ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 402 ตัดสินต่อหน้าสาธารณชน
ในห้องพัก อวิ๋นตั่วนั่งอยู่บนโซฟา ข้างกายของเธอมีฉงหรงกับลั่วเสวี่ยอยู่
ใกล้ๆ เหมือนเป็นองครักษ์ซ้ายขวา จ้องมองอวิ๋นเฉียวตาไม่กะพริบ อวี่ซีกับ
พ่อนั่งอยู่บนโซฟายาวตัวหนึ่ง โดยมีชูยินกับอวิ๋นอี้ฟานนั่งอยู่ตรงข้ามกับอวี่ซี
เฉินอวี้กับชีซิงเหมือนเทพเฝ้าประตู ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า
ด้านนอกนั้น จ้าวเยว่กับสือเหยียนยังไม่ได้ไปไหน สือหยวนเกลี้ยกล่อม
ให้พวกเธอกลับไปหลายครั้ง แต่สองแม่ลูกก็ไม่ยอม
“ต้องมีเหตุสักอย่างสิ นายบอกเหตุผลพวกเรามาสักข้อเถอะ?” อวี่ซี
พูดขึ้นก่อน
อวิ๋นเฉียวไม่มีทางพูดขึ้นมาหรอก เขาพูดเหตุผลที่แท้จริงออกมาไม่ได้
และเขาก็ปั้นเรื่องหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้ด้วย
หลิวห้าวตงเมื่อเห็นทุกคนเงียบอยู่นาน จึงพูดขึ้นก่อน “ในเมื่อเขาไปแล้ว
พวกเรารออยู่ที่นี่ก็ไม่มีความหมายอะไร รอพรุ่งนี้ค่อยโทรไปถามว่าสาเหตุคือ
อะไรกันแน่”
หลิวห้าวตงคิดว่าลูกชายคงคิดดีแล้ว ไม่อยากปีนขึ้นไปเด็ดดอกฟ้า
เช่นนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจ
ชูยินมองอวิ๋นเฉียวที่ยืนอยู่ตรงกลาง เขาก้มหัวลง สีหน้าขมขื่น เหมือน
คนที่ทำความผิดมา ในใจของเธอทนไม่ไหว เมื่อได้ยินหลิวห้าวตงพูดแบบนี้
เธอจึงรีบตามนํ้าไปเพื่อไม่ให้เสียหน้า “ใช่แล้วค่ะ ทุกคนกลับกันไปก่อนเถอะ
ค่ะ วันหลังค่อยถามเขา ก็แค่งานหมั้นเอง ไม่จัดก็ไม่ต้องจัดหรอก สมัยนี้ก็ไม่
ค่อยมีใครจัดงานหมั้นกันแล้ว ที่ให้พวกเขาจัดมันก็แค่อารมณ์ดีใจชั่ววูบของ
ฉัน ความจริงแล้วไม่จัดก็ไม่ต่างกันกันหรอกค่ะ ใช่ไหมอวิ๋นตั่ว?”
อวิ๋นตั่วไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจเธอไม่เห็นด้วยกับคำพูดของแม่ ถ้าไม่
อยากจัดก็ควรจะบอกตั้งแต่แรกว่าไม่จัด ในเมื่อตัดสินใจจะจัดแล้วมาถอนตัว
ตอนใกล้ถึงเวลามันหมายความว่าอะไรล่ะ? ทำให้เธอเสียหน้าต่อหน้าเพื่อน
สนิท นี่ต่างอะไรกับการหนีการแต่งงานกัน? นี่ไม่เท่ากับประกาศให้รู้อย่าง
เป็นทางการว่าหลิวอวี่เจ๋อกับอวิ๋นตั่วแยกทางกันเดินแล้วเหรอ?
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร อวิ๋นตั่วก็รับไม่ได้ทั้งนั้น! ยิ่งไปกว่านั้น เธอคิดไม่
ออกจริงๆ ว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้อวี่เจ๋อจากไปแบบไม่บอกไม่กล่าว!
ชูยินประคองลูกสาวขึ้นมา “อวิ๋นตั่ว เรากลับบ้านกันก่อนเถอะลูก”
อวิ๋นตั่วยืนขึ้น ปล่อยให้แม่จูงตนเดินออกไปข้างนอก
“นะ…นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?” จ้าวเยว่เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“เด็กๆ ไม่อยากจัดงานขึ้นมากะทันหันน่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” ชู
ยินแสร้งทำเหมือนไม่เป็นอะไร
จ้าวเยว่ถอนหายใจออกมาขณะที่มองตามหลังชูยิน “เป็นแบบนี้ตลอด
เลย เห็นความหวังดีของฉันเป็นเจตนาร้าย”
“ช่างเถอะค่ะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ” สือเหยียนพูด
จ้าวเยว่ไม่พลาดโอกาสที่จะสั่งสอนลูกสาว “เห็นหรือยัง แม่บอกแล้ว ว่า
การมีแฟนตอนเรียนมหาวิทยาลัยน่ะไว้ใจไม่ได้ เชิญแขกมาเยอะขนาดนี้ จัด
งานหมั้นอะไรก็ไม่รู้ ผลสุดท้ายว่าที่เจ้าบ่าวหาย ครั้งนี้บ้านอวิ๋นเสียหน้ายก
ใหญ่แล้ว!”
สือหยวนจ้องมองภรรยาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “เวลาแบบนี้ คุณเลิกพูด
กระทบกระเทียบได้แล้ว”
“ฉันอยากพูดกระทบกระเทียบหรือไง? ฉันเจตนาดีเป็นห่วงพวกเขา
คุณก็เห็นสีหน้าชูยินแล้วนี่ เหมือนฉันเอาลูกเขยเธอไปซ่อนอย่างนั้นแหละ”
จ้าวเยว่พูด
“พอได้แล้ว คุณอย่าพูดมากเลย” สือหยวนเดินไปข้างหน้าโดยไม่หัน
กลับมา จะเดินไปตรงที่จอดรถก่อน
จ้าวเยว่ดึงมือลูกสาว ขณะที่มองตามหลังสามีด้วยท่าทางไม่พอใจ “ไม่รู้
จริงๆ ว่าในใจของเขาคิดอะไรอยู่ แม่พูดอะไรเขาจะต้องค้านขึ้นทุกที ทำร้าย
คนใกล้ตัวตลอดเลย!”
“คุณพ่อก็เจ้าอารมณ์แบบนี้แหละค่ะ ใช่ว่าคุณแม่จะไม่รู้” สือเหยียน
พูด
“ลูกอย่าเอาเยี่ยงอย่างพ่อนะ!”
สือเหยียนพยักหน้า “คุณแม่พูดมาตลอดว่าหนูเหมือนคุณแม่ไม่ใช่เหรอ
คะ? ถ้าไม่ใช่เพราะยีนที่แข็งแรงของแม่ หนูจะเก่งขนาดนี้ได้ยังไง ใช่ไหม
คะ?”
พอจ้าวเยว่ได้ฟังลูกสาวพูดประจบก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว เมื่อนึกถึงลูก
สองคนของชูยิน แล้วกลับมามองดูลูกสาวตัวเอง ก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุข
กว่าชูยินเยอะ!
————————————————–