ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - ตอนที่ 15 ผู้บำเพ็ญหญิงคนนี้ยังไม่เปิดร้าน
ตอนที่ 15 ผู้บำเพ็ญหญิงคนนี้ยังไม่เปิดร้าน
น่ายินดี!
สวี่หยางในยามนี้รู้สึกตื่นเต้นถึงขีดสุด
วิชายุทธ์นี้ไม่เพียงทำให้เขาอำพรางกลิ่นอายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามกลิ่นอายของผู้อื่น ซึ่งเทียบเท่ากับการดักฟังได้ด้วย
เขายังคงตะโกนอยู่ในใจ ‘ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม’ ความสุขดังกล่าวยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้
เพราะตื่นเต้นเกินไป เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกำหมัด
“สามี มีเรื่องอะไรหรือถึงทำให้เจ้ามีความสุขเช่นนี้?”
หลินอวี้ผู้กำลังเตรียมจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ทั้งประหลาดใจและขบขันเล็กน้อยเมื่อเห็นฉากนี้ นางไม่เคยเห็นเขามีความสุขขนาดนี้มานานแล้ว
“ฮ่า ๆ อวี้เอ๋อร์ ข้าเพิ่งทะลวงขั้นวิชายุทธ์ใหม่ได้น่ะ”
ทันทีที่คว้าตัวหลินอวี้ สวี่หยางก็สวมกอดนางแล้วหมุนเป็นวงกลม
“ไอหยา พอ พอ จะราดแล้ว จะราดแล้ว”
นางต้องการปลดทุกข์ด่วน แล้วจะทนต่อการหมุนติ้ว ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
หลังจากได้ยินสวี่หยางก็ปล่อยให้หลินอวี้ไปปลดทุกข์ในห้องน้ำ
เมื่อนางกลับมา เขาก็สวมกอดหลินอวี้แล้วพาขึ้นเตียง ไม่ช้าก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากในบ้าน
เช้าวันต่อมา สวี่หยางเหลือบมองแต้มคะแนนพิเศษที่เพิ่มขึ้นในวันนี้
สามสิบแต้ม!
ดูท่าว่าเมื่อคืนเขาจะทำให้ภรรยาพึงพอใจไม่น้อย
เขามาถึงบริเวณที่ฝังโสมหญ้าโลหิตเอาไว้ ในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป โสมหญ้าโลหิตทั้งสามก็เติบโต
หนึ่งต้นถูกเก็บไว้เพื่อดื่มเอง ส่วนอีกสองต้นเขาตัดสินใจนำไปขายเพื่อหาหินวิญญาณเพิ่ม
หลังจากรับประทานอาหารเช้า เขาก็เดินออกไปที่ประตู ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ร้านค้ารายทางเริ่มเปิดทำการในช่วงเช้า
ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจที่ร้านของเสิ่นม่านอวิ๋นยังคงปิดอยู่
“ผู้บำเพ็ญหญิงคนนี้ยังไม่เปิดร้านอีกหรือ?”
“สหายเต๋าสวี่มาหาเสิ่นม่านอวิ๋นอีกแล้วหรือ?” คนขายเนื้อวิญญาณซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามพลางแย้มยิ้ม
“ข้าเก็บสมุนไพรได้จากภูเขา เหตุใดวันนี้เถ้าแก่เนี้ยถึงเปิดร้านช้านัก?” สวี่หยางถาม
“เฮ้อ… เมื่อไม่นานมานี้ค่าเช่าร้านเพิ่มขึ้น ประกอบกับเสิ่นม่านอวิ๋นขัดสนเงินทองเลยต้องวาดยันต์เพิ่ม เมื่อคืนนางคงนอนดึกเป็นแน่”
หลังจากสิ้นคำ ประตูร้านฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก
เสิ่นม่านอวิ๋นผู้ยังไม่ได้แต่งหน้าคล้ายกับได้ยินบทสนทนาข้างนอก นางจึงโบกมือให้สวี่หยาง “ต้องขอโทษสหายเต๋าสวี่ด้วย เมื่อคืนข้าอยู่ดึกเพื่อวาดยันต์เลยตื่นสายนิดหน่อย เชิญเข้ามาจิบชาข้างในก่อน”
สวี่หยางเข้าไปในร้านก่อนจะพบว่าเสิ่นม่านอวิ๋นยังคงแต่งกายไม่เรียบร้อย หน้าอกของนางเนินนูนให้เห็นอยู่รำไร
‘ซ่อนมิดชิดยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ไม่รู้เลยว่าจะใหญ่ได้ถึงขนาดนี้’
แม้สวี่หยางจะพึมพำในใจ แต่ใบหน้าของเขากำลังจดจ้องชาที่อยู่ตรงหน้า
“ขอโทษที ข้าเพิ่งตื่นเลยยังไม่ได้จัดการตัวเองให้เรียบร้อย”
“เถ้าแก่เนี้ยไม่ต้องรีบ เชิญตามสบาย”
“รอสักครู่”
เสิ่นม่านอวิ๋นเดินกลับเข้าไปด้านในร้านก่อนเสียง ‘พรึ่บ ๆ’ ซึ่งน่าจะเป็นเสียงกำลังจัดเสื้อผ้าก็ดังขึ้น
สวี่หยางกวาดมองรอบร้าน มีโต๊ะทำงานที่ด้านหลังห้องซึ่งเต็มไปด้วยกระดาษยันต์ ทรายสีชาด เม็ดสี พู่กันยันต์และของชิ้นอื่น
ในถังซึ่งอยู่บนพื้นมีกองกระดาษยันต์ถูกทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก
“ดูเหมือนว่าอัตราการล้มเหลวในการวาดยันต์ของเสิ่นม่านอวิ๋นจะค่อนข้างสูงพอตัวถึงได้ใช้กระดาษเปลืองขนาดนี้”
สวี่หยางพึมพำ
ผ่านไปสักพัก เสิ่นม่านอวิ๋นซึ่งจัดการตัวเองเรียบร้อยก็เปิดม่านเดินออกมา
สีหน้าของสวี่หยางแข็งทื่อ รูปร่างของเสิ่นม่านอวิ๋นนับว่าเย้ายวนมีเสน่ห์ ทำให้ภาพเนินอกขาวราวหิมะเมื่อครู่ปรากฏอยู่ในหัว
“สหายเต๋าสวี่มองอะไรหรือ เจ้ามีภรรยาแล้วยังไม่ซื่อสัตย์อีก?”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าขณะหัวเราะแผ่วเบา
แม้จะมองเห็นนัยยะในดวงตาของสวี่หยาง ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้โกรธ เพราะนางทราบว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย นอกจากนี้อีกฝ่ายยังเป็นคนซื่อสัตย์อยู่เสมอ
สวี่หยางไอกลบเกลื่อนความเขินอาย “ยันต์ของเถ้าแก่เนี้ยเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เฮ้อ ฝีมือข้ายังอ่อนด้อยนัก อัตราความล้มเหลวก็เลยสูง ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย”
เสิ่นม่านอวิ๋นมองรอบร้านด้วยสายตาโศกเศร้า “ข้ายังไม่รู้เลยว่าปีนี้จะรอดไปได้หรือเปล่า ถ้าทนไม่ไหวก็ทำได้แค่ปิดกิจการเท่านั้น”
สวี่หยางปลอบใจ “เถ้าแก่เนี้ยมีฝีมือในการสร้างยันต์ ต่อให้ปิดกิจการไปก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้ชีวิตหรอก”
เสิ่นม่านอวิ๋นฝืนยิ้ม “สหายเต๋าสวี่ เจ้ามาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ แสดงว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ใช่หรือไม่?”
สวี่หยางหยิบกระเป๋าออกมาแล้วหยิบโสมหญ้าโลหิตออกมาสองต้น
“นี่มัน… โสมหญ้าโลหิต คุณภาพดี สหายเต๋าสวี่ช่างมีวาสนานัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่มาหาข้าแต่เช้า”
“ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เมื่อวานตอนขึ้นเขาบังเอิญไปเจอโสมหญ้าโลหิตสองต้นเข้า ข้าเลยเก็บพวกมันกลับมา”
“ดี ดี เจ้านี่คุณภาพยอดเยี่ยมนัก น่าจะมีอายุประมาณสิบปี” ตอนนี้เสิ่นม่านอวิ๋นเต็มไปด้วยความอิจฉา โสมหญ้าสองต้นนี้มีมูลค่ามากกว่าหินวิญญาณหนึ่งร้อยห้าก้อน สวี่หยางในตอนนี้นับว่ามีวาสนาไม่น้อย
น่าเสียดายที่สวี่หยางแต่งภรรยาไปแล้ว ไม่อย่างนั้นนางคงคว้าเขามาไว้เอง
แต่แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือนางคิดว่าสวี่หยางเป็นคนจริงใจ ซื่อสัตย์และควรค่าที่จะเชื่อใจ
หลังจากต่อรองเรียบร้อย ราคาของโสมหญ้าทั้งสองต้นอยู่ที่หินวิญญาณหนึ่งร้อยห้าสิบก้อน
“สหายเต๋าสวี่ ในส่วนของหินวิญญาณ ข้าคงไม่สามารถให้ได้จนกว่าจะถึงช่วงบ่าย เพราะตอนนี้ข้าไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น”
หากพูดถึงการขายในราคาหินวิญญาณหลายร้อยก้อน สภาพคล่องทางการเงินของแม่ค้าเช่นนางไม่ได้ดีเท่ากับเถ้าแก่สวีอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อได้ยินสวี่หยางก็คิ้วขมวด เขาขายโสมหญ้าโลหิตให้กับเสิ่นม่านอวิ๋นไปแล้ว เพราะอย่างนั้นจึงไม่สามารถขายพืชวิญญาณที่ถูกเร่งการเจริญเติบโตให้กับร้านเดิมได้ หาไม่แล้วยิ่งเวลาผ่านไปจะยิ่งเกิดความเคลือบแคลงสงสัย
“เถ้าแก่เนี้ย ข้าไม่ได้ติดหนี้อะไรหรอก” สวี่หยางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“ข้ารู้ ถ้าอย่างนั้นให้ข้าพาเจ้าไปที่เมืองเพื่อขายโสมหญ้าโลหิตให้กับหัวหน้าข้าเอง ว่าอย่างไร?”
เสิ่นม่านอวิ๋นกระตือรือร้นที่จะทำข้อตกลงให้เสร็จสิ้น อย่างน้อยนางก็สามารถได้หินวิญญาณจากส่วนนี้ไม่ต่ำกว่าห้าก้อน
สวี่หยางเอ่ยติดตลก “เถ้าแก่เนี้ยไม่ต้องกังวลเรื่องแนะนำข้าให้หัวหน้ารู้จักหรอก แต่ภายภาคหน้าข้าสามารถไปหาเองได้เลยใช่หรือไม่?”
เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มแล้วเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องขายให้มากกว่านี้”
นางคิดว่าสวี่หยางได้โสมหญ้าโลหิตเพราะโชคช่วย
จากนั้นเขาก็เดินตามเสิ่นม่านอวิ๋นไปในเมือง
สิ่งที่เรียกว่าเมืองชั้นในก็คือเมืองชั้นในของเมืองฟาง มันเป็นสถานที่เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ไม่เพียงปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งของจำเป็นอีกมากมาย ผู้คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนร่ำรวย
“สหายเต๋าสวี่ หากคราวนี้ได้รับหินวิญญาณเป็นจำนวนมาก เจ้าย่อมสามารถแต่งงานกับผู้หญิงที่มีรากฐานวิญญาณได้อย่างแน่นอน เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เสิ่นม่านอวิ๋นสนทนาเรียบง่ายขณะย่างก้าว
สวี่หยางตกตะลึงเล็กน้อย “แต่งงานกับผู้หญิงที่มีรากฐานวิญญาณหรือ? ข้าเพิ่งแต่งงานกับอวี้เอ๋อร์ไปได้ไม่นาน เพราะงั้นลืมไปเสียเถอะ”
เขาไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน
ตอนแต่งงานในอดีต เขาคิดว่าตนเองยังมีพรสวรรค์ไม่เพียงพอและหวังจะมีลูกที่มีรากฐานวิญญาณโดยไว
แต่ตอนนี้เขามีความสามารถที่เพิ่มขึ้นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแต่งงานอีกต่อไป
นอกจากนี้เขายังไม่รู้ว่าการแต่งภรรยาเพิ่มจะทำให้ความชอบของหลินอวี้ลดลงหรือไม่ เพราะสิ่งนี้จะส่งผลให้แต้มคะแนนพิเศษลดลง
เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มหยัน “สหายเต๋าสวี่ช่างแตกต่างจากคนอื่นเหลือเกิน แต่แบบนี้แหละดีแล้ว บางคนพอมั่งคั่งนิดหน่อยก็ไปเที่ยวเตร่กับหญิงอื่น สุดท้ายก็ทำอีกฝ่ายท้อง”
สวี่หยางรู้สึกว่าคำพูดในวันนี้ของเสิ่นม่านอวิ๋นแฝงไว้ด้วยบางอย่าง อีกทั้งวิธีมองเขาก็แตกต่างไปจากเดิม
‘ผู้บำเพ็ญหญิงคนนี้สนใจในตัวข้าหรือ?’
เมื่อสัมผัสโสมหญ้าโลหิตในกระเป๋า เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย ตอนนี้เขาถือว่ามีเงินอยู่บ้าง จึงเป็นธรรมดาที่จะกลายเป็นคนเนื้อหอม
เมืองชั้นในค่อนข้างปลอดภัย สวี่หยางจึงไม่กังวลว่าเสิ่นม่านอวิ๋นจะหาเรื่อง
ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงใจกลางเมือง หลังจากเลี้ยวหัวมุมหนึ่งก็เห็นผู้บำเพ็ญสองสามคนกำลังสนทนาอยู่ที่ทางเข้า
คนเหล่านี้ล้วนทำธุรกิจสมุนไพร พวกเขากำลังหารือเกี่ยวกับราคาตลาดยาล่าสุด
“โอ้ สหายเต๋าเสิ่น เหตุใดครั้งนี้เจ้าถึงพาคนมาด้วย?”
“สหายเต๋าเสิ่น ไม่ได้เจอกันเสียนาน ยังงดงามไม่เปลี่ยนเลย”
พวกเขาทุกคนต่างเป็นสหายที่รู้จักกัน
เสิ่นม่านอวิ๋นสนทนาอย่างราบเรียบสักพักก่อนจะพาสวี่หยางเข้าไปในร้าน
จากสิ่งที่นางพูดมา ร้านนี้เปิดโดยลูกชายของตระกูลสวีผู้เชี่ยวชาญด้านการซื้อสมุนไพรและพืชวิญญาณจากโลกภายนอก
อันที่จริง ตอนสวี่หยางมาที่นี่ เขากำลังครุ่นคิดว่าภาคภายหน้าควรจะขายของเองโดยไม่ต้องมีคนกลางเพื่อหารราคาส่วนต่างหรือไม่
ในเมื่อเสิ่นม่านอวิ๋นกล้าพาเขามาที่นี่ สวี่หยางก็ไม่หวาดกลัวเรื่องนี้ ผู้คนที่นี่เพียงให้ความร่วมมือกับพ่อค้าที่มีหน้าร้านเท่านั้น หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับสมุนไพร ย่อมสืบสาวราวเรื่องในภายหลังได้ง่าย
ไม่ช้าทั้งสองก็พบกับผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่ง
“สหายเต๋าเสิ่น คนผู้นี้คือ…”
ผู้บำเพ็ญหนุ่มมองไปทางสวี่หยาง
“นี่คือสหายของข้า เขาเก็บโสมหญ้าโลหิตได้น่ะ”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยจบก็เปิดกระเป๋าของสวี่หยาง
“ที่แท้มันคือโสมหญ้าโลหิตอันเก่าแก่ ทั้งยังมีคุณภาพดีด้วย”
ดวงตาของผู้บำเพ็ญหนุ่มทอประกายขณะส่งยิ้มไปทางเสิ่นม่านอวิ๋น “เจ้านี่เป็นของดี มาคุยเรื่องราคากันเถอะ”
จากนั้นสวี่หยางก็ไปรออยู่ข้างนอก
สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบคือสวี่หยางเริ่มใช้การติดตามกลิ่นอายแล้ว ทำให้เขาเข้าใจรายละเอียดของการสนทนาผ่านกลิ่นอายในร้าน
ครู่ต่อมา ทั้งสองปิดข้อตกลงในราคาหินวิญญาณหนึ่งร้อยหกสิบสามก้อน
เสิ่นม่านอวิ๋นได้รับหินวิญญาณแปดก้อนในฐานะคนกลาง หลังจากนั้นนางก็ซื้อยาถอนพิษหนึ่งขวดในราคาต่ำ
‘กำไรค่อนข้างสูงพอตัว’
สวี่หยางลอบพึมพำ
หลังจากออกมาแล้ว เสิ่นม่านอวิ๋นก็อารมณ์ดี พร้อมหยิบยันต์สื่อสารออกมาจากถุงเก็บของก่อนจะมอบให้แก่สวี่หยาง
“สหายเต๋าสวี่ หากเจ้ามีของดีที่จะขายในภายภาคหน้าก็สามารถส่งสารมาหาได้ ข้าจะไปรับของที่บ้านเจ้าด้วยตัวเอง เพราะได้ยินมาว่าในละแวกบ้านเต็มไปด้วยโจรชั่ว ขอบเขตการฝึกตนของข้าสูงกว่าเจ้า เพราะงั้นอย่างไรก็ปลอดภัยกว่า”
“ได้สิ”
สวี่หยางพยักหน้าก่อนจะพับยันต์สื่อสารครึ่งหนึ่งเก็บไว้
“สหายเต๋าสวี่ทำเงินได้ไม่น้อย เพราะงั้นเจ้าควรซื้อถุงเก็บของเพื่อความสะดวกติดตัวไว้ด้วย”
“ก็แค่เงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ไว้ข้าจะวางแผนทีหลังก็แล้วกัน”
เมื่อกลับไปที่ร้านของเสิ่นม่านอวิ๋น สวี่หยางก็ประหลาดใจที่นางเสนอตัวพาไปส่งถึงบ้าน เพราะเขาในตอนนี้มีหินวิญญาณอยู่กับตัวเป็นจำนวนมาก
“คนที่อยู่หน้าร้านตระกูลสวีเมื่อครู่ล้วนเป็นนักธุรกิจที่รวมตัวกันอยู่ข้างนอก แม้ภายนอกจะมีเจตนาดี แต่แท้จริงพวกเขาต่างโหดเหี้ยม ให้ข้าส่งเจ้ากลับบ้านเพื่อความปลอดภัยคงเป็นการดีกว่า”
แน่นอนว่าเสิ่นม่านอวิ๋นค่อนข้างจริงจังและมีความรับผิดชอบกับหน้าที่การงาน
สวี่หยางย่อมไม่คิดมากที่มีผู้คุ้มกันโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเช่นนี้
จากนั้นเขาก็ซื้อข้าววิญญาณเพื่อจะนำไปกินกับเนื้อวิญญาณซึ่งยังเหลืออยู่ที่บ้าน
นอกจากนี้ เขาก็ยังซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊วและน้ำส้มสายชูอย่างละสามขวด ปิดท้ายด้วยการไปหาเถ้าแก่สวีเพื่อซื้อชุดค่ายกลป้องกันในราคาหินวิญญาณแปดสิบก้อน
แม้ค่ายกลนี้จะเป็นเพียงขั้นต่ำระดับหนึ่ง แต่ก็มีความพิเศษสองอย่าง ซึ่งประกอบด้วยการเฝ้าระวังและการป้องกัน ทำให้พลังของมันมากกว่าค่ายกลอัคคีอันก่อนเป็นเท่าตัว
ดังนั้นต่อให้จะถูกยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกลอบโจมตีในตอนนี้ ด้วยค่ายกลกับพละกำลังที่มีในตอนนี้ เขาก็มั่นใจว่าสามารถจัดการกับอีกฝ่ายได้!
การรักษาความปลอดภัยได้รับการพัฒนาขึ้นมาก…
หลังจากนั้นก็ล่วงเลยมาถึงช่วงบ่าย
สวี่หยางหิวอยู่ก่อนแล้ว กอปรกับแสงแดดที่แผดเผาย่านการค้าของตระกูลสวี เขากับเสิ่นม่านอวิ๋นตัดสินใจเดินกลับบ้าน
“ที่อยู่อาศัยของสหายเต๋าสวี่ห่างไกลยิ่งนัก ไม่น่าแปลกที่เจ้าใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อค่ายกลป้องกัน” เสิ่นม่านอวิ๋นถอนหายใจ
สวี่หยางระบายยิ้มแล้วพยักหน้า หลังจากนี้เขาต้องการจะซื้อค่ายกลรวมวิญญาณเพื่อทำให้การฝึกตนมีประสิทธิภาพเป็นเท่าตัว โดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว
“นี่คือบ้านสหายเต๋าสวี่สินะ ลานบ้านมีเอกลักษณ์ไม่เบา”
เมื่อเข้าไปในบ้านของสวี่หยาง เสิ่นม่านอวิ๋นก็ทั้งประหลาดใจและอิจฉาลานบ้านที่สะอาดสะอ้านตรงหน้าในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อนานมาแล้วตนเองก็อยากมีบ้านหลังเล็กเช่นนี้เหมือนกัน