ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 159 สามีภรรยาก็เหมือนนกในป่าเดียวกัน
บทที่ 159 สามีภรรยาก็เหมือนนกในป่าเดียวกัน
ในห้องโถง
หลินหวั่นชิงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน นางเพิ่งได้รับข้อความจากสวี่หยางก่อนจะสรุปภาพรวมของสถานการณ์ที่นี่ให้ทราบ
ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพวกเขาจะต้องสู้อย่างแน่นอน
จากนั้น สวี่หยางบอกว่าตนกำลังไปและพร้อมให้การช่วยเหลือนาง
หลินหวั่นชิงขมวดคิ้วขณะเอ่ยอย่างวิตก “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้ รีบกลับไปเถอะ”
ขณะหลินหวั่นชิงกับสวี่หยางกำลังสนทนา อู๋หมู่ตันก็เอ่ยต่อ “ลู่หลีกำลังมาที่นี่ด้วยตัวเอง เช่นนั้นข้าก็จะออกไปพบเขา หลินหวั่นชิง หลินอี้เตา พวกเจ้าเลือกทายาทฝีมือดีที่สุดของพวกเราตระกูลหลินภายใต้การชี้นำของผู้อาวุโสรองกับผู้อาวุโสสามแล้วมุ่งหน้าไปที่เกาะหลิงถัง ที่นั่นค่อนข้างห่างไกล ย่อมไม่มีใครรู้จัก”
เมื่อหลายวันก่อน ตระกูลหลินตระเตรียมสมาชิกตระกูลส่วนหนึ่งให้อพยพไปจากที่นี่
แม้จำนวนจะมีไม่มากนัก แต่การพาสมาชิกตระกูลระดับสูงออกไปคือสิ่งจำเป็น
“ผู้อาวุโสสูงสุด มันอันตรายเกินไปที่ท่านจะจัดการกับลู่หลี” หลินหวั่นชิงขมวดคิ้วด้วยความกังวลเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร ข้ามีชีวิตมาหลายปีแล้ว อีกทั้งยังมีไพ่ตายไว้จัดการกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานอีกเยอะ”
อู๋หมู่ตันรู้สึกสบายใจ
แม้นางจะเอ่ยเช่นนี้ แต่ทุกคนก็เข้าใจว่าการเดินทางครั้งนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดตั้งใจที่จะตาย มันอาจจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีทางหวนกลับมาได้
“ข้าจะไปกับท่าน”
หลังจากครุ่นคิด หลินอีหลุนก็ถอนหายใจ
“ในฐานะผู้นำตระกูล เจ้าควรอยู่ที่แนวหลัง หากเจ้าบุ่มบ่ามออกไปย่อมไม่เป็นการดีนัก ”
อู๋หมู่ตันคล้ายกับเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง เมื่อสิ้นคำ นางก็กดไม้เท้าหัววิหคเพลิงในมือ “วันนี้ตระกูลหลินเผชิญกับปัญหา แต่มันอาจจะถึงเวลาที่วิหคเพลิงจะผงาดขึ้นมาจากเถ้าถ่าน หากพวกเราผ่านไปได้ พวกเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น”
“ขอรับ ผู้อาวุโสสูงสุด”
“หลินอี้เตา” อู๋หมู่ตันเอ่ย
“ขอรับ”
หลินอี้เตาผู้ก้าวออกมาจากฝูงชน
“เมื่อเจ้าไปที่เกาะหลิงถัง เจ้าต้องกินยาสร้างรากฐาน ทะลวงขอบเขตสร้างรากฐาน หากมีอะไรเกิดขึ้น เจ้าก็สามารถหลบหนีไปได้โดยไม่ต้องกังวลสิ่งใดมากนัก”
ฟังจากคำพูดของอู๋หมู่ตัน เห็นได้ชัดว่าผู้นำตระกูลกับผู้อาวุโสสูงสุดต่างยอมรับว่าหลินอี้เตาคือผู้นำตระกูลคนต่อไป
หลินอี้เตาไม่พูดจาให้มากความ พยักหน้ารับเล็กน้อย
“หวั่นชิง”
หลินหวั่นชิงก้าวออกมา “ผู้อาวุโสสูงสุด”
“ทางตระกูลมียาสร้างรากฐานเพียงเม็ดเดียว ดังนั้นข้าได้ทำผิดต่อเจ้าเสียแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
หลินหวั่นชิงส่ายหน้าเล็กน้อย นางในตอนนี้มียาสร้างรากฐานสามเส้นวิถีอยู่กับตัว ดังนั้นจึงไม่สนใจยาสร้างรากฐานของตระกูล
“ข้าขอถามตามตรง เรื่องระหว่างเจ้ากับสวี่หยางเป็นความจริงหรือไม่”
ตอนนี้ดวงตาฝ้าฟางของอู๋หมู่ตันคล้ายกับทอประกายเล็กน้อย นางมองมาทางหลินหวั่นชิงอย่างจริงจังขณะเอ่ยถาม
หลินหวั่นชิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “เป็นความจริง”
“อื้ม พวกข้าไม่สนเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้า หลังออกจากที่นี่ไปแล้ว เจ้าสามารถพาสวี่หยางไปด้วยได้ แต่ข้ายังขอแนะนำว่าอย่าทำแบบนั้น”
“ทำไมหรือ?” หลินหวั่นชิงสับสน
“สามีภรรยาก็เหมือนนกในป่าเดียวกัน ยามคราวเคราะห์เข้าหา ก็บินแยกจากกัน มันไม่คุ้มหรอก เจ้าควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้”
“เช่นนั้นท่านก็ตัดสินสวี่หยางผิดแล้ว เขากำลังมาที่นี่เพื่อช่วยข้า”
หลินหวั่นชิงอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี แต่น่าเสียดายที่เขาอ่อนแอเกินไป”
อู๋หมู่ตันถอนหายใจ
“แต่ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ เขาต้องออกไปกับพวกเจ้าเมื่อถึงเวลา”
สิ้นคำ อู๋หมู่ตันก็มองทุกคนในห้องโถง “เอาละ แต่ละคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ ข้าขอตัวไปพบตระกูลลู่ก่อน”
ร่างของนางกลายเป็นสายลมสีดำหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
“หลินหวั่นชิง เตรียมตัวไปได้แล้ว”
หลินอี้เตาเอ่ยอย่างไร้อารมณ์
…
บนผิวน้ำทะเล
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าซีดเซียวกำลังทะยานมาทางเมืองเป่ยไห่โดยมีศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับต่ำอยู่ใต้เท้า
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสวี่หยาง
เขาสวมชุดของสมาชิกตระกูลลู่ขณะถือยันต์สื่อสารไว้ในมือ
หลังจากทราบข่าวของหลินหวั่นชิง สวี่หยางก็พยักหน้าเล็กน้อย “อพยพหรือ เข้าใจแล้ว ตอนอยู่ข้างนอกข้าจะช่วยดูแลเจ้าเอง”
จิตเทวะของเขาเสาะหาจุดอ่อนของตระกูลลู่อย่างรวดเร็ว
มีเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณรุ่นเยาว์สามคนที่คุ้มกันที่นี่
ทันทีที่ผ่านเข้าไป เขาก็สังหารสามคนนั้นทันที หลังจากโยนศพลงไปในน้ำก็รอคอยอยู่ที่นั่นอย่างเงียบงัน
…
“ที่นี่แหละ”
หลินหวั่นชิงนำทาง มีผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสสามกับหลินอี้เตาตามหลัง
ด้านหลังพวกเขามีคนรุ่นเยาว์กลุ่มใหญ่ พวกเขาล้วนมีร่องรอยความสับสนและไม่สบายใจอยู่บนใบหน้า
ตอนนี้พวกเขากำลังออกจากตระกูล อนาคตจึงไม่แน่นอน ไม่มีใครทราบระหว่างทางจะต้องเผชิญกับอะไร หากมีคนของตระกูลลู่ขวางทางขึ้นมาก็อาจจะสูญเสียกำลังคนเป็นจำนวนมากก็ได้
“หลินหวั่นชิง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าทางนี้ปลอดภัย??”
ผู้อาวุโสสามหลินซวี่จือผู้เป็นลุงใหญ่ของหลินหวั่นชิงเอ่ยถาม
“สวี่หยางรออยู่” ตอนนี้เองที่หลินอี้เตาเอ่ย
หลินหวั่นชิงประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หลินอี้เตาไม่เอ่ยอะไรขณะเร่งความเร็ว
หลินหวั่นชิงมองแผ่นหลังของเขาขณะคาดเดาว่าหลินอี้เตาอาจจะสามารถตรวจจับเป็นวงกว้างได้
ในตอนนี้ หลินอี้เตาหยุดนิ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เขาอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว!” หลินอี้เตาประหลาดใจ
“จริงด้วย สวี่หยางคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่แปลกใจที่พี่สาวจะชอบสวี่หยาง”
“สวี่หยางผู้นี้ปกปิดได้ดีจนคนอื่นคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณ หาใช่ขอบเขตสร้างรากฐานไม่”
หลินอี้เตาสูดหายใจเข้า คลายความประหลาดใจที่มี “แต่ข้าได้รับยาสร้างรากฐานมาจากตระกูลแล้ว หลังจากสร้างรากฐานสำเร็จ ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น”
“แน่นอนอยู่แล้ว เขาเป็นหนึ่งเดียวกับดาบแล้ว หลังจากนี้ ข้าจะส่งมอบคัมภีร์ม้วนต่อไปให้กับเจ้า”
“ขอบคุณผู้อาวุโสเทพดาบ”
หลินอี้เตาเอ่ยขณะหันมามองหลินหวั่นชิง “นึกไม่ถึงว่าสวี่หยางจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน ช่างน่าประหลาดใจเหลือเกิน”
หลินหวั่นชิงคลี่ยิ้ม “ดาบหักที่อยู่บนหลังของเจ้าก็ดีมากเช่นกัน ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเจ้าเต็มใจจะขายมันหรือไม่?”
หลินอี้เตาขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า “แม้ดาบหักเล่มนี้จะเป็นเพียงอาวุธธรรมดา แต่มันมีความหมายสำหรับข้า ยังไงข้าก็ไม่ขาย”
ผ่านไปสักพัก ทุกคนก็พบสวี่หยาง
“ขอบเขตสร้างรากฐาน… สวี่หยาง เจ้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว”
เมื่อหลินซวี่จือสัมผัสได้ถึงปราณขอบเขตสร้างรากฐานบนร่างของสวี่หยาง เคราของเขาก็กระตุกขณะใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ข้าไปสำนักชิงหยางเมื่อหลายวันก่อน พอเห็นว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นค่อนข้างดีก็เลยถือโอกาสทำการสร้างรากฐานเสียเลย”
สวี่หยางเอ่ยแผ่วเบา
เมื่อคนอื่นได้ยินเช่นนี้ พวกเขาต่างพูดไม่ออก
หมายความว่าอย่างไรที่ว่าพอเห็นว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นค่อนข้างดีก็เลยถือโอกาสทำการสร้างรากฐาน?
ขอโทษนะ คิดว่าการสร้างรากฐานเหมือนการสร้างบ้านที่นึกจะสร้างเมื่อไหร่ก็ได้งั้นหรือ?
แน่นอนว่าหลังจากคิดถึงคำพูดเหล่านี้ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสวี่หยางอาจจะเป็นผู้ติดตามของสำนักชิงหยาง
ประกอบกับข่าวลือที่สวี่หยางเคยติดต่อกับศิษย์สำนักชิงหยาง การคาดเดาก็ยิ่งลึกล้ำ
ในตอนนี้ หลินซวี่จือมองสวี่หยางก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายดูดีขึ้นมาก
อื้ม ถึงอย่างไรก็สร้างรากฐานขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นเป็นธรรมดา
“ถ้าอย่างนั้น มุ่งหน้าสู่เกาะหลิงถังกันเถอะ”
หลินหวั่นชิงเอ่ยก่อนจะหันมาพูดกับสวี่หยาง “ไปรับอวี้เอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์มาก่อน”
“ได้”
สวี่หยางเหลือบมองทุกคนพลางถาม “พวกเจ้ามั่นใจว่าจะสามารถต้านทานการโจมตีของตระกูลลู่ได้หรือไม่?”
“ผู้อาวุโสสูงสุดน่าจะพอทำอะไรได้บ้าง”
หลินหวั่นชิงลังเล
ขณะสนทนา กลุ่มคนก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกไป
…
หลังจากสวี่หยางกับกลุ่มคนจากไป อู๋หมู่ตันก็ได้นำกลุ่มผู้บำเพ็ญตระกูลหลินมุ่งหน้าไปนอกที่มั่น
นางใช้พลังอัสนีกำราบผู้บำเพ็ญตระกูลลู่ แล้วการต่อสู้ก็ยากที่จะยุติ
ในที่สุด หลังจากสังหารปรมาจารย์ค่ายกลจำนวนมากที่สร้างความเสียหายกับค่ายกล อู๋หมู่ตันกับคนของนางก็ถอยกลับไปอย่างเงียบงัน
ผู้คนในตระกูลหลินสังเกตเห็นว่าในระหว่างการต่อสู้ครั้งนี้ เส้นผมของอู๋หมู่ตันซีดลงไปมาก ร่างกายก็เผยปราณแห่งความตายเข้มข้นมากขึ้น
ผู้บำเพ็ญที่เข้าใกล้ขีดจำกัดความตายจะสูญเสียอายุขัยทุกครั้งที่ทำการต่อสู้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลังจากผู้บำเพ็ญจำนวนมากเลือกที่จะพักผ่อนเมื่อแก่ชรา อย่าว่าแต่ออกไปไหนมาไหนเลย พวกเขาไม่แม้แต่ก้าวออกจากถ้ำตัวเองเสียด้วยซ้ำ
เหตุผลก็เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกหนึ่งวัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ชัยชนะครั้งนี้ก็สร้างขวัญกำลังใจให้ทั่วทั้งตระกูลหลินได้มาก!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อู๋หมู่ตันยังบอกด้วยตัวเองอีกว่านางมีอุบายที่จะจัดการกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน ยิ่งทำให้สมาชิกตระกูลหลินเปี่ยมด้วยความหวัง
ภายในถ้ำ
อู๋หมู่ตันผู้กลับมาอาบน้ำและจุดเครื่องหอม จากนั้นหยิบยากระตุ้นปราณออกมาเติมเต็มปราณวิญญาณที่สูญเสียไป
หลังจากพักผ่อนสักระยะ นางก็อ้าปากแล้วสำรอกยันต์ไม้สีเขียวออกมา
“ตามทฤษฎีแล้ว ยันต์ระดับสามสามารถจัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้ แต่ในทางปฏิบัติ อย่างมากที่สุดก็คงจัดการได้เพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตาน เฮ้อ…”
ยันต์ระดับสามคือไพ่ตายของอู๋หมู่ตัน สามีกับนางใช้ทุนทรัพย์จำนวนมากซื้อมันมาจากแดนเซียนตงไห่ นับว่าเป็นไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดของตระกูล
ในกรณีที่ไม่มีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดจริง
แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ในตอนนี้ ยันต์ระดับสามใบนี้ก็ยังไม่เพียงพอ
‘เว้นแต่อีกฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน’
‘หรือไม่ก็ข้าต้องลอบโจมตี’
อู๋หมู่ตันสูดหายใจเข้าก่อนจะเริ่มวางแผนว่าจะเพิ่มผลของยันต์ให้ถึงขีดสุดได้อย่างไร
…
ค่ายตระกูลลู่ในตอนนี้
กลุ่มชั้นสูงจากตระกูลลู่ต่างสาปแช่งอู๋หมู่ตันที่ไม่ใช้คุณธรรมการต่อสู้ ส่งผลให้ปรมาจารย์ค่ายกลถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมากในพริบตา
ปรมาจารย์ค่ายกลคือกองกำลังทรงพลังที่สุดที่จะทำลายค่ายกลป้องกัน ตอนนี้พวกเขาล้วนตกตายกันถ้วนหน้า ย่อมส่งผลต่อการสู้ครั้งถัดไป
“ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านประมุขจะมาถึงในไม่ช้าใช่หรือไม่?”
ใครบางคนเอ่ยถาม
ลู่หยวนฮว่าซึ่งเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลลู่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเช่นกัน แต่เขาอายุยังน้อยและมีความหวังที่จะเข้าสู่ขอบเขตจินตาน
เขาหยิบยันต์สื่อสารออกมาเพื่อติดต่อหาผู้นำตระกูลลู่ ลู่หลี ไม่ช้าก็ได้รับข้อความจากอีกฝ่าย
“เขาจะมาถึงในอีกหนึ่งก้านธูป ให้สมาชิกคนอื่น ๆ พักผ่อนให้เต็มที่ อีกหนึ่งก้านธูปพวกเราจะเปิดฉากโจมตี คืนนี้พวกเราจะต้องยึดที่มั่นตระกูลหลินให้จงได้”
น้ำเสียงเย็นชาดังมาจากยันต์สื่อสาร
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านประมุขจะมาถึงในอีกหนึ่งก้านธูป”
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า จากนั้นก็หันไปถ่ายทอดคำพูดของผู้นำตระกูลให้ทุกคนทราบ
“เช่นนั้นตระกูลหลินจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นชะตากรรมของตระกูลหลินแล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าหลินหวั่นชิงงดงามดั่งบุปผา ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” ใครบางคนตะโกนอย่างหยาบโลน
“ชิ ไม่ใช่ว่าคุณหนูใหญ่ติดผู้บำเพ็ญธรรมดาที่ชื่อสวี่หยางหรอกหรือ นางก็แค่หญิงมั่วโลกีย์!”
“ถึงอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูใหญ่ จุ๊ จุ๊ พวกเราต้องโค่นให้จงได้ จากนั้นก็ยึดครองตระกูลหลินแล้วจับเป็นหลินหวั่นชิง”
ข้างนอกเริ่มมืดแล้ว
หนึ่งก้านธูปต่อมา
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีม่วงปักดิ้นทองทะยานผ่านเมฆด้วยเรือเหาะ
“คารวะท่านประมุข”
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากผู้นำตระกูลลู่ซึ่งเป็นยอดฝีมือขอบเขตจินตาน ลู่หลี
ลู่หลีเก็บเรือเหาะขณะยืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางอากาศ เขามองที่พักตระกูลหลินที่อยู่ไกลออกไปก่อนจะเอ่ยอย่างสงบ “โจมตี คืนนี้ต้องยึดตระกูลหลินให้ได้”
“คืนนี้โค่นตระกูลหลิน!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!!”