ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 121 คลื่นใต้น้ำ
บทที่ 121 คลื่นใต้น้ำ
ทันทีที่สวี่หยางกลับถึงร้านแล้วเปิดประตู เขาก็พบร่างอ่อนแอผู้หนึ่งซ่อนอยู่ในลานบ้าน
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากใบ้น้อย
หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นอยู่ข้างกายขณะสนทนากับนาง
เมื่อเห็นสวี่หยางกลับมา หลินอวี้จึงเดินเข้าไปถอดเสื้อให้อีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยคำ “ก่อนหน้านี้อวิ๋นเอ๋อร์กับข้าปิดร้าน แล้วไปเห็นสาวน้อยคนนี้อยู่ริมถนนและไร้ที่ไป ดังนั้นพวกข้าปรึกษากันก่อนจะพานางกลับมา จากนั้นค่อยหาที่พักให้วันพรุ่งนี้”
“ใช่แล้ว เด็กคนนี้ค่อนข้างน่าสงสาร นางเพิ่งเขียนสิ่งที่นางเพิ่งเจอลงบนกระดาษ นางเป็นลูกสาวของตระกูลขนาดเล็ก แต่กลับถูกมือขลุ่ยทำให้ต้องแยกจากกัน”
“หลังจากถูกฟ่านเสียวอวี่ลักพาตัว มือขลุ่ยชั่วร้ายก็วางแผนปลูกถ่ายข้อห้ามในสมองของนาง หนำซ้ำยังใช้พิษใบ้อีก”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ใช้พิษใบ้?”
“ถูกต้อง โชคดีที่ข้อห้ามในสมองของนางหายไปพร้อมกับความตายของมือขลุ่ย”
เสิ่นม่านอวิ๋นถอนหายใจขณะดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร
ใบ้น้อยมองสวี่หยางอย่างอ่อนแรงขณะเขียนลงบนกระดาษ ‘ข้าจะไปพรุ่งนี้’
ค่อนข้างเข้าใจได้
สวี่หยางเอ่ยคำ “ที่จริงไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ ผู้อาวุโสสามเพิ่งบอกว่าให้ข้าเช่าร้านของฟ่านเสียวอวี่โดยไม่คิดค่าเช่ายี่สิบปี ข้าวางแผนจะขายเสื้อผ้าต่อ ใบ้น้อย เจ้าเป็นช่างตัดเสื้อผ้าฝีมือยอดเยี่ยม ดังนั้นข้าคงต้องฝากฝังหน้าที่ไว้กับเจ้า ส่วนเรื่องรายได้แบ่งแบบสามเจ็ด เจ้าเอาไปสาม ข้าเอาไปเจ็ด! หลังจากได้หินวิญญาณแล้ว เจ้าสามารถบำเพ็ญตัวเองได้ ทันทีที่เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง เจ้าจะสามารถส่งปราณวิญญาณเพื่อทำการพูดคุยได้”
นางตกตะลึง!!
ใบ้น้อยคล้ายกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อจนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
เถ้าแก่สวี่จะจ้างนาง!
ยิ่งกว่านั้น ค่าจ้างก็ยังสูงจนความคับแค้นที่สั่งสมมาหลายปีได้รับการระบาย จากนั้นนางจึงปรี่เข้าไปหาสวี่หยางเพื่อทำการคำนับ
“อาบา อาบาอาบา…”
ใบ้น้อยร่ำไห้จนน้ำตานองพื้น
“เด็กน้อย ลุกขึ้นแล้วไปหาอะไรกินก่อน คืนนี้เจ้าพักอยู่ห้องด้านข้าง พรุ่งนี้ข้าจะหาช่างมาจัดร้านและสร้างชั้นบนสุดให้เจ้าใช้อาศัย”
“อาบาอาบา!”
ใบ้น้อยพยักหน้าซ้ำไปมา หลังจากครุ่นคิดสักพัก นางก็หยิบกระดาษกับพู่กันบนโต๊ะขึ้นมาเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัว
‘ท่านพ่อบุญธรรม!!’
สวี่หยางตกตะลึงขณะมองใบ้น้อยด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
นางอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากฟ่านเสียวอวี่ โดยตนเองรู้สึกว่าความใจดีของเขาคือสิ่งที่มีเพียงพ่อบุญธรรมเท่านั้นที่จะทำ
เช่นเดียวกับที่มือขลุ่ยทำกับฟ่านเสียวอวี่
สวี่หยางมีความสุข “พ่อบุญธรรมอะไรกัน แค่เรียกข้าว่าพี่สวี่ก็พอ! อวี้เอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์คือพี่สะใภ้ของเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
ใบ้น้อยพยักหน้า
“อีกอย่าง จะให้ข้าเรียกใบ้น้อยต่อไปก็คงไม่ได้ ชื่อจริงของเจ้าคืออะไร?”
สวี่หยางถาม
ใบ้น้อยเขียนบนกระดาษอีกครั้ง
‘ฟางหลินเซวียน’
“ฟางหลินเซวียน เป็นชื่อที่ดี” หลินอวี้โน้มตัวลงมาแตะศีรษะของสาวน้อย
อาจจะเพราะสัมผัสได้ถึงความใจดี ใบหน้าของใบ้น้อยจึงปรากฏรอยยิ้มหวานเป็นครั้งแรก
“มากินกันเถอะ” เสิ่นม่านอวิ๋นส่งชามและตะเกียบมาให้
หลังจากฟางหลินเซวียนกินเสร็จ นางล้างจานกับตะเกียบอย่างพิถีพิถัน จากนั้นหลินอวี้ก็ปูผ้าห่มในห้องของนางซึ่งอยู่ถัดออกไป
…
ตกกลางดึก
สวี่หยางกอดหลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นทั้งซ้ายขวา
พวกเขาทั้งสามติดตั้งฉนวนกันเสียง ประกอบกับพละกำลังของฟางหลินเซวียน ทำให้นางไม่ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องถัดไปได้
หลังจากได้ยินสิ่งที่สวี่หยางเล่าให้ฟัง หลินหวั่นชิงก็ให้การช่วยเหลือกับตระกูลสวี่เป็นอย่างดี ทำให้ภรรยาทั้งสองต่างมีความสุข
“แต่ไม่นึกเลยว่าฟ่านเสียวอวี่ที่ดูไร้เดียงสาจะโหดเหี้ยมจนถึงขั้นทำให้ฟางหลินเซวียนเป็นใบ้”
“อย่าเชื่อใจผู้อื่นเพียงเพราะรูปลักษณ์ ยามออกสู่โลกภายนอก อย่าได้เชื่อใจใครเป็นอันขาด”
สวี่หยางถอนหายใจ
หลินอวี้สัมผัสท้องของสวี่หยาง เกยอกอวบอิ่มบนแผ่นอกของสวี่หยาง “สามี ข้าโชคดีเหลือเกินที่ได้พบเจ้า ไม่อย่างนั้นบางทีข้าอาจต้องลงเอยแบบเดียวกับฟางหลินเซวียนก็เป็นได้! เฮ้อ…”
สวี่หยางคลี่ยิ้ม “เป็นข้าต่างหากที่โชคดีได้พบเจ้า”
“สามีช่างปากหวานเสียจริง” หางตาของเสิ่นม่านอวิ๋นเต็มไปด้วยเสน่หา
“สามี ข้าอยากกิน…”
หลินอวี้เอ่ยคำขณะขยับริมฝีปาก
นานทีปีหนหลินอวี้จะบอกความต้องการของตัวเองตรง ๆ ดังนั้นสวี่หยางย่อมตอบสนองด้วยความยินดี
ไม่ช้า ทั้งห้องก็อบอวลไปด้วยความสุขสันต์
…
ในเวลาเดียวกัน
ทุกคนบนเกาะหงเยี่ยต่างทราบเกี่ยวกับการตายของมือขลุ่ยเช่นกัน!
ว่ากันว่าหลินหวั่นชิงมีสายข่าวฝีมือดี สืบจนรู้ว่ามือขลุ่ยมีความเกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญหญิงนามฟ่านเสียวอวี่ จากนั้นทั้งสองก็ถูกผู้อาวุโสสามสังหาร
ศีรษะของมือขลุ่ยถูกเก็บไป แล้วในคืนนั้นเองที่หลินหวั่นชิงได้นำศีรษะไปรับรางวัลจากผู้นำตระกูล
ที่พักของสมาคมหู่เวย
เมื่อเฉินหู่ทราบเรื่องดังกล่าว เขาก็พลันตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
“โชคดีที่ข้าไม่ได้จัดการกับสวี่หยาง!!!”
“สามี หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
ผู้บำเพ็ญหญิงซึ่งสวมเพียงชุดตัวใน มีผิวสีขาวราวหิมะนอนอยู่บนแผ่นหลังของเฉินหู่ประหนึ่งงู
เฉินหู่หันศีรษะขณะพลิกตัวผู้บำเพ็ญหญิงลงบนเตียงแล้วเอ่ยคำ “ง่ายมาก สวี่หยางน่าจะช่วยจับตาดูฟ่านเสียวอวี่ตอนมาที่นี่ ไม่อย่างนั้น นางจะถูกเปิดโปงได้อย่างไร?”
“แปลว่าสวี่หยางทรงพลังงั้นหรือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น หลินหวั่นชิงจะไปมีเส้นสายขนาดนั้นได้หรือ! ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าโชคดีแล้วที่ข้าไม่ได้จัดการสวี่หยางตั้งแต่แรก!”
“นั่นสิ ผู้อาวุโสทั้งสามต่างสนับสนุนคนของตัวเอง พวกเราผู้บำเพ็ญธรรมดาจะไปทำให้ขุ่นเคืองหาได้ไม่”
ผู้บำเพ็ญหญิงถอนหายใจ
“ไม่ว่าอย่างไร ผู้อาวุโสสามก็มีอำนาจบนเกาะหงเยี่ยมากกว่า นับจากนี้พวกเราต้องสุภาพกับสวี่หยาง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าจะจัดงานเลี้ยงแล้วเชิญเขามาร่วมงาน”
เฉินหู่สวมกอดผู้บำเพ็ญหญิงขณะลูบไล้เนินอก จากนั้นเอ่ยอย่างสบายอารมณ์
ผู้บำเพ็ญหญิงขมวดคิ้ว “ท่านหู่ แบบนี้มันจะไม่แย่เอาหรือ?”
“เจ้าหมายถึง?”
“ลองคิดดู มีกี่คนบ้างที่ไม่รู้ว่าสวี่หยางคือคนของหลินหวั่นชิง หากท่านเชิญเขามาตอนนี้ ผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสรองจะคิดอย่างไรหากพวกเขารู้เรื่องเข้า?”
คำพูดของผู้บำเพ็ญหญิงทำให้เฉินหู่ตกอยู่ในภวังค์
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “สวี่หยางยังไม่มีน้ำหนักมากขนาดนั้น ผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสรองน่าจะไม่ให้ความสนใจมากนัก! ตรงกันข้าม ข้าจะใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงเจตนาดีกับหลินหวั่นชิง”
ผู้บำเพ็ญหญิงประหลาดใจ “ท่านหู่ ท่านคิดว่าพวกเราควรเดิมพันกับหลินหวั่นชิงหรือ!”
“แน่นอนว่ามันไม่ใช่การเดิมพัน แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือหลินหวั่นชิงจะไม่ตายและต้องไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอย่างแน่นอน! ต่อให้นางจะล้มเหลวในการช่วงชิงอำนาจ แต่ก็สามารถออกจากที่นี่แล้วกลับมาได้หลังจากผ่านไปหลายปี!”
ผู้บำเพ็ญหญิงเอ่ย “สุดท้ายท่านก็ยังให้ค่ากับพรสวรรค์ของหลินหวั่นชิง”
“แน่นอนอยู่แล้ว ครั้งนี้หลินหวั่นชิงจัดการมือขลุ่ยสำเร็จอย่างงดงาม ข้าเดาว่าอาจมีคนกำลังจับตาดูทางฝั่งของนางอยู่ อย่างน้อยตระกูลของลูกหลานเหล่านั้นก็ถูกมือขลุ่ยสังหาร ด้วยความช่วยเหลือของนาง ทำให้พวกเขาล้างแค้นสำเร็จ พวกเขาจะเลือกยืนอยู่ข้างนางอย่างแน่นอน”
เฉินหู่ลูบคางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องเหมาะสมอย่างยิ่งที่ข้าจะเชิญสวี่หยางตอนนี้ ไม่อย่างนั้น เมื่อหลินหวั่นชิงเริ่มกุมความได้เปรียบ ถึงตอนนั้นก็เกรงว่าข้าจะประจบประแจงเขาได้ไม่ง่าย”
“สิ่งที่ท่านหู่จะบอกก็คือเพิ่มดอกไม้บนผ้าทอลาย*[1] เป็นเรื่องง่าย แต่ส่งถ่านกลางหิมะ*[2] เป็นเรื่องยากสินะ…”
ผู้บำเพ็ญหญิงมองชายข้างกายด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยท่าทีประจบประแจง “ท่านหู่ยังสุดยอดเหมือนเดิม ข้าขอนับถือจากใจจริง”
เฉินหู่พึมพำ “อย่างไรก็ตาม เมื่อสวี่หยางมาถึง เจ้าต้องรับใช้เขาให้ดี”
ผู้บำเพ็ญหญิงพลันเผยสีหน้าไม่พอใจ “ให้คนอื่นไปรับใช้สิ ข้าอยากรับใช้ท่าน ข้าพูดจริงนะ”
เมื่อเห็นว่าผู้บำเพ็ญหญิงไม่พอใจ เฉินหู่ก็ปลอบประโลมนาง “พวกเราผู้บำเพ็ญธรรมดาทำได้เพียงเท่านี้ เจ้าควรทำตัวว่านอนสอนง่ายตอนที่รับใช้สวี่หยาง แล้วข้าจะให้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์!”
“จริงหรือ!!”
“ข้าเคยโกหกเจ้าด้วยหรือ?”
“ท่านช่างใจดีนัก เช่นนั้นข้าจะรับใช้สวี่หยางอย่างดีเพื่อให้เขาพึงพอใจ!”
“ฮ่าฮ่า ดีมาก” เฉินหู่ยังคงเชื่อใจในความสามารถของภรรยา
จากนั้น เขาก็ขึ้นควบขี่อย่างหฤหรรษ์…
…
“ว่าอะไรนะ มือขลุ่ยกับฟ่านเสียวอวี่ตายแล้วหรือ? เป็นแบบนี้ได้อย่างไร??”
บนเกาะซวงจื้อ
เมื่อหลินเวยทราบข่าว เขาก็ตบโต๊ะตรงหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว
แรงกดดันจากขอบเขตสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งทำให้โต๊ะแยกจากกัน!
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่รายงานข่าวคุกเข่าลงกับพื้นเนื้อตัวสั่นสะท้าน เขาไม่กล้าเงยหน้ามองหลินเวย ด้วยเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนถูกตบตายในฝ่ามือเดียว
“พูดมา มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์รีบอธิบายสถานการณ์เร็วจี๋ “ยังไม่แน่ใจว่าหลินหวั่นชิงทราบเรื่องที่มือขลุ่ยกับฟ่านเสียวอวี่รู้จักกันได้อย่างไร ในตอนนั้น นางเดินทางมาพร้อมกับผู้อาวุโสสาม แล้วมือขลุ่ยก็ถูกฆ่าก่อนที่จะทันได้ตอบโต้”
“แต่ผู้อาวุโสสูงสุดไม่ต้องห่วง เพราะสองคนนี้ถึงแก่ความตายทันที พวกเขาไม่ได้ทรยศต่อท่านแต่อย่างใด”
หลินเวยแค่นเสียงเย็น “เจ้าโง่ หลินซวี่จือจงใจฆ่าพวกเขาทันที ที่จริงเขารู้แล้วว่าข้าอยู่เบื้องหลัง แม้กระทั่ง…”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ขมวดคิ้ว
ตอนนี้เขาสงสัยว่าผู้นำตระกูลกับผู้อาวุโสใหญ่ทราบสถานการณ์แล้วหรือยัง?
“ดูท่าหลังจากนี้ข้าต้องทำตัวให้ไม่สะดุดตาเสียแล้ว!”
…
วันต่อมา
ผู้คนบนถนนมาที่หน้าร้านของฟ่านเสียวอวี่ ทุกคนพากันซุบซิบขณะมองร้านที่ได้รับความเสียหาย
“โชคยังดีที่คุณหนูหลินกับผู้อาวุโสสามมาช่วยเหลือได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่นี่แน่!”
เมื่อเผชิญกับคำถามมากมายจากเพื่อนบ้าน สวี่หยางย่อมตอบว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
ตอนนั้นเขาบังเอิญไปซื้อเสื้อผ้าให้ภรรยาที่ร้านของฟ่านเสียวอวี่เท่านั้น!!
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสสามก็ลงมือ นอกจากนั้นเขาก็ไม่รู้อะไรเลย
นี่เป็นเหตุผลที่ดีมากจนไม่มีใครถามอะไรเขาอีก
ทว่าผู้ที่สนใจต่างสงสัยว่าสวี่หยางอาจจะเป็นคนของหลินหวั่นชิง
เพราะสวี่หยางประกาศอย่างรวดเร็วว่าเขาจะเช่าร้านของฟ่านเสียวอวี่!
นอกจากนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดของฟ่านเสียวอวี่ รวมถึงเสื้อผ้าในร้านก็ล้วนตกเป็นของเขา
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนทั้งหลายพากันอิจฉา
อย่าว่าแต่ร้านเลย ทำเลบริเวณนี้ค่อนข้างดี มีคนเช่าตลอดไม่เคยว่างเลย
ส่วนข้าวของภายในยิ่งไม่ต้องพูดถึง เสื้อคลุม รองเท้าและสินค้าชิ้นอื่นต่างมีมูลค่าอย่างต่ำก็สองถึงสามพันหินวิญญาณ!
ตอนนี้พวกมันล้วนตกเป็นของสวี่หยาง
น่าเสียดายที่เขายังทำหน้าเหมือนกับขาดทุนพลางถอนหายใจ “ต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมากในการซ่อมหลังคาสินะ… เฮ้อ ต้องจ่ายอีกแล้ว…”
สีหน้าเช่นนี้ทำให้ผู้คนทั้งหลายอยากเข้าไปซัดสักหมัด
ในวันนั้น สวี่หยางได้ติดต่อช่างไม้สามคนเพื่อมาซ่อมหลังคา
[1] เพิ่มดอกไม้บนผ้าทอลาย หมายถึง ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม อนึ่งอาจหมายถึง ทำอะไรเกินความจำเป็น
[2] ส่งถ่านกลางหิมะ หมายถึง ให้การช่วยเหลือในยามทุกข์ยากคับขัน