ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - ตอนที่ 2 เหล่าหวังข้างบ้านเสียชีวิต
ตอนที่ 2 เหล่าหวังข้างบ้านเสียชีวิต
เมื่อเห็นสีหน้าแตกตื่นของหลินอวี้ สวี่หยางก็เข้าไปพยุงพร้อมปลอบประโลมนาง “อวี้เอ๋อร์ เจ้าพูดติดอ่างอีกแล้ว ไม่ต้องกังวล พักผ่อนอีกหน่อยเถอะ ไม่ต้องห่วง”
สิ้นคำ เขาก็อาบน้ำแต่งตัวก่อนจะไปทำอาหารเช้า
เพียงชั่วพริบตา กลิ่นหอมของโจ๊กข้าววิญญาณก็อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลินอวี้ลุกขึ้นมาจัดโต๊ะและหยิบชามกับตะเกียบออกมา
เมื่อเห็นสวี่หยางถือหม้อที่มีกลิ่นหอมของข้าววิญญาณอย่างขยันขันแข็ง หัวใจของนางก็เปลี่ยนจากความกังวลเป็นความยินดีปนซาบซึ้งใจ
ก่อนหน้านี้นางตื่นสายจนกังวลว่าสามีจะไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายในยามนี้ขยันขันแข็งและเปี่ยมด้วยน้ำใจ ตนจึงทราบว่าได้เจอคนที่ใช่เข้าแล้ว
“นั่งลงก่อน เดี๋ยวข้าตักอาหารให้”
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลินอวี้ก็เก็บชามและตะเกียบ
ส่วนสวี่หยางเดินออกจากสวนหลังบ้านจนมาถึงที่ดินด้านหลัง
สถานที่แห่งนี้คือทุ่งวิญญาณ ตระกูลของเขามีที่ดินราวสองหมู่*[1] ซึ่งในทุ่งนาตอนเช้ายังคงมีหมอกบางคอยหล่อเลี้ยงต้นวิญญาณอยู่
มันคือต้นวิญญาณระดับหนึ่งที่มีชื่อว่าหญ้าหลิงซวี ซึ่งปลูกได้ห้าสิบต้นต่อหนึ่งหมู่
การปลูกไม่ใช่เรื่องยาก เพียงรดน้ำและถ่ายทอดปราณวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้งเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบยาหลายชนิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกเซียน
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หญ้าหลิงซวีงอกเงยงดงามพร้อมถูกเก็บเกี่ยว
แต่เขากลับคิ้วขมวดเมื่อกวาดสายตามองออกไป หญ้าหลิงซวีสองสามต้นซึ่งอยู่ไม่ไกลเต็มไปด้วยรูขนาดเล็ก
ชายหนุ่มคุกเข่าเพื่อตรวจสอบ ทันใดนั้นก็มีข้อความปรากฏตรงหน้า
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยว 94% + สถานะ: ถูกแมลงกัดกิน]
สวี่หยาง “!?”
เขาประหลาดใจที่ตนสามารถพัฒนามาถึงสถานะปลูกถ่ายวิญญาณได้
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็รีบมองไปทางหญ้าหลิงซวีด้านข้างซึ่งมีสภาพดีกว่า
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยว 96% + สถานะ: ดี]
สวี่หยางในยามนี้บังเกิดความยินดี ตามข้อมูลที่ได้รับมา เขาสามารถมองเห็นค่าสถานะของต้นวิญญาณทั้งหมดที่ปลูกและบ่มเพาะได้ ชายหนุ่มจึงใช้สิ่งนี้เพิ่มแต้มเพื่อเร่งความเร็วการเติบโตของต้นไม้
ยกตัวอย่างเช่นหญ้าหลิงซวีใช้เวลาหกเดือนในการเติบโต หากเขาเพิ่มคะแนนพิเศษหนึ่งแต้ม มันจะเติบโตทันที
ยอดเยี่ยมไปเลย!
“แต่ว่าหญ้าหลิงซวีกองนี้ถูกแมลงกินไปแล้ว!”
หากหญ้าหลิงซวีถูกแมลงกัดกิน ปราณวิญญาณก็จะลดลงไปมากจนไม่สามารถนำไปขายได้ ต่อให้ขายในฐานะผักป่า แต่ผู้อื่นก็ยังมองว่าสภาพมันย่ำแย่มากเกินกว่าจะนำมากินได้
“นี่มันหนอนผีเสื้อวิญญาณ!”
หนอนผีเสื้อวิญญาณคือศัตรูพืชชนิดหนึ่ง แม้จะสามารถใช้เท้าเหยียบมันให้ตายได้ แต่เพราะซ่อนตัวอยู่ในดิน ช่วงกลางวันจึงหาตัวจับได้ยาก และหากขุดดินแรงเกินไปก็จะเป็นการทำลายรากของต้นไม้วิญญาณ
“ตอนนี้คงต้องซื้อยาฆ่าแมลงมาแก้ขัดก่อน! แต่ที่ดินตรงนี้พังหมดแล้ว”
“แต่ถ้าเพิ่มคะแนนพิเศษ สภาพของหญ้าหลิงซวีจะดีขึ้นหรือเปล่านะ?”
เขายังเหลือคะแนนพิเศษอีกสิบสองแต้ม ดังนั้นจึงลงมือทำทันที
ชายหนุ่มมองไปทางหญ้าหลิงซวีต้นหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ‘ถูกแมลงกัดกิน’ ซึ่งไม่ต่างกับตายไปแล้ว ก่อนจะเริ่มเพิ่มคะแนนพิเศษด้วยการกดเครื่องหมายบวกที่ด้านหลัง
ทันใดนั้น แสงสีเขียวก็สว่างวาบบนหญ้าหลิงซวี แล้วสถานะของมันก็เปลี่ยนไป
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยวหนึ่งปี สถานะ: ยอดเยี่ยม]
เฮือก!
ดวงตาของสวี่หยางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
คุณภาพของต้นวิญญาณประเภทนี้แบ่งออกเป็น แย่ ธรรมดา ดี ยอดเยี่ยม หากมากกว่านี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา
โดยปกติแล้วต้องใช้เวลาหกเดือนในการปลูกหญ้าหลิงซวี หากการเพาะปลูกดี คุณภาพก็จะดีตาม
แต่คุณภาพของหญ้าหลิงซวีที่ถูกแมลงกัดกินในตอนนี้กลับไปถึงระดับยอดเยี่ยมและมีอายุหนึ่งปี!
หญ้าหลิงซวีเช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน แต่เพียงใช้แต้มก็ทำให้มันมีตัวตนขึ้นมาได้
[ข้อหนึ่ง: มีเคล็ดวิชาปลูกถ่ายวิญญาณพิเศษ]
[ข้อสอง: มีดินแดนวิญญาณที่เอื้อต่อการปลูกต้นวิญญาณ]
“โดยทั่วไปแล้ว หญ้าหลิงซวีคุณภาพดีสามารถขายได้ในราคาเศษหินวิญญาณห้าสิบก้อน”
หินวิญญาณหนึ่งก้อนเท่ากับเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน
หากคำนวณตามที่ดินสองหมู่ก็จะได้รับหินวิญญาณห้าสิบก้อนต่อการเก็บเกี่ยวหนึ่งครั้ง หากทำการเก็บเกี่ยวสองครั้งต่อปีก็จะได้หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน
หากไม่รวมค่าเมล็ดหญ้าหลิงซวี รวมถึงค่าแรงที่ต้องบ่มเพาะด้วยตัวเองกับค่าอาหารเครื่องดื่ม หินวิญญาณที่ได้ในหนึ่งปีจะเพิ่มขึ้นอีกสามสิบถึงสี่สิบก้อน
แต่หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีนี้มีค่าเท่ากับเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยยี่สิบก้อน
ยิ่งต้นวิญญาณมีอายุมากเท่าไร มูลค่าก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนนี้มีหินวิญญาณอยู่ในกำมือแล้ว เขาจึงรู้สึกวางใจ
เขาเหลือบมองคะแนนพิเศษที่ยังเหลืออยู่อีกสิบเอ็ดแต้ม
และยังคงเพิ่มแต้มต่อไปอย่างไม่ลังเล
“เพิ่มอีก เพิ่มอีก เพิ่มอีก…”
ไม่ช้า หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีอีกสิบเอ็ดต้นก็ถูกเก็บเกี่ยว
“หญ้าหลิงซวีพวกนี้โตแล้วหรือ ดูไม่เหมือนกับต้นที่อยู่ด้านข้างเท่าไรเลย”
ครั้นหญ้าหลิงซวีสิบเอ็ดต้นโตเต็มที่ หลินอวี้ผู้ไม่รู้เรื่องการเพาะปลูกก็เบิกตากว้างเพราะสังเกตเห็นความแตกต่าง
“โห พวกมันโตเต็มที่และพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว”
สวี่หยางเผยรอยยิ้มก่อนจะหยิบพลั่วและเริ่มขุดรากขึ้นมา
หญ้าหลิงซวีจำนวนสิบสองต้นถูกเก็บใส่ตะกร้าผัก เขาจะล้างพวกมันทีหลังเพื่อนำไปขายที่ร้านขายยาบางแห่ง
หลังจากกลับถึงบ้าน เขาก็แยกหญ้าหลิงซวีออกเป็นสามถุงเพื่อเตรียมเอาไปขาย
ส่วนสาเหตุที่ต้องคัดแยกแบบนี้ก็เพราะกังวลเรื่องอุบัติเหตุเวลาออกไปข้างนอก ทำให้ไม่สามารถใส่พวกมันในที่เดียวกันได้
ชายนุ่มจึงผูกสองถุงไว้ที่เอวก่อนจะเดินออกไปพร้อมหิ้วอีกถุงไว้
บริเวณภายนอก ผู้บำเพ็ญทั้งหลายเดินขวักไขว่บนท้องถนนอันเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชั้นนอกคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำ พวกเขามีชีวิตยากลำบากและจำเป็นต้องหาหินวิญญาณเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน
“สหายเต๋าสวี่เพิ่งแต่งงานใหม่ เหตุใดจึงออกมาเร็วนัก”
“สหายเต๋าสวี่ใช้เวลาอยู่กับภรรยาอีกสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือ?”
เขาพบเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยระหว่างทางพลางกล่าวทักทายคนแล้วคนเล่า
สวี่หยางตอบกลับด้วยรอยยิ้มแห้ง ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นร่างผู้ปลูกถ่ายวิญญาณกำลังรีบรุดเข้ามา
“ไอหยา พี่สวี่!”
น้ำเสียงอันแจ่มชัดร้องเรียกสวี่หยาง
เสียงนี้ช่างคุ้นเคยนัก อีกฝ่ายคือหนึ่งในผู้บำเพ็ญมนุษย์ไม่กี่คนที่มีความสัมพันธ์อันดี ชื่อของเขาคือหลี่ต้าต่ง
หลี่ต้าต่งมีรูปร่างสูงโปร่งและหน้าตาธรรมดา อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ ส่วนคู่ชะตาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง และมีลูกสาวอายุห้าถึงหกขวบ
คู่รักคู่นี้ต่างเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ มีที่ดินเจ็ดถึงแปดหมู่ บางครั้งหลี่ต้าต่งก็จะออกไปล่าสัตว์อสูร เรียกว่าสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายดีกว่าของสวี่หยางนัก
ตอนที่ร่างเดิมของเขากำลังทำนา หลี่ต้าต่งกับภรรยาต่างให้คำชี้แนะ ทำให้หลีกเลี่ยงการออกนอกลู่นอกทางอยู่หลายครั้ง
“พี่หลี่ อรุณสวัสดิ์”
สวี่หยางทักทายด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้หนอนผีเสื้อวิญญาณโผล่มาในทุ่งนาหลายคนเลย ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ที่บ้านก็มีหนอนผีเสื้อวิญญาณไม่น้อย ข้าเลยกำลังจะไปซื้อยาฆ่าแมลง”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปซื้อเถอะ พี่สะใภ้ของเจ้าออกไปซื้อตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ นางบอกว่าที่ดินของทุกคนมีแต่ศัตรูพืชเต็มไปหมด ทำให้ยาฆ่าแมลงใกล้หมดแล้ว”
สวี่หยางตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าการระบาดของแมลงจะร้ายแรงขนาดนี้ แต่โชคดีที่ตนเองทำให้หญ้าหลิงซวีที่ถูกแมลงกัดกินเก็บเกี่ยวได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นสถานการณ์คงเลวร้ายกว่านี้
ขณะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สวี่หยางก็แสดงท่าทางวิตกอย่างที่ควรจะเป็น “ขอบคุณพี่หลี่ ข้าจะไปทันที”
หลี่ต้าต่งคล้ายกับนึกบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะเอ่ยเตือนอีกครั้ง “จริงสิ เหล่าหวังตายเมื่อคืน หลานชายของเขาเปิดประตูออกมาในช่วงเช้าตรู่ก็พบคู่สามีภรรยาเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาแล้ว”
“ว่าไงนะ? เหล่าหวังตายแล้วหรือ?”
เหล่าหวังคือผู้บำเพ็ญมนุษย์เฒ่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสาม เขามีภรรยามนุษย์เป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ ทั้งสองมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขณะอยู่อาศัยทางเหนือซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากที่นี่
“อืม น่าจะเป็นพวกโจร บ้านทั้งหลังว่างเปล่า เฮ้อ เมื่อวันก่อนข้าก็เตือนเหล่าหวังแล้วว่าควรไปซื้อค่ายกลป้องกันใหม่มาแทนอันที่พังไป แต่เขาบอกว่าต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินก่อน ทำให้เรื่องค่ายกลพลอยล่าช้าไปด้วย”
ขณะหลี่ต้าต่งบอกเล่าเรื่องราว สวี่หยางก็ครุ่นคิดกับตนเอง
ค่ายกลป้องกันที่บ้านของเขาก็ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว หากมีโจรจริง… ย่อมเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย ราคาค่ายกลป้องกันที่ถูกที่สุดเท่ากับหินวิญญาณห้าสิบก้อน แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วโดนโจรหมายหัวขึ้นมา…
“สวี่หยาง ฤดูเก็บเกี่ยวหญ้าหลิงซวีใกล้มาถึงแล้ว ระวังจะตกเป็นเป้าของโจรนั่น ยิ่งเจ้ามีภรรยาสะสวยยิ่งต้องระวังให้มาก”
“ขอบคุณพี่หลี่ ข้าขอตัวก่อน”
สวี่หยางวิ่งเหยาะสักพักจนกระทั่งมาถึงถนนสายหลัก สถานที่ดังกล่าวมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายทั้งสองฝั่ง
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่คือถนนสายหลักที่นำไปสู่เมืองชั้นในซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า
เขามาถึงร้านขายยาและสมุนไพรที่เคยร่วมงานกันอยู่หลายครั้ง นับว่ามีความน่าเชื่อถือ
“ไง นี่มันสหายเต๋าสวี่ไม่ใช่หรือ ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน อาการบาดเจ็บดีขึ้นหรือยัง?”
เถ้าแก่ออกมาต้อนรับ เขาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก แม้เห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำเช่นสวี่หยาง ท่าทีของอีกฝ่ายกลับไม่เฉยชา แต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“เถ้าแก่สวี คราวนี้ข้าขายหญ้าหลิงซวีสิบสองต้น!” สวี่หยางหยิบถุงทั้งสามออกมา
เถ้าแก่สวีหัวเราะแผ่วเบา “สหายเต๋าสวี่ช่างเป็นคนระมัดระวังเหลือเกิน”
“ช่วยไม่ได้ ช่วงนี้ข้างนอกไม่สงบสุข ข้าได้ยินมาว่ามีพวกโจรเข้ามาก่อกวนด้วย เถ้าแก่สวีทราบเรื่องนี้หรือยัง?”
เถ้าแก่สวีมีเส้นสายและแหล่งข่าวมากมาย สวี่หยางจึงเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้อะไรบางอย่าง
เถ้าแก่สวีจึงดึงสวี่หยางออกมาแล้วกระซิบอย่างแผ่วเบา “ตระกูลสวีกำลังจะต่อสู้กับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจว ยอดฝีมือตระกูลสวีจำนวนมากที่ทำหน้าที่คุ้มกันต่างถูกส่งไปแนวหน้า ทำให้ที่นี่ไร้การป้องกัน อีกทั้งวันเก็บเกี่ยวหญ้าหลิงซวีก็ใกล้เข้ามา โจรจะมีจำนวนมากก็ไม่แปลก”
“ตระกูลสวีจัดการพวกมันไม่ได้หรือ?”
ตระกูลสวีผู้บำเพ็ญอยู่มาหลายพันปี พวกเขาเป็นหนึ่งในตระกูลที่โดดเด่นของโลกเซียนในแดนเหนือ ว่ากันว่านอกจากมีบรรพชนขอบเขตจินตานที่คอยสั่งการในตระกูลแล้ว ยังมียอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานด้วย
หลังจากทะลวงผ่านขอบเขตกลั่นลมปราณก็ขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน จากนั้นจึงเป็นขอบเขตจินตาน โดยผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานหลายสิบคนได้ด้วยมือเปล่า หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่
“เป็นห่วงหรือ? จะเป็นห่วงไปทำไม? พวกเราผู้บำเพ็ญธรรมดาผู้ไม่มีรากฐานอะไร เหตุใดตระกูลสวีต้องมาสนใจไยดีด้วย? ตอนนี้ตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวกำลังต่อสู้กันเพื่อแหล่งจับปลา นั่นต่างหากที่สำคัญ นอกจากมีปลาวิญญาณจำนวนมากอยู่ในนั้นแล้ว อาจจะมีเหมืองแร่วิญญาณซึ่งมีมูลค่าเท่ากับหินวิญญาณนับล้านก้อนอยู่ใต้น้ำก็ได้ หากเจ้าเป็นประมุขตระกูลสวีจะเลือกสนใจตรงไหน ระหว่างแหล่งจับปลากับที่นี่?”
สวี่หยางถอนหายใจอย่างแผ่วเบาก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “ดูท่าว่าในอนาคตคงต้องระวังให้มากสินะ”
“ถูกต้อง โดยเฉพาะคนรอบตัวยิ่งต้องระวังให้มาก พวกโจรอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาเหมือนเจ้ากับข้า หากเผยความมั่งคั่งขึ้นมาจะกลายเป็นปัญหาเอาได้”
“ขอบคุณเถ้าแก่ที่เตือน แต่ข้าคือผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ หากไม่ขยันทำงานคงทำให้ครอบครัวอดตาย” สวี่หยางส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
เถ้าแก่สวีทราบดีว่าครอบครัวของสวี่หยางฐานะไม่ค่อยดี ดังนั้นเขาจึงไม่เอ่ยอะไรก่อนจะหยิบถุงสามใบมาเปิดดู
เถ้าแก่ชะงักไปชั่วขณะทันทีที่เห็นของข้างใน มันคือหญ้าหลิงซวีสีสันสดใส ทั้งลำต้น ใบและรากหนา ดูไม่เหมือนหญ้าหลิงซวีที่เติบโตได้ในทุ่งวิญญาณอันแห้งแล้งเลยสักนิด
“หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีหรือ?”
เถ้าแก่สวีประหลาดใจ
“เถ้าแก่ช่างตาแหลมนัก” สวี่หยางเตรียมข้อแก้ต่างไว้แล้ว “ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งเรียนรู้เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณจนรู้แจ้ง แต่คาดไม่ถึงว่าพอลงมือปลูกหญ้าหลิงซวีจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขนาดนี้!”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เถ้าแก่สวีไม่สนใจข้ออ้างของสวี่หยาง เหล่าผู้ปลูกหญ้าหลิงซวีซึ่งใช้ชีวิตที่นี่ล้วนมีความสามารถ แม้ปริมาณของต้นที่มีอายุหนึ่งปีในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว
“ยังขายได้ราคาเท่าเดิมใช่หรือไม่?” สวี่หยางถาม
“อืม หญ้าหลิงซวีนี้ขายได้ในราคาเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยยี่สิบก้อนต่อต้น ซึ่งคิดเป็นหินวิญญาณสิบสี่ก้อนกับเศษหินวิญญาณสี่สิบก้อน ข้าขอซื้อทั้งหมดในราคาหินวิญญาณสิบห้าก้อนก็แล้วกัน”
สวี่หยางทราบว่าเถ้าแก่สวีกำลังแสดงเจตนาดี
ในอดีต เถ้าแก่สวีเป็นคนสุภาพเพียงผิวเผิน จึงเป็นการยากนักที่จะยอมให้ราคามากเช่นนี้ เขาคาดเดาว่าอีกฝ่ายต้องการผูกมัดผลประโยชน์นี้ในระยะยาว
“ขอบคุณเถ้าแก่สวีที่ใจกว้างเพียงนี้”
สวี่หยางรับหินวิญญาณขนาดเท่าลูกปิงปองจำนวนสิบห้าก้อนมา หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติ เขาก็ใส่พวกมันแยกกันในถุงสามใบก่อนจะซ่อนไว้สามตำแหน่งตามร่างกาย
หลังออกจากที่นี่ ชายหนุ่มก็ตรงไปร้านขายของชำซึ่งอยู่ติดกันเพื่อซื้อข้าววิญญาณหนึ่งถุง ไก่วิญญาณหนึ่งตัว ไข่ไก่วิญญาณหลายสิบฟอง และปลาเฉาฮื้อครึ่งวิญญาณธรรมดาอีกสองตัว
ตอนที่กำลังจะออกมา สายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือเกี่ยวกับกำลังภายในอยู่ท่ามกลางกองหนังสือเก่าในร้านขายของชำ มันคือวิชายุทธ์ธรรมดาที่ออกแบบมาให้คนทั่วไปฝึกฝนโดยเฉพาะ
แม้มันจะไม่มีประโยชน์สำหรับเขา แต่เมื่อคิดว่าอย่างน้อยภรรยาก็สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์มนุษย์เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกับยืดอายุขัยมากขึ้นได้ ชายหนุ่มก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ติดมือมาทันที
หินวิญญาณห้าก้อนถูกใช้ไปในพริบตา
จากนั้นเขามาที่ร้านขายยันต์แล้วใช้หินวิญญาณหกก้อนเพื่อซื้อยันต์อัคคีขั้นต่ำระดับหนึ่ง
เนื่องจากเหตุการณ์ช่วงนี้ไม่สงบสุข เขาจึงซื้อยันต์อัคคีเพื่อป้องกันตัวเอง โดยยันต์นี้สามารถใช้จัดการกับผู้อยู่ต่ำกว่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าได้ แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้างบาดแผลได้ไม่น้อย
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถซื้อยันต์โจมตีราคาแพงได้ จึงต้องใช้สิ่งนี้เพื่อป้องกันตัวไปก่อน
สวี่หยางถอนหายใจหลังเดินออกจากร้าน “ของทางโลกนับว่าไม่มีค่า ส่วนวิชายุทธ์ล้ำเลิศก็ไม่อาจเทียบค่ากับยันต์อัคคีขั้นต่ำแบบใช้แล้วทิ้งได้”
ชายหนุ่มลองชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ “เฮ้อ พริบตาเดียวก็เหลือหินวิญญาณสี่ก้อนแล้ว”
เพราะข้อจำกัดทางการเงิน สวี่หยางจึงไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากเกินไป หลังออกจากร้าน เขาก็ไม่รีบเดินกลับบ้าน แต่แวะดูว่ามีค่ายกลป้องกันมือสองสภาพดีขายที่แผงขายของหรือไม่
แม้จะยังไม่มีกำลังซื้อ แต่เขาก็อยากสอบถามราคาเผื่อไว้ก่อน
[1] 1 หมู่ เท่ากับ 166.5 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร