ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 106 การเดินทางครั้งใหญ่ เมืองเป่ยไห่แห่งตระกูลหลิน
บทที่ 106 การเดินทางครั้งใหญ่ เมืองเป่ยไห่แห่งตระกูลหลิน
วันต่อมา
สวีจื่อรั่วผู้กำลังเตรียมเดินทางไปดินแดนลับได้รับจดหมายจากสวี่หยาง
ในช่วงหลายวันมานี้ นางทราบว่าร้านของสวี่หยางปิดตัวลง ข้าวของข้างในถูกขนย้ายออกไปจนว่างเปล่า
นางสงสัยว่าอีกฝ่ายไปทำให้ใครขุ่นเคืองเข้าจนต้องรีบร้อนจากไปเช่นนี้
ทั้งสวีจื่อรั่วและสวีฉางหลงผู้เป็นบิดาต่างเสียใจกับเรื่องนี้
เพราะพวกเขารู้สึกว่าสวี่หยางอาจสร้างรากฐานได้ หากสตรีในตระกูลแต่งงานกับเขาก็จะสามารถสร้างผลประโยชน์ต่อตระกูลสวีในอนาคตได้
น่าเสียดายที่สวี่หยางจากไปแล้ว
หลังจากเปิดจดหมาย สวี่หยางได้พูดเกี่ยวกับเรื่องที่หวงเหวินหลินหมายหัวเขาเอาไว้ ส่วนน้องสาวของอีกฝ่าย ตนเองย่อมบอกไปว่าไม่ได้มีความข้องเกี่ยวแม้แต่น้อย
ทว่าอย่างไรหวงเหวินหลินก็เชื่อว่าเขาทำ แต่เนื่องจากไม่อยากสร้างความขุ่นเคืองไปกว่านี้ ตนจึงจากไปเงียบ ๆ โดยหวังว่าสวีจื่อรั่วจะเข้าใจ
ส่วนร้านค้า เขาไม่ต้องการมันอีกแล้ว อีกทั้งในทุ่งวิญญาณยังมีสมุนไพรบางส่วนที่นางให้มาปลูกเอาไว้ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเต็มที่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ท้ายที่สุด สวี่หยางก็แสดงความยินดีที่นางสร้างรากฐานได้สำเร็จ ซึ่งเขาตั้งตารอที่จะได้เห็นขอบเขตจินตานในภายภาคหน้า!
ส่วนพวกเขาจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน
“สวี่หยาง ไว้เจอกัน”
สวีจื่อรั่วเก็บจดหมายขณะมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยดวงดาว
นางมีความรู้สึกเลือนรางว่าสวี่หยางจะมุ่งหน้าไปเมืองตระกูลหลินเพื่อตามหาหลินหวั่นชิง
ถึงอย่างไร นางก็สังเกตเห็นว่าหลินหวั่นชิงกับสวี่หยางมีความสัมพันธ์อันคลุมเครือ ซึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาย่อมเป็นการตามหาอีกฝ่าย
นางเลือกที่จะปกปิดเรื่องทั้งหมดราวกับไม่ทราบว่าสวี่หยางกำลังไปที่ใด จากนั้นจึงสั่งลูกน้องให้ไปยึดร้านของสวี่หยาง
ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของเมืองสวีเจียฟางก็เป็นอันสิ้นสุดลง
…
วันที่ห้า
เมื่อนกส่งเสียงเซ็งแซ่ยามเช้า สวี่หยางกับภรรยาทั้งสองก็ตื่นจากห้วงนิทรา
เขาสำรวจรอบข้างด้วยจิตเทวะก่อนจะพบว่าบริเวณโดยรอบเงียบสงัดยิ่ง
ขณะมองหลินอวี้ที่เพิ่งตื่นนอน สวี่หยางก็ทำการบีบแก้มนวล อีกมือสัมผัสมืออีกฝ่ายแผ่วเบา “ข้าเหนื่อยล้าจากการเฝ้าระวังทั้งคืน อวี้เอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าจะตอบแทนข้าอย่างไร?”
ร่างของหลินอวี้ตื้อชา
แต่นางทราบดีว่าสามีได้ทำการเฝ้าระวังทั้งคืน ส่วนอวิ๋นเอ๋อร์ก็อิงแอบกับเขาบนพื้นหญ้า
เพราะนางคือมนุษย์ก็เลยเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมศึกเมื่อคืนได้
เสิ่นม่านอวิ๋นร้องขอความเมตตาหลายครั้งหลายครากว่าสามีจะยอมรามือ คาดไม่ถึงว่าเขายังต้องการทำกับนางอีกในตอนเช้า
ตั้งสติเข้าไว้ ฟู่ ฟู่ ฟู่…
ใบหน้าของหลินอวี้แดงก่ำหลังจากโดนสวี่หยางหยอกเย้า ไม่ช้านางก็มีอารมณ์ร่วมก่อนจะนั่งบนร่างของเขาโดยไม่ถอดเสื้อผ้า
“สหายเต๋าสวี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว เจ้ารังแกพี่อวี้เอ๋อร์แต่เช้าเช่นนี้เชียวหรือ”
เสิ่นม่านอวิ๋นย่อมตื่นขึ้นมาชื่นชมฉากตรงหน้า
แต่นางไม่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้ ถึงอย่างไรเหตุการณ์อันเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ทำให้ตื่นเต้นมาก ตอนนี้นางปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ศึกนี้นางจึงไม่ขอเข้าร่วม
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
ในตอนนี้ หนูสุ่ยหลิงวิ่งเข้ามาด้วยความหิวโหย มันกลอกตาขณะปีนขึ้นมาบนไหล่ของเสิ่นม่านอวิ๋นเพื่อออดอ้อน
เสิ่นม่านอวิ๋นโยนชิ้นเนื้อแห้งให้หนูสุ่ยหลิงกิน ผ่านไปสักพัก สวี่หยางและหลินอวี้ก็เสร็จศึกเช่นกัน
“กินข้าวเช้ากันเถอะ สหายเต๋าสวี่ บางครั้งข้าก็ไม่ทราบว่าเจ้าไปทำอะไรถึงได้มีกำลังวังชาขนาดนี้”
เสิ่นม่านอวิ๋นส่งชิ้นเนื้อแห้งให้พลางเอ่ยอย่างจนใจ
สวี่หยางยิ้ม หลังจากฝึกฝนเคล็ดวิชาหล่อเลี้ยงปราณพฤกษาวารี ร่างกายของเขาก็ฟื้นตัวเร็วขึ้น ทำให้พละกำลังสูงตามไปด้วย
หลังจากรับประทานอาหาร ทั้งสามก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ตอนนี้พวกเขามาถึงดินแดนของผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหลินแล้ว
ตระกูลหลินตั้งอยู่ในที่ราบ รอบด้านไร้ซึ่งภูเขาสูง มีเพียงป่าทึบ
ทางทิศเหนือเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่
สาเหตุที่เลือกสถานที่นี้เป็นที่มั่นก็เพราะมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสามอยู่ใต้มหาสมุทรทางเหนือ
ด้วยการสนับสนุนของเส้นชีพจรวิญญาณ ทำให้การฝึกฝนที่นี่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ว่ากันว่าตระกูลหลินยังมีเกาะหลายแห่งในมหาสมุทร ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วย
ในไม่ช้า สวี่หยางก็เห็นผู้คนมากขึ้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์เหล่านี้ล้วนปกปิดกลิ่นอายขณะมองสวี่หยางด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“น่าจะยาก อย่าลงมือเลย”
ใครบางคนในหมู่ผู้บำเพ็ญมนุษย์เอ่ยคำ จากนั้นจึงรีบรักษาระยะห่างจากสวี่หยางทันที
“อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้โง่”
สวี่หยางแค่นเสียงเย็น
ระหว่างทาง ทั้งเขาและเสิ่นม่านอวิ๋นเปิดเผยกลิ่นอายแก่กล้าของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหลาย
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เมืองโบราณอันกว้างใหญ่ปรากฏแก่สายตาของสวี่หยาง ป่าทึบซึ่งอยู่ไกลลิบหายไปสิ้น เหลือเพียงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
บ้านไม้ซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนทุ่งหญ้าคล้ายกับมีผู้คนอยู่อาศัย
ทั่วทั้งบริเวณนี้คือเมืองของตระกูลหลิน
เนื่องจากอยู่ติดทะเลทางทิศเหนือ มันจึงถูกเรียกว่าเมืองเป่ยไห่
ทั่วทั้งเมืองกินอาณาบริเวณหลายพันลี้ พื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลทางทิศเหนือคือพื้นที่หลักของตระกูลหลินซึ่งมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสาม
ไกลออกไปมีกิ่งก้านของเส้นชีพจรวิญญาณ
ช่วงเที่ยงวัน
ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าไปทั่วเมืองขณะถูกล้อมรอบด้วยเมฆขาวและลำแสงเรืองรอง
สวี่หยางมองเห็นชั้นกระแสอากาศบางในท้องนภาที่สั่นไหวไปมาได้อย่างเลือนราง
สิ่งนี้คือค่ายกลป้องกันซึ่งอยู่ในสภาพไม่ได้รับพลังงาน มันจึงทำได้เพียงป้องกันไม่ให้ผู้คนบินข้ามเมืองเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์เดินเข้าออกประตูเมืองที่สูงหลายสิบจั้งอย่างต่อเนื่อง
สวี่หยางพาภรรยาทั้งสองเคลื่อนตามกระแสผู้คน
เขาจ่ายหินวิญญาณเพื่อเข้าเมืองก่อนจะได้รับป้ายประจำตัวชั่วคราว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหลินอยู่ในภาวะสงคราม ดังนั้นกฎการเข้าเมืองจึงค่อนข้างเข้มงวด โดนเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนแปลกหน้าอย่างสวี่หยางผู้เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก
เมื่อได้รับป้ายประจำตัว เขาก็ไม่ปกปิดตัวตนแต่อย่างใด
ถึงอย่างไร สถานที่แห่งนี้ก็อยู่ไกลจากตระกูลสวี ซึ่งหวงเหวินหลินไม่มีกำลังพอที่จะค้นหาได้
“บนถนนมีคนเยอะเหลือเกิน”
ขณะเดินบนถนน เสิ่นม่านอวิ๋นทอดถอนใจต่อความเจริญรุ่งเรืองของที่นี่
“แน่นอนอยู่แล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นจุดขนส่ง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายต่างผ่านที่นี่เพื่อลงเรือออกทะเล นอกจากนี้ยังมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ต่างแดนมาที่นี่และเข้าสู่แผ่นดินอีกด้วย!”
สวี่หยางเอ่ยคำ แน่นอนว่าเขาทำการตรวจสอบสถานการณ์ที่นี่มาแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนี้เทียบเท่ากับท่าเรือ
สวี่หยางวางแผนจะหาโรงเตี๊ยมที่เงียบสงบเพื่อพักอาศัย ซึ่งที่ตั้งดังกล่าวคือเมืองชั้นใน รับประกันความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง
ได้ที่พักเมื่อไหร่ เขาก็จะหาโอกาสส่งข่าวแจ้งหลินหวั่นชิง
เขาไม่ได้แจ้งนางล่วงหน้าว่าจะเดินทางมาที่นี่
ไม่ช้า พวกเขาก็เข้าสู่เมืองชั้นในก่อนจะพบโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่
โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นแหล่งรวมหอนางโลม หอดนตรี ภัตตาคารและที่พักอาศัย
แม้จะราคาแพง แต่สิ่งอำนายความสะดวกนับว่าดีเยี่ยม
และสถานที่นี้ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ถนน แต่อยู่ภายในพื้นที่พักอาศัย
หลังจากตกลงกันเสร็จสิ้นผู้ดูแลก็จากไป ก่อนภรรยาทั้งสองจะหยิบผ้าห่มออกจากถุงเก็บของแล้วเริ่มจัดห้องให้เรียบร้อย
สวี่หยางหยิบยันต์สื่อสารออกมาเพื่อติดต่อหาหลินหวั่นชิงทันที
สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับที่พักของตระกูลหลิน ยันต์สื่อสารจึงอยู่ในระยะเพียงพอที่จะติดต่อสื่อสารกับนางได้
แน่นอนว่ารอไม่ถึงเสี้ยวลมหายใจ หลินหวั่นชิงก็ตอบกลับด้วยความประหลาดใจ “สหายเต๋าสวี่ เจ้ามาถึงที่นี่เร็วเหลือเกิน!”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก ทางเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? อยากแสดงให้ข้าเห็นหรือยังว่าเจ้าแข็งแกร่งมากแค่ไหน?” สวี่หยางเอ่ยหยอกเย้า
หลินหวั่นชิงยกยิ้ม “เกรงว่าสหายเต๋าสวี่จะไม่สามารถทนได้”
“ขนาดขาทั้งสองข้างของเจ้าข้ายังทนได้ ยังจะมีอะไรที่ทนไม่ได้อีก?”
สวี่หยางยิ้มอย่างรู้ทัน “เจ้าจะมาเมื่อไหร่?”
“คืนนี้ แต่ข้ายังประกาศความสัมพันธ์ของพวกเราในตอนนี้ไม่ได้ ข้ากังวลว่าสุนัขเฒ่านั่นจะซ่อนตัวอยู่สักที่ในเมืองหลิน หากรู้เรื่องนี้เข้า มันจะต้องหันมาเล่นงานเจ้าแน่”
เนื่องจากสิ่งที่หลินหวั่นชิงพูดมามีเหตุผล สวี่หยางจึงตอบตกลงก่อนจะบอกนางว่าพักอยู่ที่ไหน
“เข้าใจแล้ว!”
…
เมื่อทำความสะอาดที่พักเสร็จแล้ว สวี่หยางก็พาภรรยาออกไปหาอะไรกินก่อนจะได้ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ของที่นี่
ไม่ช้า พวกเขาก็มาถึงร้านบะหมี่
สาเหตุหลักเป็นเพราะหลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นต่างเบื่อหน่ายกับการกินเนื้อแห้งในช่วงนี้ ดังนั้นพวกนางจึงอยากกินอาหารมังสวิรัติบ้าง
“เถ้าแก่ บะหมี่สามชาม ใส่ผักพิเศษ!!”
“ได้เลย”
ไม่ช้า บะหมี่สามชามก็ถูกนำมาวาง
“ว้าว ข้าไม่ได้กินบะหมี่ร้อน ๆ มานานแล้ว” หลินอวี้กินเข้าไปอย่างยินดี
เสิ่นม่านอวิ๋นเป่าสักพักก่อนจะตักน้ำแกงคำใหญ่ “อร่อย!! รสชาติเข้มข้นยิ่งนัก”
สวี่หยางตักน้ำแกงขึ้นมาดูสักพักก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยคำ “อย่างนี้นี่เอง มีกุ้งตัวเล็กและหอยเป๋าฮื้ออยู่ในบะหมี่ด้วย สมแล้วที่เป็นพื้นที่ใกล้ทะเล อาหารทะเลเลยมีมากตามไปด้วย”
สวี่หยางประหลาดใจหลังจากชิมเข้าไป “ม่านอวิ๋น น้ำแกงนี้รสชาติเหมือนที่เจ้าทำเลย”
“เอ๋? รสชาติเหมือนที่ข้าทำหรือ?”
“ใช่ เค็มเหมือนกันเลย”
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
ทันใดนั้น เสิ่นม่านอวิ๋นก็จับขาตัวเองไว้มั่นขณะกลอกตามองสวี่หยาง “ขนาดการกินยังบ่นไม่เข้าเรื่องอีก”
“เดี๋ยวก่อน ข้าหมายถึงว่ามันมีรสชาติคล้ายกับอาหารที่เจ้าทำ เจ้าตีความไปถึงไหนกันน่ะ?”
สวี่หยางจนคำพูดด้วยความไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเสิ่นม่านอวิ๋น
“สวี่หยาง เป็นเจ้าจริงด้วย สวี่หยาง!”
ขณะกำลังเอาใจเสิ่นม่านอวิ๋น ใครบางคนก็ส่งเสียงเรียกจากโต๊ะฝั่งตรงข้าม
สวี่หยางเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบว่าเป็นเกาหยวน
ตอนอยู่บนถนนหยางหลิ่ว เกาหยวนคือนักเล่นแร่แปรธาตุนิสัยดี ซึ่งมีครั้งหนึ่งที่สวี่หยางไปซื้อน้ำยาฆ่าแมลงมาจากเขา
ภายหลัง ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหวงใช้กำลังรื้อถอนถนนหยางหลิ่ว ทำให้เกาหยวนได้รับบาดเจ็บ ส่วนน้องสาวของเขาขาหัก หลังจากนั้นพวกเขาก็จากไปในสภาพอับอาย
คาดไม่ถึงว่าพี่น้องคู่นี้จะมาที่นี่
ในตอนนี้ สวี่หยางก็สังเกตเห็นว่าผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังเกาหยวนคือเกาผิงผู้เป็นน้องสาว