ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - ตอนที่ 7 เจ้ารนหาที่ตายเอง
ตอนที่ 7 เจ้ารนหาที่ตายเอง
หากก่อนหน้านี้หวังหู่มาหา สวี่หยางคงหวาดกลัวเช่นกัน แต่บัดนี้เขาแข็งแกร่งกว่าทั้งในด้านการฝึกตนและขั้นวิชายุทธ์ แล้วยังจะมีอะไรให้กลัวอีก?
สวี่หยางปลอบประโลมด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าลืมเรื่องการฝึกตนของข้าไปแล้วหรือ?”
หลินอวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนี้
สวี่หยางคลี่ยิ้ม “กลับเข้าไปในห้องแล้วอย่าออกมา”
“ได้ หากเขาชวนเจ้าออกไปก็อย่าออกไปเด็ดขาด”
หลินอวี้เอ่ยขณะกลับเข้าห้องอย่างวิตก ในเวลาเดียวกันนางก็มองผ่านช่องหน้าต่างด้วยความกระวนกระวายใจ
สวี่หยางเดินไปเปิดประตู
“สวี่หยาง เจ้ามัวทำอะไรอยู่ถึงได้มาเปิดประตูช้านัก”
หวังหู่เหลือบสายตาไปด้านหลังประตูราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง
“เมื่อครู่ข้ากำลังฝึกตนอยู่ มีเรื่องอะไรหรือ?”
ท่าทีของหวังหู่ดูค่อนข้างประหม่า เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายพยายามให้ทุกอย่างอยู่ในความควบคุม
“เรื่องราวเป็นแบบนี้ ช่วงที่ลุงหวังตาย หญ้าหลิงซวีในที่ดินของเขากำลังจะเติบโตเต็มที่ ข้าไม่ใช่ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณก็เลยไม่ทราบเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ ดังนั้นจึงอยากขอให้เจ้าช่วยข้าทำงานสักสองสามวัน ไม่ต้องห่วง มีค่าแรงให้แน่นอน”
หวังหู่จับจ้องสวี่หยางพลางเอ่ย
ในความเห็นของเขา สวี่หยางเป็นคนที่จัดการง่าย หากเป็นเรื่องค่าแรง เพียงขอโทษขอโพยแล้วบอกขอติดไว้ก่อน ส่วนจะใช้คืนเมื่อไรก็อีกเรื่อง
สวี่หยางเท้าเอวทันที “พี่หวัง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากทำ แต่แผลที่เอวยังไม่หายดี เพราะงั้นแค่ทำที่บ้านของตัวเองก็แทบเต็มกลืนแล้ว ข้าต้องขอโทษ…”
ยังไม่ทันเอ่ยจบ หวังหู่ก็ขัดกลางคัน “อย่าเสแสร้งเลย ข้ายังเห็นเจ้ากับภรรยาเดินเหินไปทั่ว นั่นคือสิ่งที่คนบาดเจ็บเขาทำหรือ?”
“เจ้าตามข้ามาหรือ?” ใบหน้าของสวี่หยางพลันเย็นชา
“หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าตาม ข้ามาขอความช่วยเหลือจากเจ้าเท่านั้น เหตุใดถึงแสดงท่าทีเช่นนี้ ข้าอุตส่าห์ปฏิบัติต่อเจ้าดี ๆ ขนาดนี้แล้วยังไม่เต็มใจช่วยอีกหรือ?” หวังหู่จ้องมองด้วยความหงุดหงิด “ช่างเถอะ หญ้าหลิงซวีจะถูกเก็บเกี่ยวในวันมะรืนนี้ ต่อให้ไม่เต็มใจก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นข้าจะให้ภรรยาเจ้าทำแทน นางกินอยู่กับเจ้ามานาน น่าจะพอทำอะไรเป็นบ้างไม่มากก็น้อย ถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
หวังหู่ต้องการจะพูดดีด้วย แต่คาดไม่ถึงว่าสวี่หยางผู้ไม่ได้เห็นหน้ามาพักหนึ่งจะกล้าปฏิเสธเขา!
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาจึงเลิกเสแสร้งแล้วเลือกใช้วิธีข่มขู่ตรง ๆ แทน
สิ้นคำหวังหู่ก็หันหลังแล้วจากไป ในขณะเดินผ่านตรอก ผู้บำเพ็ญมนุษย์แซ่โจวก็ตามติดอีกฝ่ายแล้วจากไปพร้อมกัน
สีหน้าของสวี่หยางเปลี่ยนไป ดูเหมือนสองคนนี้กำลังหมายหัวเขาอยู่จริง ๆ!
“หวังหู่ เจ้ารนหาที่ตายเอง”
สวี่หยางนิ้วกระตุกขณะเอ่ยอย่างเย็นชา
หลังจากสวี่หยางปิดประตูแล้ว หลินอวี้ก็กระโจนเข้ามา ใบหน้าเล็กของนางเต็มไปด้วยความลังเลและความวิตก “เหตุใดคนผู้นั้นถึงต้องบังคับให้เจ้าทำงานด้วย ดูจากท่าทีแล้ว ถึงปากจะบอกว่าจ่ายค่าแรงให้ แต่คงไม่จ่ายอย่างที่ปากว่าแน่”
“อืม ข้าจะไม่ยอมทำงานให้เขาเด็ดขาด”
“เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี ถึงตอนนั้นเขาต้องมาหาเรื่องเป็นแน่…”
หลินอวี้บีบนวดมือเล็กด้วยความประหม่า ทันใดนั้นดวงตาของนางก็ทอประกาย “พวกเราไปขอให้พวกพี่หลี่ช่วยดีหรือไม่ พวกเขา…”
“ถึงพวกเขาจะช่วยเหลือได้จริง แต่ก็คงทำไปตลอดไม่ได้”
สวี่หยางส่ายหน้า อันที่จริงเขาได้ตัดสินใจเอาไว้ก่อนแล้ว ชายหนุ่มมองหลินอวี้ผู้เต็มไปด้วยความวิตกก่อนจะปลอบประโลม “อย่าลืมสิว่าข้าฝึกถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสามแล้ว ข้าไม่กลัวหรอก”
“แต่เจ้าไม่เหมือนพวกเขา ปกติแล้วเจ้าทำแต่นา ส่วนอีกฝ่ายขึ้นเขาล่าสัตว์อสูร ประสบการณ์ในการต่อสู้ย่อมมีมากกว่า”
คำพูดของหลินอวี้สมเหตุสมผล
ทว่าเขาก็ไม่คิดจะเผชิญหน้ากับหวังหู่ตรง ๆ อยู่แล้ว
เขาวางแผนเรื่องฆ่าคนตั้งแต่วันแรกที่เดินทางข้ามเวลามาแล้ว
ถึงการที่ไม่มีใครมาหาเรื่องจะเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าดึงดันจะทำให้ได้ พวกเขาก็ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง
ทว่าแผนการนี้จะต้องทำอย่างแนบเนียน อย่าให้ผู้อื่นค้นพบเป็นอันขาด
“โชคดีที่ข้าเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ ต่อให้หวังหู่ตายก็คงไม่มีใครมาสงสัยข้า”
เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า สวี่หยางจึงไปเตรียมแลกเสาวรสเป็นหินวิญญาณก่อน จากนั้นค่อยซื้อยันต์เพิ่ม
คราวนี้เขาเปลี่ยนร้านขายเสาวรสเพื่อไม่ให้เถ้าแก่สวีเคลือบแคลงสงสัยว่าเหตุใดมันถึงได้โตเร็วขนาดนี้
เจ้าของร้านเป็นผู้บำเพ็ญหญิงสวมชุดสีฟ้าและมีปราณวิญญาณแข็งแกร่ง ดูเหมือนนางจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าเป็นอย่างน้อย
“สหายเต๋าสวี่ไม่ใช่หรือ เจ้าไม่ได้แวะเวียนมาที่ร้านเล็กจ้อยของข้านานเหลือเกิน”
ผู้บำเพ็ญหญิงนามเสิ่นม่านอวิ๋น เปิดร้านขายของชำด้วยตัวเอง นางขายทั้งยา แผ่นยันต์ เมล็ดพืชวิญญาณ รวมถึงของอย่างอื่นอีกมากมาย
เนื่องจากเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน นางจึงไม่มีราคาที่ตายตัว ส่งผลให้เจ้าของร่างเดิมไม่ได้มาซื้อของที่ร้านนี้มากนัก
“เถ้าแก่เนี้ย ช่วงนี้ข้ายุ่งกับเรื่องอื่นอยู่น่ะ” สวี่หยางหัวเราะ
“เป็นเพราะเจ้าไม่พอใจเรื่องราคาต่างหาก แต่เมื่อไม่นานมานี้ข้าพบช่องทางใหม่ในการซื้อหญ้าหลิงซวีด้วยราคามิตรภาพ หากซื้อในปริมาณมากข้าจะดูแลให้เป็นพิเศษเลย”
“ได้เลย ได้เลย แต่ครั้งนี้ข้ามาขายเสาวรส”
“โห? เจ้าปลูกเสาวรสด้วยหรือ” เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มก่อนจะหยิบกระเป๋าของสวี่หยางไป
ดวงตาของนางทอประกายเมื่อเห็นของข้างใน ตนประกอบกิจการมานานกว่าสิบปี ทำให้มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเสาวรสทั้งสี่ลูกมีคุณภาพยอดเยี่ยม
“ดูท่าเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณของสหายเต๋าสวี่จะพัฒนาขึ้นมากสินะ!”
“ก็นิดหน่อย” สวี่หยางยิ้มตอบ
“สหายเต๋าสวี่ยังคงขยันขันแข็งเหมือนเดิม ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแต่งภรรยาแล้ว ช่างเป็นคนดีเสียจริง ไม่เหมือนใครบางคนที่ไม่คิดถึงความก้าวหน้าและเอาแต่เล่นสนุกไปวัน ๆ สุดท้ายหินวิญญาณทั้งหมดที่ได้จากการทำงานหนักก็ถูกเอาไปปรนเปรอนังตัวดีนั่น”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
ก่อนหน้านี้สวี่หยางเคยได้ยินมาว่าเสิ่นม่านอวิ๋นชอบผู้ชายคนหนึ่ง แต่อีกฝ่ายหนีตามผู้หญิงที่นางเรียกว่านังตัวดีไปในเวลาต่อมา ก่อนจะถูกหลอกเอาหินวิญญาณทั้งหมดที่พยายามหามาอย่างหนัก ทำเอาเถ้าแก่เนี้ยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
หลังจากต่อรองราคาเรียบร้อย เสิ่นม่านอวิ๋นก็บอกว่าจะรับซื้อเสารสในราคาหินวิญญาณเจ็ดก้อนกับเศษหินวิญญาณห้าสิบก้อนต่อหนึ่งลูก
แบบนี้สิถึงจะตรงกับราคาที่หวังไว้ สวี่หยางลอบเอ่ยเช่นนั้นหลังจากแสดงพรสวรรค์ด้านเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณให้ดู ทำให้เจ้าของร้านเหล่านี้ยิ่งแสดงความสุภาพก่อนจะมอบผลประโยชน์จำนวนมากให้แก่ตน
“สหายเต๋าสวี่ ครั้งนี้เจ้าได้ผลประโยชน์ไปไม่น้อย ภายภาคหน้าก็อย่าลืมแวะมาอุดหนุนข้าอีกล่ะ”
เสิ่นม่านอวิ๋นมอบหินวิญญาณให้สวี่หยางด้วยสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะถอนหายใจ “ช่างหนักหนาสาหัสนักที่สาวน้อยอย่างข้าต้องดูแลร้านเพียงคนเดียว”
สวี่หยางไม่เชื่อสิ่งที่นางพูดแม้แต่ประโยคเดียว
สตรีผู้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าเปิดร้านมาหลายปี ย่อมมีกลอุบายไม่น้อยเป็นแน่
เขาถึงขั้นสงสัยว่าการฝึกตนของนางเหนือกว่าระดับนั้นด้วยซ้ำ
สวี่หยางนำหินวิญญาณทั้งสามสิบก้อนออกมาขณะมองไปที่ยันต์อีกครั้ง
แม้เสิ่นม่านอวิ๋นจะไม่มีการตั้งราคาที่ตายตัว แต่นางก็มีข้อได้เปรียบตรงที่เป็นผู้สร้างยันต์
เขาจ่ายหินวิญญาณหกก้อนสำหรับซื้อเครื่องรางป้องกันสองชิ้น รวมถึงจ่ายหินวิญญาณอีกหกก้อนเพื่อซื้อยันต์อัคคี
หลังจากนั้น เขาก็ซื้อข้าววิญญาณและเนื้อวิญญาณเพิ่ม ทำให้ตอนนี้เหลือหินวิญญาณสิบห้าก้อน
…
ตกกลางคืน
สภาพอากาศในคืนนี้ไม่สู้ดีนัก เนื่องด้วยมีเมฆดำบดบังดวงจันทร์ไว้
สายลมพัดโหมบ่งบอกว่าฝนกำลังจะตก ซึ่งลมกระโชกแรงทำให้หน้าต่างบ้านสั่น ดังนั้นวิธีสุดท้ายที่สวี่หยางสามารถทำได้มีเพียงย้ายตู้เพื่อยันหน้าต่างเอาไว้
“บ้านหลังนี้โทรมไม่น้อย หากภาคภายหน้ามีเงินทอง ข้าจะปรับปรุงทั้งหลังให้ดู! ไม่สิ ย้ายไปอยู่เมืองชั้นในเลยดีกว่า”
สิ้นคำ สวี่หยางก็หันกลับมาเห็นหลินอวี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มขณะมองเขาด้วยความรักใคร่
นับแต่ได้เรียนรู้วิชายุทธ์ดัชนีฝังเข็ม หลินอวี้ก็มองเขาต่างไป ทำเอาสวี่หยางรู้สึกตื่นเต้นจนเข้าตะครุบร่างอีกฝ่ายทันที
หลังจากเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดสักพัก หลินอวี้ก็รู้สึกเหนื่อยกับการทำกิจกรรมยามดึก เมื่อกำลังจะพักผ่อนก็เห็นว่าสวี่หยางลุกขึ้น
“สามี เจ้าจะไปไหนหรือ?”
“ข้างนอกลมแรง ข้าจะไปดูว่าหญ้าหลิงซวีสักหน่อย”
แน่นอนว่าสวี่หยางโกหก
“อ้อ ถ้างั้นข้าจะรอเจ้า”
หลินอวี้ทราบเช่นกันว่าไม่อาจช่วยอะไรได้มาก หลังจากกินยาเม็ดนั้นเข้าไป การฝึกวิชายุทธ์ของนางก็เลื่อนไปถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้า ถึงกระนั้นก็ยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการทำนามากนัก
สวี่หยางรีบสวมเสื้อผ้าขณะเดินไปที่ประตู พร้อมกับหยิบยันต์ทั้งสี่แผ่นติดตัวไปด้วย ก่อนจะผลักประตูเปิดออกแล้วยื่นหน้าออกไป
ข้างนอกในเวลานี้เงียบสงัด ชายหนุ่มเดินผ่านตรอกลัดไปทางบ้านของหวังหู่
ฟิ้ว… ฟิ้ว… ฟิ้ว…
ลมข้างนอกยิ่งพัดแรงขึ้นขณะที่ฝนเริ่มโปรยปราย แม้เม็ดฝนบางส่วนจะกระทบบนร่างของสวี่หยาง แต่เขาไม่สนใจ ก่อนจะมาถึงบ้านของหวังหู่ในไม่ช้า
“หมอนี่ยังไม่หลับอีกหรือ”