ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 642 ลงมือได้โดยไม่พูดมาก
ยังพูดประโยคหลังไม่ทันจบ ก็ถูกคนนั้นผลักลงบนพื้นแล้ว มือนั้นตีโดน
แผลของอวิ๋นตั่วพอดี เธอล้มลงพื้น เจ็บจนร้องออกมา
คนๆ นั้นไม่มองอวิ๋นตั่วเลยแม้แต่น้อย พุ่งหมัดไปที่อวิ๋นเฉียว หมัดยังไม่
ทันลงหน้าก็ถูกมืออีกข้างหนึ่งจับค้างไว้กลางอากาศ ยังไม่ทันจะรู้ตัวก็ถูกชกที่
แก้มหนึ่งหมัดแล้ว
เขาระเบิดความโกรธออกมา แล้วร้องขึ้นว่า “กล้าต่อยฉันเหรอ!?”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็โดนชกเข้าอีกหมัด
เพื่อนของเขาเข้ามาห้ามไม่ให้ตีกัน เดิมทีอวี่เจ๋อคิดว่าคนๆ นี้ไม่ได้ยั่ว
โมโหตน ยังเกลี้ยกล่อมเพื่อนเขาตลอดด้วย คิดจะเห็นแก่หน้าเขาสักหน่อย
ปรากฏว่าขณะที่อวี่เจ๋อกำลังลังเล คนๆ นั้นก็ควงหมัดเข้ามา ชกที่แก้มของอวี่
เจ๋อ ตอนนี้อวี่เจ๋อโมโหสุดขีด รัวหมัดที่ตัวเขาราวกับสายฝน คนๆ นั้นถูกต่อย
จนไม่มีช่องทางให้สวนกลับ เพื่อนทนดูไม่ได้ จำต้องเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วย
อวิ๋นเฉียวคิดว่าเขาเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้น เมื่อมองดูอวี่เจ๋อถูกสองคนนั้นชก
แบบนี้ ก็ดูไร้คุณธรรมนํ้ามิตรมากๆ ก็เลยเข้าไปร่วมสู้ด้วย
อวิ๋นตั่วยํ่าเท้าอย่างร้อนรนอยู่ข้างๆ “แค่กินปิ้งย่างก็ต่อยกันแล้ว หยุด
เดี๋ยวนี้นะ!”
ช่วยไม่ได้ ทั้งสี่คนสู้กันอย่างดุเดือด ใครหยุดก่อนคนนั้นแพ้
สุดท้ายก็จบลงด้วยการที่อวี่เจ๋อกดคนๆ นั้นไว้จนไม่มีแรงสวนกลับ
ตอนที่คนๆ นั้นลุกขึ้นมาจากพื้น เขาก็ยอมรับความจริงบางอย่างได้ นั่นก็
คืออาศัยแค่กำลังของเขากับเพื่อนไม่มีทางเอาชนะได้แน่นอน เขาชี้หน้าอวี่เจ๋อ
และโวยวายว่า “ถ้าแน่จริงก็อย่าหนี! รอก่อนเดี๋ยวฉันจะจัดการแก!”
พอสองคนนั้นไป เจ้าของร้านปิ้งย่างก็บอกว่า “พวกคุณรีบไปเถอะ เขา
เป็นญาติกับนายอำเภอจริงๆ นะ เป็นจอมอันธพาลที่มีชื่อเสียงของที่นี่ เขา
ต้องไปเรียกคนมาแน่นอน รีบไปเถอะครับ”
อวิ๋นเฉียวเห็นอาหารที่พวกเขาสั่งย่างเสร็จแล้ว จึงบอกเจ้าของร้านให้ห่อ
ให้ แล้วเอากลับไปด้วย
พอถึงโรงพยาบาล ก็ดึกมากแล้ว ทั้งโรงพยาบาลไม่มีห้องไหนที่เปิดไฟ
เลย พวกเขาไปถึงห้องผู้ป่วย อวิ๋นเฉียวก็แกะถุงพลาสติก กินปิ้งย่างจนหมด
พอไปทิ้งขยะแล้วกลับมา ก็เห็นคนถือกระบอกนํ้าร้อนเดินเข้าไปในห้อง
ผู้ป่วยของอวิ๋นตั่ว ที่แท้ก็เป็นพนักงานร้านโดนัทอวิ๋นตั่วที่อวี่เจ๋อเรียกมา ต้ม
โจ๊กหนึ่งหม้อ คู่กับหมั่นโถวนิดหน่อย คนที่นี่ถนัดทำหมั่นโถว เขาหยิบหมั่น
โถวให้อวิ๋นตั่วชิ้นหนึ่ง เนื้ออ่อนนุ่ม ไม่ต่างกับที่ซื้อมาเลย
“หลิวอวี่เจ๋อร้ายกาจเกินไปแล้ว มีของดีขนาดนี้ดันไม่บอก รอจนฉันกิน
ปิ้งย่างหมดแล้ว พวกนายค่อยกินกันเองสองคน”
“ไม่มีอะไรน่ากินแล้วจริงๆ ฉันถึงได้เรียกคนมาส่งไง”
“ที่ที่พวกเราอยู่นี้ ไม่มีอะไรอร่อยๆ กินเลยจริงๆ ค่ะ” พนักงานร้านพูด
ขึ้น
“ร้านนั้นเป็นยังไงบ้าง? ขายได้ไหม?”
“แม้แต่โดนัทคืออะไรคนที่นี่ก็ยังไม่รู้จักเลยค่ะ พอเข้าร้านมาเห็นราคาก็
ตกใจกันหมดแล้ว ใครยังจะซื้ออีกละคะ?” พนักงานร้านตอบ
“พี่ลดราคาลงมาหน่อยได้ไหมคะ”
พนักงานจึงพูดขึ้นว่า “ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ คนที่นี่ปรารถนาจะเก็บ
เงินไว้ส่วนหนึ่งเวลาใช้จ่าย ต่อให้ขายราคาทุน คนก็ไม่ซื้อหรอกค่ะ”
อวิ๋นเฉียวมองอวี่เจ๋อแล้วหัวเราะออกมา “ฉันว่าเปลี่ยนเป็นร้านหมั่นโถ่ว
ธุรกิจอาจจะดีขึ้นมาหน่อยนะ”
“เปลี่ยนเป็นร้านหมั่นโถ่วก็ไม่แน่ว่าจะขายได้นะคะ พวกเราที่นี่ทำหมั่น
โถวเป็นทุกครัวเรือนเลย ทำไมต้องเปลืองเงินออกไปซื้อหมั่นโถวด้วยล่ะคะ”
อวิ๋นเฉียวทอดถอนใจ “สรุปว่าธุรกิจที่นี่ไม่ดี ทำไม่ได้แล้ว”
“หลักๆ เป็นเพราะกำลังซื้อไม่ถึง ทุกบ้านพยายามถูๆ ไถๆ กินให้อิ่ม
ไม่ได้มีเงินเหลือไปซื้อของอื่น” อวิ๋นตั่วว่า
“ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แม้แต่วันเดียวแล้ว” อวิ๋นเฉียวพูดขึ้นบ้าง
“งั้นพรุ่งนี้นายกลับไปก่อนสิ”
“นายล่ะ?”
“ยังไงฉันก็ต้องรอให้อวิ๋นตั่วดีขึ้นหน่อย แล้วอีกอย่างตอนนี้พวกเรายัง
ไม่ได้วางแผนจะกลับไป ถูกไหม?” เขามองอวิ๋นตั่ว
อวิ๋นตั่วมองพี่ชายแล้วยิ้ม
อวิ๋นเฉียวทำหน้างง “ถ้าไม่กลับ พวกนายจะอยู่ที่นี่เหรอ? พวกนายคิด
จะทำอะไร?”
———————————————-