ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 145 ผู้คนกำลังจับตาดูอยู่
บทที่ 145 ผู้คนกำลังจับตาดูอยู่
“โจวตงไฉ!”
หวงเสี่ยวเหมยสูดหายใจเข้าโดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
หลังจากสวี่หยางชี้ทางสว่างให้เมื่อครู่ นางก็ตระหนักได้เช่นกันว่ามันไม่เหมาะสมนักที่จะขอให้พ่อของเขามาช่วยกลั่นยาสร้างรากฐานด้วยเงื่อนไขที่ยอมออกไปล่าสัตว์อสูรร่วมกับโจวตงไฉ
นางตัดสินใจทิ้งทางเลือกนี้และกำลังจะหานักปรุงยาคนใหม่เพื่อขอความช่วยเหลือ
ดังนั้นนางจึงไม่มีหนักใจแต่อย่างใดเมื่อได้พบกับโจวตงไฉอีกครั้ง
“สหายเต๋าผู้นี้ใช่คนที่หวงเสี่ยวเหมย…”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายถามเกี่ยวกับตัวเอง สวี่หยางจึงชิงตอบตามตรง “ข้าคือสหายของหวงเสี่ยวเหมย ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง”
“นึกแล้วเชียว…”
เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผากของโจวตงไฉ “หวงเสี่ยวเหมย เจ้ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่ เจ้าโกหกข้า บอกว่าจะกลั่นยาสร้างรากฐานให้ลูกพี่ลูกน้อง!!”
สวี่หยางเกือบจะบันดาลโทสะ พวกเจ้าสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรต่อกัน ไยถึงรีบด่วนสรุปเช่นนี้
สวี่หยางเอ่ยตามตรง “ใช่แล้ว หวงเสี่ยวเหมยแค่ต้องการช่วยข้า นอกจากนี้เจ้าก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับนาง ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่พูดจาด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นอีก”
“นี่เจ้ากำลังสั่งสอนข้างั้นหรือ?”
“ช่างกล้านัก!”
“เหอะเหอะ เชื่อหรือไม่ ขอเพียงข้าไปบอกพ่อ เขาก็จะไม่ช่วยเจ้ากลั่นยาสร้างรากฐานให้อย่างแน่นอน!”
สวี่หยางพยักหน้า “ตามสบาย ข้าไม่ต้องการอยู่แล้ว”
“ฮ่าฮ่า ไม่ต้องการหรือ?”
โจวตงไฉหัวเราะทันทีราวกับได้เห็นสิ่งน่าเหลือเชื่อ
“พ่อของข้าคือหนึ่งในผู้กลั่นยาสร้างรากฐานมากที่สุดและมีอัตราความสำเร็จสูงที่สุด เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ต้องการ?”
ก่อนสวี่หยางจะทันได้เอ่ยอะไร โจวตงไฉก็สูดหายใจเข้าขณะมองมาทางหวงเสี่ยวเหมย “หวงเสี่ยวเหมย เอาแบบนี้แล้วกัน ข้าจะยกโทษเรื่องที่เจ้าโกหกข้าก็ได้ ขอเพียงเจ้าไปล่าสัตว์กับข้า ข้ารับปากว่าพ่อจะยังคงกลั่นยาสร้างรากฐานให้ดังเดิม”
แม้ภายนอกจะเอ่ยเช่นนั้น แต่เขากำลังคิดว่าจะได้ตัวหวงเสี่ยวเหมยมาอย่างไรหลังจากได้อยู่ข้างนอกกับนาง
แม้จะมีศิษย์พี่ทั้งหลายร่วมทางไปด้วย แต่คนเหล่านั้นล้วนอยู่ข้างเขา
ต้องขอบคุณความสัมพันธ์ของผู้เป็นพ่อที่ทำให้มีคนประจบประแจงรอบตัวเขามากขนาดนี้
เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะวางยาเพื่อทำให้หวงเสี่ยวเหมยกลายเป็นผู้หญิงของตน…
แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว
ส่วนเรื่องการกลั่นยาสร้างรากฐานให้คนผู้นี้
ถึงตอนนั้นเขาสามารถขอให้พ่อใช้อุบายบางอย่างเพื่อทำการกลั่นยาสร้างรากฐานไม่สมบูรณ์ให้ จากนั้นก็ส่งอีกฝ่ายกลับไป เมื่อใดที่เด็กคนนี้สร้างรากฐาน มันจะต้องเจ็บปวดทรมานอย่างแน่นอน
ขณะกำลังคิดว่าจะจัดการกับสวี่หยางอย่างไรนั้น คาดไม่ถึงว่าสวี่หยางจะปฏิเสธ “ต้องขอโทษด้วย พวกข้าไม่ต้องการให้เจ้าช่วยกลั่นยาสร้างรากฐาน ดังนั้นหวงเสี่ยวเหมยจะไม่ไปล่าสัตว์อสูรกับเจ้า”
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร หวงเสี่ยวเหมยยังไม่ได้พูดอะไรเลย!”
โจวตงไฉขมวดคิ้วขณะหันมามองหวงเสี่ยวเหมย เขามั่นใจว่านางน่าจะรู้ถึงความสำคัญของผู้เป็นพ่อที่มีต่อสำนักอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่ฟ้ากำหนดให้เขาต้องผิดหวัง เพราะหวงเสี่ยวเหมยกลับเอ่ยว่า “สวี่หยางพูดถูก พวกข้าไม่ต้องการให้พ่อของเจ้ากลั่นยาอีกแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี หวงเสี่ยวเหมย ลืมมันเสียเถอะ แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจทีหลัง”
หลังจากทำเสียงฮึดฮัด โจวตงไฉก็เดินตึงตังจากไป
“หากทำให้คนผู้นี้ขุ่นเคือง มันจะไม่เป็นไรหรือ?”
สวี่หยางมองแผ่นหลังของโจวตงไฉพลางขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อเขา ปกติก็แทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกันอยู่แล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าเพื่อยืนยันว่าไม่เป็นไรจริง ๆ
สวี่หยางพอจะจินตนาการได้ว่านางอาจจะเผชิญกับความขัดแย้งในอนาคต
แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ นี่คือกฎที่ไม่พูดถึง
ต่อให้ไม่มีเขา โจวตงไฉก็คงใช้วิธีอื่นอยู่ดี
เพราะผู้คนกำลังจับตาดูอยู่
หลังจากเดินเล่นสักพัก หวงเสี่ยวเหมยก็จากไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
สวี่หยางมาถึงสำนักชิงหยาง หวงเสี่ยวเหมยก็แนะนำเขาให้รู้จักกับนักปรุงยาแซ่ฟาง
คาดไม่ถึง ขณะทั้งสองกำลังสนทนา นักปรุงยาฟางก็หยิบยันต์สื่อสารออกมาดูแล้วขมวดคิ้ว
“ต้องขอโทษหวงเสี่ยวเหมยกับสหายน้อยสวี่หยางด้วย เกรงว่าครั้งนี้ข้าคงไม่สะดวกที่จะกลั่นยาให้”
นักปรุงยาฟางเหลือบมองทั้งสองอย่างไม่ใส่ใจ
หวงเสี่ยวเหมยกับสวี่หยางมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
สิ่งที่พวกเขาเพิ่งสนทนาเป็นไปได้ด้วยดี ในความเห็นของสวี่หยาง แม้ราคาจะแพงไปหน่อย แต่มันก็คุ้มค่า
แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากได้รับข้อความบางอย่าง เขาจะปฏิเสธ
“มีใครพูดบางอย่างกับท่านอย่างนั้นหรือ?” หวงเสี่ยวเหมยลอบคาดเดาพลางเอ่ยถาม
นักปรุงยาฟางไม่ปกปิดสิ่งใด “โจวฝูไห่นับเป็นศิษย์พี่ข้าครึ่งหนึ่ง เขา… เฮ้อ หวงเสี่ยวเหมย เจ้าไม่ควรทำให้นักปรุงยาโจวขุ่นเคืองนะ พูดตามตรง นักปรุงยาโจวแค่บอกกับข้าว่าขอเพียงเจ้าขอโทษลูกชายแล้วกลับมาคืนดีกัน เขาก็จะกลั่นยาให้ด้วยตัวเอง!”
สิ้นคำ นักปรุงยาฟางก็มองไปทางสวี่หยางแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ส่วนเจ้า หลังจากกลั่นยาสร้างรากฐานเสร็จแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะหยุดรบกวนหวงเสี่ยวเหมย ในฐานะผู้บำเพ็ญธรรมดา เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะยุ่งเกี่ยวกับนางด้วยซ้ำ แม้นางจะยังเยาว์วัย แต่ถ้าเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ในอนาคตขึ้นมา เจ้าคิดว่าตัวเองยังจะมีโอกาสอยู่อีกหรือ?”
“นักปรุงยาฟาง สวี่หยางเป็นสหายของข้า หากท่านไม่ต้องการช่วยก็ไม่เป็นไร แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องพูดจารุนแรงเช่นนี้เลย”
หวงเสี่ยวเหมยขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจ
“ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้น”
นักปรุงยาฟางเอ่ยพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เป็นนัยว่าส่งแขก
ทั้งสองไม่มีทางเลือกนอกจากออกมา เมื่อเดินมาถึงเส้นทางอันเงียบสงัดได้สักพัก หวงเสี่ยวเหมยก็ถอนหายใจ “สวี่หยาง ข้าขอโทษ นึกไม่ถึงว่านักปรุงยาฟางจะปฏิเสธเช่นนี้”
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก ไว้ข้ากลับไปเมื่อไหร่ ค่อยหาคนอื่นก็ได้ มันมีหนทางอยู่เสมอ”
สวี่หยางนิ่งงันเนื่องจากเห็นคนกำลังตรงมาหาเขา
หลินไห่ถัง
หลังจากไม่ได้เจอหลินไห่ถังมานาน รูปลักษณ์ของนางก็ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะความแน่นของหน้าอกประหนึ่งมะพร้าวลูกใหญ่ที่แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่อาจปกปิดได้
“สวี่หยาง เจ้าอยู่ที่นี่จริงด้วย”
หลินไห่ถังเหลือบมองสวี่หยางขณะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา
“ศิษย์พี่หลิน เจ้าทราบมาจากใครว่าสวี่หยางมาที่นี่?”
หวงเสี่ยวเหมยรีบเข้ามาทักทาย มือเล็ก ๆ จับแขนของหลินไห่ถังเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“ข้าเดินทางจนมาถึงที่นี่น่ะ ระหว่างนั้นก็ได้ยินผู้คนมากมายบอกว่าเจ้าทำให้นักปรุงยาโจวกับลูกชายขุ่นเคืองเข้า! นักปรุงยาโจวโกรธมากพร้อมบอกว่าเขาจะไม่ช่วยเจ้ากลั่นยาสร้างรากฐานให้อีกต่อไป เขาถึงขั้นขอให้นักปรุงยาฟางปฏิเสธเจ้าด้วย มันเป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?”
หลินไห่ถังมองสวี่หยางพลางถามเสียงต่ำ
“เฮ้อ ศิษย์พี่หลิน เจ้าก็รู้แล้วสินะ เรื่องนี้เป็นความจริง เจ้าก็รู้ว่าโจวตงไฉสนใจที่จะเอาตัวข้าให้ได้ แต่เขานิสัยแย่เหลือทน…”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ การที่โจวตงไฉสามารถลอบเข้าสำนักชิงหยางและทำตัวกร่างได้ก็เพราะมีพ่อผู้เป็นนักปรุงยา
แต่พรสวรรค์กับอุปนิสัยของคนผู้นี้นับว่าธรรมดานัก
โจวฝูไห่เข้ามาพร้อมลูกชาย เพราะงั้นจึงให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เขาคิดว่าแม้หวงเสี่ยวเหมยจะไม่มีภูมิหลัง แต่กลับมากด้วยพรสวรรค์ ในอนาคตนางจะต้องสร้างรากฐานได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงจงใจให้ลูกชายกับหวงเสี่ยวเหมยอยู่ด้วยกัน
ในความเห็นของเขา มันคือการช่วยลูกชายหาผู้หนุนหลังเล็กน้อย
หลินไห่ถังเข้าใจเหตุผลของเรื่องนี้เช่นกัน นางตบบ่าของหวงเสี่ยวเหมยแล้วปลอบประโลม “ข้ารู้ ไม่เพียงแค่ข้าเท่านั้น แม้แต่อาจารย์กับพี่น้องทั้งหลายต่างก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม”
“รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าทำให้โจวฝูไห่ขุ่นเคือง”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าอย่างขมขื่น
“ช่างมันเถอะ ถ้าหมดหนทางจริง ข้าสามารถช่วยเจ้ากลั่นยาสร้างรากฐานให้ได้”
หลินไห่ถังหันมองสวี่หยาง “สวี่หยาง เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
สวี่หยางตกตะลึง เขาเพิ่งพูดไม่ทันไรหลินไห่ถังก็เดินเข้ามา แล้วกลายเป็นว่านางก็พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้สินะ
ก่อนหน้านี้หวงเสี่ยวเหมยบอกแล้วว่าหลินไห่ถังเคยกลั่นยาสร้างรากฐานมาก่อน แต่น่าเสียดายที่คุณภาพของมันไม่ดีเท่าไหร่นัก
เหตุผลก็เพราะมีประสบการณ์น้อยเกินไป
ดังนั้นสวี่หยางจึงรู้สึกว่าการขอให้หลินไห่ถังกลั่นยาสร้างรากฐานนั้นเสี่ยงเกินไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่หยางก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “อะแฮ่ม สหายเต๋าหลิน ข้ารวบรวมสมุนไพรได้เพียงแปดในสิบส่วนเท่านั้น ความตั้งใจเดิมของข้าคือ ให้นักปรุงยาโจวผู้มีสมุนไพรเหมือนกันทำการกลั่นยาสร้างรากฐานให้…”
“เจ้าไม่เชื่อใจข้าและเพราะคิดว่าทักษะการกลั่นยาของข้าดีไม่เท่าใช่หรือไม่”
หลินไห่ถังเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เอ่อ…”
แม้สวี่หยางจะไม่พูดออกมาชัดเจน แต่เขาก็อดบ่นไม่ได้ แล้วนี่เจ้าไม่ได้กำลังพูดจาเหลวไหลอยู่หรือ
แต่เขาเพียงพูดว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ เหตุผลหลักก็เพราะข้าไม่อยากรบกวนสหายเต๋าหลินก็เท่านั้นเอง”
หลินไห่ถังคลี่ยิ้ม ”ข้ายอมรับว่าคุณภาพของยาสร้างรากฐานที่กลั่นขึ้นมาสองครั้งล่าสุดนั้นไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นคือสิ่งที่นักปรุงยามักจะเจอตอนลงมือครั้งแรกไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ข้าสั่งสมประสบการณ์มาบ้างแล้ว หากเจ้าให้โอกาสเสียหน่อย ข้าคิดว่าข้าสามารถทำได้!! ยิ่งกว่านั้น สหายเต๋าสวี่ ครั้งนี้พวกเราสามารถร่วมมือกันกลั่นยาได้”
สวี่หยางถาม “อย่างไรหรือ?”
“ข้ายังมีสมุนไพรที่เหลือสำหรับยาสร้างรากฐานอยู่บางส่วน เจ้าเพียงหามาให้อีกสามในสิบส่วนก็พอ ถึงตอนนั้น ต่อให้กลั่นยาสร้างรากฐานได้เพียงหนึ่งเม็ด เจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะได้ก่อน คิดว่าอย่างไร? หากได้ยาสร้างรากฐานสองเม็ดก็ยิ่งดี หนึ่งคนต่อหนึ่งเม็ด! ส่วนในกรณีล้มเหลว ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้”
หัวใจของสวี่หยางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ความหมายของหลินไห่ถังก็คือเขาต้องมอบสมุนไพรสำหรับกลั่นยาสร้างรากฐานให้เพียงสามส่วนเท่านั้น
ข้อดีก็คือเขามีสิทธิ์เลือกเป็นคนแรก
ข้อเสียก็คือการกลั่นยาสร้างรากฐานของหลินไห่ถังไม่มั่นคง หากล้มเหลว เขาก็จะเสียวัตถุดิบสามส่วนนั้นไปโดยสูญเปล่า
เมื่อเห็นสวี่หยางเงียบ หลินไห่ถังก็โน้มน้าวอีกครั้ง “สหายเต๋าสวี่ วัตถุดิบยาแค่สามส่วนเอง อีกอย่าง การกลั่นยาสองครั้งก่อนหน้านี้มันก็แค่คุณภาพต่ำเท่านั้น หาใช่การล้มเหลวไม่ ตอนนี้ข้าเชี่ยวชาญเคล็ดบางอย่าง ขอเพียงให้โอกาส ข้าจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน…”
สวี่หยางมองนางด้วยสีหน้าจริงจังขณะชั่งผลได้ผลเสีย
ใช่แล้ว สมุนไพรสามส่วน
ถือว่าไม่มากเท่าไหร่
สิ่งสำคัญก็คือหลินไห่ถังเป็นคนดี ในเมื่อนางเอ่ยปากเช่นนี้ ย่อมหมายความต้องมีความมั่นใจพอตัว
นอกจากนี้ หากสมุนไพรสามส่วนถูกใช้อย่างสูญเปล่าก็ช่าง มันไม่ใช่การสูญเสียมากมายอะไร แถมยังทำให้หลินไห่ถังเป็นหนี้บุญคุณอีกด้วย
หากมองในระยะยาว เขาแทบไม่เสียอะไรเลย
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขามีไม้วิญญาณระดับสามกับไม้จันทน์วิญญาณม่วงอยู่ในมือ
ของพวกนี้สามารถเพิ่มขั้นของโอสถได้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่หยางก็กล่าวว่า “ได้ เช่นนั้นข้าเชื่อเจ้า”
หลินไห่ถังผ่อนคลาย พูดตามตรง นางกังวลมากว่าสวี่หยางจะปฏิเสธ
มีโอกาสน้อยมากที่จะได้กลั่นยาสร้างรากฐาน ซึ่งแต่ละครั้งมันคือโอกาสที่นางจะได้ฝึกฝน แล้วคนแปลกหน้าจะยอมให้นางกลั่นได้อย่างไร?
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะกลั่นอย่างระมัดระวังแน่นอน”
“ผ่อนคลายหน่อย ไม่ต้องกังวล มันก็แค่สมุนไพรเพียงสามส่วน หากเจ้าเสียมันไปก็เท่านั้น มันไม่สำคัญหรอก”
สวี่หยางไม่อยากให้หลินไห่ถังกดดันมากเกินไป
หวงเสี่ยวเหมยแย้มยิ้มขณะเอ่ยปลอบประโลม “ศิษย์พี่หลินไม่ต้องห่วง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้างั้นไปบ้านของเจ้าเพื่อเตรียมการกันเลยดีกว่า”
“ก็ได้ สหายเต๋าสวี่ เชิญ”
หลินไห่ถังเดินมาข้างหน้า “การเตรียมการจะใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วัน สหายเต๋าสวี่ ช่วงนี้ห้ามลงไปที่ภูเขาเด็ดขาด เจ้าพักอยู่ในลานบ้านเพื่อคอยให้การช่วยเหลือข้า”
หลินไห่ถังคิดไว้แล้วว่าหากการกลั่นยาล้มเหลวจริง สวี่หยางผู้อยู่ข้างกายย่อมมองออกได้อย่างชัดเจน