ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 133 ความขัดแย้งในตระกูล
บทที่ 133 ความขัดแย้งในตระกูล
“เจ้ามองอะไร ข้าคือคนที่ฆ่าหลินสยงสวี่เอง ในเมื่อข้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ไยต้องเกรงกลัวด้วยเล่า!”
หลินหวั่นชิงควบคุมเรือวิญญาณพลางเร่งความเร็ว “ไปที่เกาะก่อน”
ซู่!!
ขณะมองเรือวิญญาณลากลำแสงสีฟ้าจากไปอย่างรวดเร็ว เฉินหู่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
หลินหวั่นชิงยอมรับด้วยตัวเองว่าเป็นคนสังหารหลินสยงสวี่ หลินเวยจะต้องมาแก้แค้นอย่างแน่นอน
“เฮ้อ คราวนี้ตระกูลหลินจะต้องวุ่นวายเป็นแน่!!”
เฉินหู่ขมวดคิ้ว
“ท่านหัวหน้า ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับปัญหานี้!” ชายหนุ่มผู้อยู่ข้างกายเอ่ยคำ
“ใช่แล้ว คราวนี้หลินสยงสวี่ถูกฆ่า หลินเวยจะต้องล้างแค้นหลินหวั่นชิงอย่างแน่นอน ข้าว่าพวกเราควรหลีกเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า”
เฉินหู่คิดแบบเดียวกัน
ทว่าเขานึกถึงคำพูดของรองผู้นำกลุ่มอวี๋ซื่อหลิน
นั่นคือต้องยืนอยู่ฝั่งสวี่หยาง การทำนายแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีวาสนามหาศาล
เขาไม่รู้ว่าวาสนาที่ว่าคืออะไร ถึงอย่างไรอวี๋ซื่อหลินก็สามารถดูความลับสวรรค์ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ล่าสุดอีกฝ่ายได้ออกเดินทางไปแล้ว ดูเหมือนว่าจะไปหาสหายเก่าคนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมกล่องสมบัติหยินหยาง
เขาสามารถมาถึงจุดที่อยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะอวี๋ซื่อหลิน!
เป็นเพราะคำแนะนำของอวี๋ซื่อหลินที่ทำให้เขาหลีกหนีหายนะได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ส่ายหน้า “เอาละ เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว พวกเราต้องให้การช่วยเหลือน้องสวี่หยาง มันคือสิ่งที่พี่น้องควรทำ ต่อให้ต้องสละชีวิตก็ยอม!!”
กลุ่มพี่น้องตกตะลึง
มันเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลูกพี่กลายเป็นพี่น้องของสวี่หยาง?
แม้ในใจจะบ่นน้ำไหลไฟดับ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก ก่อนจะเดินตามเฉินหู่ไล่ตามเรือวิญญาณซึ่งอยู่ไกลออกไป
…
ทันทีที่เรือวิญญาณเข้ามาในเกาะ หลินเวยผู้ทราบข่าวก็ปรี่เข้ามาอย่างเดือดดาลทันที
“หลินหวั่นชิง!!”
“โอ้ นี่ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ใช่หรือ”
หลินหวั่นชิงเก็บเรือวิญญาณขณะลอยอยู่กลางอากาศ นางไม่กลัวเกรงแรงกดดันของหลินเวยผู้อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางเลยสักนิด
“ผู้อาวุโสใหญ่ดีต่อข้าเหลือเกิน ทันทีที่ข้ากลับมาก็มาต้อนรับด้วยตัวเองเชียว จุ๊จุ๊จุ๊ ช่างน่าซาบซึ้งใจนัก”
หลินเวยโบกมือพลางต่อว่า “เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว เจ้าไปเกาะไร้นามมาใช่หรือไม่?”
“ใช่!!”
“เจ้าฆ่าลูกชายข้า” หลินเวยกล่าวหาทันที เขาหวังจะใช้เสียงดังเข้าข่มไม่ให้หลินหวั่นชิงปฏิเสธ
ขณะเอ่ยคำ แรงกดดันขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางก็กวาดเข้ามา มันเต็มไปด้วยแรงบีบคั้นมหาศาล
ฝูงชนรอบข้างหยุดยืนมองด้วยความสงสัย
ส่วนคนที่รู้เรื่องวงในต่างมองหลินหวั่นชิงด้วยความเวทนา
พวกเขาคล้ายกับมองเห็นโชคร้ายของหลินหวั่นชิงอยู่รำไร เพราะไม่ว่าจะพูดแบบไหน การตายของหลินสยงสวี่ย่อมข้องเกี่ยวกับนางอย่างแน่นอน หลินเวยต้องมีหลักฐานบางอย่างถึงได้มาหาหลินหวั่นชิง
“พูดไม่ออกเลยละสิ แสดงว่าเรื่องนี้เป็นความจริงใช่หรือไม่? ในเมื่อกล้าทำก็ต้องกลับรับ!” หลินเวยตะโกน
หลินหวั่นชิงยักไหล่ “เปล่าซะหน่อย ข้าเพียงรอให้คนมารวมตัวกันเยอะ ๆ ก่อนแล้วค่อยประกาศทีเดียวต่างหาก”
“ประกาศอะไร?”
หลินเวยหรี่ตา เขาพลันตระหนักได้ว่าหลินหวั่นชิงสงบเกินไป ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ
หลังจากเห็นผู้คนมากันอย่างพร้อมเพรียง หลินหวั่นชิงก็กล่าวเสียงดังฟังชัด “เป็นความจริงที่ข้าฆ่าหลินสยงสวี่ เขากับข้าพยายามชิงเกาะไร้นาม แต่ทักษะของเขาด้อยกว่าก็เลยถูกข้าฆ่าในท้ายที่สุด!”
“ว้าว…”
ฝูงชนตกอยู่ในความโกลาหลทันที
หลินหวั่นชิงอาจหาญพอที่จะยอมรับเรื่องนี้
“นะ… นี่… นี่มันอะไร!”
หลายคนส่ายหน้าแล้วพึมพำว่าการสังหารสายเลือดเดียวกันถือเป็นข้อห้ามใหญ่ในตระกูล แต่หลินหวั่นชิงกลับยืดอกยอมรับ
เฉินหู่ผู้อยู่ด้านหลังก็รู้สึกกลุ้มใจ การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้มันจะดีจริงหรือ?
“ดี ดี หลินหวั่นชิง เจ้าฆ่าลูกชายของข้า ก็คงพร้อมชดใช้ด้วยชีวิตแล้วสินะ”
หลินเวยหัวเราะด้วยความเดือดดาล เตรียมจะสังหารหลินหวั่นชิง
“ผู้อาวุโสใหญ่ ช้าก่อน”
เฉินหู่กัดฟันก่อนจะฝืนก้าวออกมาขวางหน้าหลินหวั่นชิง
“หืม? เฉินหู่ เจ้าจะต่อต้านข้าหรือ?”
หลินเวยเหลือบมองเฉินหู่อย่างเดือดดาล
เฉินหู่เอ่ยอย่างจนใจ “ข้าไม่กล้า ๆ แต่ตระกูลหลินก็มีกฎตระกูลเช่นกัน ก่อนจะฆ่าสมาชิกตระกูลก็ต้องได้รับการสอบสวนโดยผู้รักษาการณ์ ไม่อาจฆ่าตามอำเภอใจได้ ผู้อาวุโสใหญ่คือผู้อาวุโสของตระกูลหลิน ดังนั้นท่านจะมาฝ่าฝืนกฎเสียเองไม่ได้”
“หลินหวั่นชิงยอมรับด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องใช้กฎอะไรอีก?”
“ท่านจะพูดแบบนั้นไม่ได้…”
เฉินหู่เอ่ยอย่างจนใจ
สุดท้าย เขาตัดสินใจฟังอวี๋ซื่อหลิน ช่วยฝั่งสวี่หยาง
“หลีกไป!”
หลินเวยเดือดดาล “เจ้าเพิ่งสร้างรากฐานแต่กลับกล้ามาขวางข้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร”
เมื่อหลินเวยกำลังจะลงมือ หลินซวี่จือที่ได้รับการแจ้งข่าวจากหลินหวั่นชิงในช่วงเช้าก็เดินเข้ามา
“ผู้อาวุโสสาม!”
เมื่อเห็นผู้มาเยือน ในที่สุดเฉินหู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะโน้มตัวไปทางหลินซวี่จือ
“อืม”
หลินซวี่จือพยักหน้าขณะเหลือบมองเฉินหู่ด้วยความชื่นชม
เขาไม่คาดคิดว่าเฉินหู่ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาจะเลือกอยู่ฝั่งหลินหวั่นชิงเต็มตัว
“หลินซวี่จือ เจ้ามาได้ถูกจังหวะพอดี หลินหวั่นชิงยอมรับเองว่านางฆ่าลูกชายข้า ตามกฎตระกูลแล้ว นางจะต้องถูกตัดหัว”
หลินเวยมองหลินซวี่จือด้วยสายตาเย็นชา
“ตามกฎตระกูลแล้วต้องตัดหัวก็จริง แต่ก็มีกฎอีกข้อระบุไว้ว่าหากถูกสมาชิกตระกูลโจมตีหมายเอาชีวิต ย่อมถือว่าเป็นการป้องกันตัวที่สมเหตุสมผล!”
หลินซวี่จือเอ่ยเสียงแผ่ว
“ว่าอะไรนะ?”
หลินซวี่จือเอ่ยต่อ “หวั่นชิงแจ้งเรื่องนี้ให้ข้าทราบแล้ว! นางกับหลินสยงสวี่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเกาะไร้นาม ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ข้าคิดว่าหากหวั่นชิงไม่สู้กลับ เช่นนั้นนางก็จะตายไม่ใช่หรือ?”
ทุกคนพลันตระหนักได้ว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้
หลินซวี่จือเอ่ยอีกครั้ง “ดังนั้น อย่ามองว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน เพราะไม่มีใครถูกหรือผิดตั้งแต่แรก หลินสยงสวี่ตายแล้ว ก็เป็นเพราะว่าทักษะของเขาด้อยกว่า หากเป็นหวั่นชิงที่ตาย เช่นนั้นข้าก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน!”
“ทักษะของเขาด้อยกว่า…”
หลินเวยสบถ “เหลวไหล ฆ่าลูกชายข้าแล้วมาบอกว่าเพราะทักษะด้อยกว่าหรือ ข้าคิดว่าเป็นหลินหวั่นชิงนั่นแหละที่ลอบโจมตี ลูกชายข้าเป็นคนจิตใจดี เขาไม่มีทางโจมตีก่อน เขาไม่มีทางทำแน่!!”
หลินหวั่นชิงยิ้มหยัน “เช่นนั้นนี่คืออะไร…”
สิ้นคำ กองชิ้นส่วนหุ่นเชิดที่แตกหักก็ถูกโยนออกมา
มันคือหุ่นเชิดของหลินสยงสวี่
“หุ่นเชิดตัวนี้มีร่องรอยของการต่อสู้ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าหลินสยงสวี่ใช้มันจัดการกับพวกข้า ทางข้าต้องใช้หุ่นเชิดเพื่อพลีชีพไปพร้อมกับมัน! ร่องรอยเหล่านี้ต่างบ่งบอกว่าหลินสยงสวี่ตั้งใจจะเล่นงานข้าให้ถึงตาย!!”
“เหลวไหลสิ้นดี ข้าจะฆ่าเจ้า”
หลินเวยรู้ว่าหากยังพูดมากไปกว่านี้ เขาอาจจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ ดังนั้นจึงคิดจะลงมือโดยไว
“เหอะ หากข้ายังอยู่ที่นี่ เจ้าก็ทำอะไรไม่ได้หรอก!”
สิ้นคำของหลินซวี่จือ เขาก็ชักกระบี่ขึ้นมาแล้วยืนประจันหน้ากับหลินเวยทันที
ปราณของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางกระจายออกไป ใครก็ตามที่เข้าใกล้ก็จะถูกแรงสะท้อนกลับ
“ถอย!!”
สวี่หยางไม่อยากตกเป็นเหยื่อของหายนะดังกล่าว ดังนั้นเขากับภรรยาจึงรีบถอยออกมา
หากมองการต่อสู้จากระยะไกลก็จะรู้ว่าหลินซวี่จือมีพละกำลังทัดเทียมกับหลินเวย ไม่มีใครเหนือหรือด้อยไปกว่ากัน
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครเริ่มโจมตี
ผ่านไปสักพัก ปราณอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าก็พุ่งมาทางฝั่งนี้
“ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย!!”
ต่อให้ไม่มอง สวี่หยางก็ทราบว่าผู้มาเยือนจะต้องเป็นหลินอีหลุน ผู้นำตระกูลหลิน
เขาคือชายผู้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา แม้รูปลักษณ์จะยังดูเยาว์วัย แต่กลับมีกลิ่นอายแห่งความตายอยู่ทั่วร่าง
มันคือเรื่องปกติของผู้กินยาจู้เหยียน แม้จะยังรักษารูปลักษณ์เดิมเอาไว้ได้ แต่แท้จริงพวกเขาแก่ชรายิ่ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!!”
ปราณแก่กล้าจากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายก่อตัวเป็นเขตอาคมทรงพลังเพื่อแยกหลินซวี่จือกับหลินเวยออกจากกัน
“คารวะผู้นำตระกูล”
หลินเวยกับหลินซวี่จือคลายปราณก่อนจะคำนับไปทางหลินอีหลุน
จากนั้นหลินเวยก็เปิดปากบ่นทันที “ท่านผู้นำตระกูล หลินหวั่นชิงฆ่าลูกชายของข้า นางยอมรับเรื่องนี้แล้ว ตามกฎตระกูล นางควรถูกตัดหัว!!!”
หลินซวี่จือเอ่ยอย่างเหยียดหยัน “หวั่นชิงกับลูกชายของเจ้าต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเกาะไร้นาม ทักษะของลูกชายเจ้าด้อยกว่า เรื่องมันก็เท่านี้ หาได้เป็นการล้างแค้นแต่อย่างใดไม่”
สายตาของหลินอีหลุนเฉยชาขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “กลับไปที่พักก่อน”
สิ้นคำ เขามองไปทางหลินหวั่นชิงกับสวี่หยาง “พวกเจ้าก็ด้วย ตามมา”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน
“สามี!”
หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นต่างมาอยู่ข้างกายสวี่หยางด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้หวั่นชิงคือผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้นำตระกูล ด้วยความสามารถของนาง ตระกูลย่อมไม่นิ่งเฉย ดังนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนางหรอก”
สวี่หยางยิ้มเพื่อทำให้ทั้งสองวางใจ “เอาละ พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
“อื้ม!”
…
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่ติดตามหลินอีหลุนผู้เอามือไพล่หลังก็มาถึงที่พักของตระกูลหลิน
สวี่หยางเดินตามหลังหลินหวั่นชิง หากมองจากระยะไกล เขาดูเหมือนผู้ติดตามตัวน้อย เป็นการยากที่ผู้ใดจะทราบความสัมพันธ์แท้จริงของทั้งสองได้
เมื่อเข้าไปในห้องโถงขนาดใหญ่ สมาชิกอาวุโสของตระกูลหลินจำนวนมากก็รออยู่ก่อนแล้ว
สวี่หยางเหลือบมองก่อนจะพบผู้อาวุโสรองหลินเสวี่ยตันอยู่ในนั้นด้วย
ด้านหลังของหลินเสวี่ยตันมีผู้ชายท่าทางเคร่งขรึมและมีรอยแผลเป็นบนใบหน้ายืนอยู่
เขาคิดถึงคนในตระกูลหลินก่อนจะทราบทันทีว่าคนผู้นี้คือใคร
หลานชายของผู้อาวุโสรอง หลินอี้เตา
ด้วยความตายของหลินสยงสวี่ คนที่จะเทียบเคียงกับหลินหวั่นชิงได้มากสุดในตอนนี้ก็คือเขา
หลินอี้เตามักแบกดาบไว้บนหลังอยู่เสมอ ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่เก็บอาวุธเอาไว้ในถุงเก็บของ
ว่ากันว่าการทำแบบนี้ก็เพื่อหล่อเลี้ยงดาบให้เป็นหนึ่งเดียวกับตัวเขาอย่างแท้จริง
สวี่หยางไม่ทราบว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่ แต่เมื่อมองดูปราณของหลินอี้เตา เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกับดาบจริง ๆ
ดาบและคนเป็นหนึ่งเดียว!!
สวี่หยางสัมผัสได้ว่าหลินอี้เตาผู้นี้แข็งแกร่งกว่าหลินสยงสวี่ ซึ่งอาจกลายเป็นคู่แข่งแท้จริงของหลินหวั่นชิง
ต้องระวังคนผู้นี้ให้มาก!
“หืม??”
ขณะสวี่หยางทำการสังเกตอย่างเงียบงัน การรับรู้อันคมปลาบของหลินอี้เตาคล้ายกับสังเกตเห็นบางอย่าง เขาจึงหันมาทางสวี่หยาง
“คนผู้นั้นกำลังสังเกตข้าอยู่”
หลินอี้เตาขมวดคิ้ว
“ช่างเป็นการรับรู้ที่ร้ายกาจนัก” ใบหน้าของสวี่หยางกระตุก ความคิดลึกล้ำยิ่งขึ้น
…
หลังจากนั้น
เรื่องราวก็เป็นไปตามที่สวี่หยางคาดเอาไว้
แม้หลินเวยจะกล่าวหาว่าหลินหวั่นชิงสังหารลูกชายของเขา แต่สุดท้ายผู้นำตระกูลก็บอกว่าทั้งสองต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเกาะไร้นามเท่านั้น!
ยิ่งกว่านั้น หลักฐานที่หลินหวั่นชิงนำออกมาก็แสดงให้เห็นว่าหลินสยงสวี่ใช้ไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดเพื่อต่อสู้กับนางในตอนนั้นจริง
แต่ทักษะก็ด้อยกว่าอยู่ดี
“หลินสยงสวี่คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า แต่กลับแพ้พ่ายหลินหวั่นชิงผู้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด ทักษะของเขาด้อยกว่านางจนไม่อาจโต้แย้งอะไรได้! คำตัดสินของข้าถือเป็นที่สุด!”
หลินอีหลุนมีสีหน้าเฉยชาขณะมองหลินเวย “ผู้อาวุโสใหญ่ เจ้ายอมรับข้อสรุปนี้ได้หรือไม่??”