่อน ส่วนอีกคนกลับไปเอาเงิน พอได้เงินมาแล้วพวกเธอ
ก็กลับบ้านไปด้วยกัน พวกเธอว่าแบบนี้ดีไหม?”
เทียนอี้อาศัยว่าตัวเองมีคนสนับสนุนอยู่ข้างหลัง จึงไม่ยอมรับกับวิธีการ
นี้ “หมายความว่ายังไงครับ ให้พวกเราเอาคนมาเป็นตัวประกันนี่นา คุณรู้
ไหมว่าการกระทำของคุณตอนนี้เรียกว่าอะไร? ก็แค่อาหารมื้อเดียว ราคาห้า
ร้อยกว่าหยวนไม่ใช่เหรอไง? พวกเราสี่คน ถ้าใครสักคนต้องอยู่ที่นี่ ผมไม่ได้ขู่
หรอกนะ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นคุณชดใช้ไม่ไหวรอก รู้ตัวไหมครับ?”
เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการร้านดูถูกเทียนอี้ในใจ แต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้อยู่
“ไม่ได้หมายความว่าให้พวกคุณเป็นตัวประกันครับ แค่เสนอวิธีการอย่างหนึ่ง
เท่านั้น”
“ผมเอาสร้อยข้อมือมัดจำไว้เส้นหนึ่งแล้วนี่ครับ?”
“สร้อยข้อมือของคุณเส้นนี้ พวกเราประเมินราคาไม่ได้หรอกนะ!”
“ที่พูดมาทั้งหมด คุณไม่เชื่อพวกเราใช่ไหม?”
ตอนนี้ จื่อเถิงหยิบนาฬิกาข้อมือของเขาออกมาแล้ว “ต้องยึดนาฬิกา
ของผมไว้ไหมครับ?”
“จะยึดโทรศัพท์มือถือหนูไหมคะ?” เซียวเซียวพูด
ขณะที่พวกเขากำลังเจรจาเรื่องคํ้าประกันของกันอยู่ ผู้ชายใส่สูทกับ
รองเท้าหนังคนหนึ่งก็เดินออกมา พอเดินมาถึงข้างกายของเทียนอี้ ก็ยิ้มแล้ว
พูดกับผู้จัดการร้านว่า “เขาเป็นญาติของผมเอง เขาติดเงินอยู่เท่าไหร่ครับ
เดี๋ยวผมจ่ายให้ก็ได้”
ผู้จัดการร้านย่อมรู้ว่าผู้ที่มามีฐานะแบบไหนสำหรับอี้ซิน เช่นนั้นจึงออก
หน้ามาพูดขอร้องเอง รู้ว่าเทียนอี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา จึงรีบร้อนบอกว่า “ผู้
จัดการเจี่ยง ดูคุณคุณพูดสิ เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะเกรงใจอะไรกัน
ครับ เมื่อกี้เข้าใจผิดกันหมดเลย เข้าใจผิดกัน!”
“ใครเป็นครอบครัวเดียวกับคุณครับ ใครเป็นครอบครัวเดียวกับคุณ! ”
เทียนอี้ยังคงโวยวายไม่หยุด
ผู้จัดการเจี่ยงบอกใบ้ให้เทียนอี้หุบปาก จากนั้นจึงควักกระเป๋าเงินออก
มาแล้วถามว่า “พวกเขาติดเงินอยู่เท่าไหร่ครับ?”
“เด็กไม่กี่คนจะกินไปได้เท่าไรเชียว ช่างเถอะครับ! ” ผู้จัดการร้านออก
ตัวปฏิเสธ
“พวกคุณทำธุรกิจ จะไม่รับเงินได้ยังไงครับ” ผู้จัดการเจี่ยงพูด
ทั้งสองฝ่ายต่างเกรงใจกัน สุดท้ายผู้จัดการร้านก็ให้ส่วนลดจำนวนมาก ผู้
จัดการเจี่ยงจ่ายเงินในราคาส่วนลดเพื่อจบความขัดแย้งนี้