ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 167 บุรุษหน้าตาอมทุกข์และสตรีน่าเกลียด
บทที่ 167 บุรุษหน้าตาอมทุกข์และสตรีน่าเกลียด
ในตอนนี้ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสองที่อยู่ในมือเขามีเพียงกระบี่หยวนชี่ ซึ่งได้มาจากนักปรุงยาซ่งผิง
จากนั้นก็มีร่มพันกลซึ่งอยู่ขั้นสูงระดับหนึ่ง
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็คำนวณหินวิญญาณที่อยู่ในมือ
หลังจากสั่งสมมานานหลายปี เขามีหินวิญญาณไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนก้อน ซึ่งมากพอที่จะซื้อศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้
ทั้งยังมีสมุนไพรมีค่าที่สามารถนำออกมาได้ตลอดเวลา
ในขณะนี้ ความสนใจของผู้คนทั้งโถงได้มุ่งไปที่ศาสตราศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว
แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานก็ทำการตรวจสอบด้วยความสงสัย
ทว่าเพียงมองดูก็เลิกให้ความสนใจไป
เหตุผลนั้นง่ายมาก ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชุดนี้ต้องใช้ร่วมกับคู่บำเพ็ญ แล้วพละกำลังของทั้งสองต้องไม่ต่างกันมากเกินไป หาไม่แล้วก็จะเกิดการขัดแย้ง
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือคู่บำเพ็ญจะต้องมีความเข้าใจและจงรักภักดีอย่างแท้จริงต่ออีกฝ่ายเพื่อให้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์สามารถสำแดงฤทธิ์ได้เต็มที่
ไม่งั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรจากเศษเหล็ก
เกรงว่าคนที่ออกแบบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชุดนี้อาจจะเป็นคนที่ยึดมั่นในรักมาก
“สี่หมื่นหินวิญญาณ!”
เพียงพริบตา ราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นสี่หมื่นหินวิญญาณ
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าผู้ประมูลส่วนใหญ่มีผู้บำเพ็ญหนุ่มสาวติดตามมาด้วย
“สี่หมื่นหนึ่งพัน!!”
สวี่หยางตะโกน
“สี่หมื่นสองพัน!”
“สี่หมื่นสี่พัน!” สวี่หยางค่อนข้างสงบและผ่อนคลาย
เดิมทีมีคนไม่มากที่ต้องการซื้อศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชุดนี้ แต่ตอนนี้สวี่หยางมีทรัพยากรเพียงพอ ดังนั้นผู้คนบางส่วนจึงหยุดขานราคา
พวกเขามองไปทางหลินไห่ถังผู้อยู่ข้างกายสวี่หยางก่อนจะสบถเสียงต่ำ “ทั้งที่แต่งงานกับภรรยาน่าเกลียด จะลากมาด้วยทำไม”
“นั่นน่ะสิ ข้ามีภรรยาตั้งสามคน ขอแค่เลือกหนึ่งในนั้นก็สามารถฆ่าได้ภายในพริบตา!”
ปากของหลินไห่ถังกระตุก “สหายเต๋าสวี่ ข้าไม่ควรยืนอยู่ข้างเจ้าเลย ข้าทำให้เจ้าอับอาย”
“เหตุใดเจ้าถึงกังวลมากขนาดนั้น!” สวี่หยางส่ายหน้า “ในใจของข้า ความงามของจิตใจคือความงามอย่างแท้จริง เจ้าหาได้น่าเกลียดไม่ มีเพียงภรรยาของข้าที่สามารถเทียบเคียงความงามกับเจ้าได้”
หลินไห่ถัง “…”
ยอดเยี่ยมมาก เจ้าเรียนรู้ที่จะโอ้อวดผู้อื่นแล้วสินะ
“นึกไม่ถึงว่าสหายเต๋าสวี่จะเป็นคนที่ไม่สนเรื่องโลกภายนอก” หลินไห่ถังประหลาดใจ
“อื้ม เจ้าเคยได้ยินสุภาษิตนี้หรือไม่? ความรักเริ่มที่รูปลักษณ์ภายนอก ตกหลุมรักที่พรสวรรค์ ยึดมั่นในอุปนิสัย…”
หลินไห่ถังหันกลับมามองสวี่หยางด้วยความประหลาดใจ
แม้สวี่หยางในตอนนี้จะสวมหน้ากาก แต่สายตาของเขาถึงกับดูนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด
ในท้ายที่สุด ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ก็ตกเป็นของสวี่หยางในราคาสี่หมื่นสี่พันหินวิญญาณ
“ต่อไปคือยาขยายชีพ!! มันอยู่ขั้นต่ำระดับสอง สามารถยืดอายุขัยได้อย่างต่ำห้าสิบปี”
เมื่อเผชิญกับยาขยายชีพนี้ อย่าว่าแต่กลุ่มผู้บำเพ็ญเฒ่าเลย แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญมนุษย์รุ่นเยาว์ก็เผยท่าทีสนใจ
ผู้บำเพ็ญเฒ่าหลายคนเริ่มขานราคา
สวี่หยางค่อนข้างสนใจยาขยายชีพเช่นกัน
เขาอยากมอบให้ภรรยา
แต่เท่าที่เขาทราบ ยาขยายชีพมีฤทธิ์แรงมาก
ดังนั้นในช่วงชีวิตหนึ่งก็จะสามารถกินมันเข้าไปได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น
หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลยาเม็ดนี้
เพราะมีคู่แข่งมากเกินไป
เขาเพิ่งประมูลกระบี่คู่ยวนยางไปแล้ว หากทำการประมูลยาขยายชีพอีก เกรงว่าด้วยสถานะผู้บำเพ็ญธรรมดาอาจทำให้ถูกเกลียดขี้หน้าเอาได้
ในที่สุด ยาขยายชีพก็ตกเป็นของตระกูลถัง
“ทุกท่าน ต่อไปคือยาจู้เหยียนขั้นต่ำระดับสอง คาดว่าเป็นยาจู้เหยียนซึ่งคงความงามไว้ได้อย่างน้อยแปดสิบปี”
สิ้นคำของโจวฉางอัน เพียงพริบตา กลุ่มผู้บำเพ็ญหญิงก็ดวงตาเป็นประกาย
สิ่งที่ทำให้สวี่หยางตกตะลึงก็คือหลินไห่ถังพร้อมที่จะประมูลเช่นกัน
สวี่หยางประหลาดใจ “สหายเต๋าหลินยังสาวอยู่ แต่คิดจะกินยาจู้เหยียนแล้วหรือ?”
“ยาจู้เหยียนใช่ว่าจะหาได้ง่าย ข้าต้องเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า” หลินไห่ถังแย้มยิ้ม “และข้าก็จะย่างเข้าสี่สิบแล้ว ว่ากันว่าหลังจากสร้างรากฐานแล้ว แม้รูปลักษณ์จะไม่แก่ชราช้าลง แต่ก็ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ของข้ามีตีนกาลึกเป็นพิเศษ ไม่เว้นแม้กระทั่งกระหรือสิว พวกมันอาจเกิดขึ้นได้ ยิ่งเรื่องผิวพรรณหมองคล้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นเตรียมไว้ไม่เสียหาย!”
สวี่หยางพูดไม่ออก
“เช่นนั้นข้าขอให้สหายเต๋าหลินโชคดีก็แล้วกัน”
“ราคาเริ่มต้นสามพันหินวิญญาณ การเพิ่มราคาแต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่าร้อยหินวิญญาณ”
สิ้นคำของโจวฉางอัน ผู้บำเพ็ญหญิงก็เริ่มตะโกน “สามพันห้าร้อย”
“สามพันหกร้อย!”
“ข้าอายุห้าสิบปีแล้ว ได้โปรดอย่าแย่งมันไปจากข้าเลย… สี่พัน!”
ผู้บำเพ็ญหญิงคนหนึ่งตะโกนด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ
น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจนาง
ในที่สุด ราคาก็ก้าวกระโดดจนไปถึงห้าพันสองร้อย!!
สวี่หยางพูดไม่ออก
ต้องทราบก่อนว่าต่อให้ยาจู้เหยียนจะเป็นโอสถระดับสอง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พลังต่อสู้เพิ่มขึ้น ถึงกระนั้นราคาก็ยังสูงอยู่ดี
นี่อาจจะเป็นความสำคัญของความงาม
หลินไห่ถังทำการปิดฉากการประมูลไปในราคาห้าพันสี่ร้อย
“ยัยผู้หญิงน่าเกลียดนี่ เหตุใดต้องพยายามแย่งชิงยาจู้เหยียนด้วย”
“นั่นน่ะสิ เสียของชะมัด”
“มันน่าโมโหนักที่เห็นคนน่าเกลียดได้แต่งงาน ซ้ำยังซื้อยาจู้เหยียนไปได้อีก”
“อย่าให้ข้าเจอคู่นี้อีกเลย”
หลายคนสาปแช่งและไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุรุษหน้าตาอมทุกข์และสตรีน่าเกลียดถึงได้ร่ำรวยขนาดนี้
หลินไห่ถังถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อประมูลในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ
“ได้มาแล้ว”
“สหายเต๋าหลิน เจ้ายังต้องซื้อยาบำรุงจิตเพิ่มอีก ยังพอจ่ายไหวหรือไม่?”
สวี่หยางเอ่ยคำด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“แน่นอนว่าจ่ายไม่ไหว แต่เพื่อยาจู้เหยียนก็นับว่าคุ้มค่า!!”
สวี่หยาง “…”
เอาเถอะ เขาพอจะเข้าใจ
…
หลังจากนั้น คุณภาพของสมบัติที่ประมูลได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างเช่น ไข่ของอสูรมังกรปฐพีซึ่งเป็นทายาทของสัตว์อสูรทรงพลังที่มีสายเลือดระดับสี่
ในท้ายที่สุด มันก็ถูกซื้อโดยผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลถังในราคาห้าหมื่นหินวิญญาณ
หลังจากนั้น พฤกษาศักดิ์สิทธิ์เซวียนหยวนซึ่งเป็นต้นไม้วิญญาณระดับสามก็ปรากฏขึ้น แล้วมันก็ถูกประมูลโดยผู้อาวุโสของสำนักชิงหยาง
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว สวี่หยางจึงเสนอให้พวกเขาออกไปก่อน
“อื้ม ไปกันเถอะ”
หลังจากนั้นก็มีคนจำนวนมากแยกย้ายกันไป หากพวกเขาไม่ได้ซื้ออะไรย่อมไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเพ่งเล็ง
แต่ตอนนี้ ทั้งสองได้ประมูลสมบัติออกมาแล้ว พวกเขาจึงอาจตกเป็นเป้าได้ ดังนั้นสู้ออกไปก่อนเสียดีกว่า
หลังเวที
สวี่หยางได้รับกล่องกระบี่มาจากพนักงานสาวหน้าตาสละสลวย
เมื่อเปิดกล่อง เขาก็พบกระบี่สองเล่ม เล่มหนึ่งยาวเล่มหนึ่งสั้น
เล่มยาวคือกระบี่ยาวสำหรับบุรุษ
กระบี่ยาวสองฉื่อหนึ่งชุ่น คมกระบี่ทำมาจากเหล็กสีดำที่บางมากเรืองประกายเย็นเยือกเล็กน้อย ส่วนฝักกระบี่แกะสลักมังกรทองซึ่งดูสง่าผ่าเผยยิ่ง ความคมของมันประหนึ่งน้ำค้างแข็งยามสารทฤดู
ส่วนเล่มที่สั้นกว่ามีความยาวประมาณหนึ่งฉื่อ
ตัวกระบี่สีเขียวอ่อนเบาบางราวกับนกนางแอ่นส่งเสียงน่าขนลุก เมื่อสวี่หยางชักกระบี่ออกมาจากฝักแล้วหมุนข้อมือเล็กน้อย ตัวกระบี่ก็เปล่งประกายประหนึ่งสายฟ้าแลบวูบไหวไปมา ดูงดงามยิ่งนัก
หลินไห่ถังรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็น “กระบี่ดีทั้งสองเล่ม”
“เป็นถึงขั้นกลางระดับสอง อย่างไรก็เป็นของดี” สวี่หยางพึงพอใจยิ่ง
เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้น เขาก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงจ่ายหินวิญญาณไป
พูดตามตรง มันเป็นเรื่องน่าใจหายเล็กน้อยที่ต้องจ่ายหินวิญญาณมากขนาดนี้
คราวนี้หลินไห่ถังทำการตรวจสอบยาจู้เหยียน
พนักงานสาวทั้งสองซึ่งอยู่ตรงหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ขอแสดงความยินดีกับผู้อาวุโส จากนี้ไป ขอให้ท่านคงความเยาว์ตลอดกาล”
“พูดได้ดี สมควรได้รับรางวัล”
หลินไห่ถังอารมณ์ดี มอบหินวิญญาณคนละสองก้อนให้เป็นรางวัล
การประมูลดำเนินต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วยาม
แต่สวี่หยางกับหลินไห่ถังออกมาก่อนเวลา
“สหายเต๋าสวี่ ไปเดินเล่นกันเถอะ เผื่อมีคนตามมาจะได้สลัดคนพวกนั้นได้ทันกาล”
“ข้าก็คิดเหมือนกัน”
จากนั้นทั้งสองก็เดินดูรอบ ๆ
พวกเขายังได้ไปตามถนนพลุกพล่านเพื่อหาของกินด้วย
…
ตกกลางคืน
ท้องนภาเจิดจรัส
หลินไห่ถังกับสวี่หยางเดินออกจากห้องส่วนตัวของภัตตาคาร ซึ่งในตอนนี้ ทั้งสองได้ถอดหน้ากากออกแล้ว
“สหายเต๋าสวี่ ข้าขอตัวกลับสำนักก่อน ไว้เจอกันที่งานชุมนุมผู้ปราบมาร”
หลินไห่ถังแย้มยิ้ม
“เข้าใจแล้ว ถึงตอนนั้นข้าขอรบกวนเจ้าเรื่องการกลั่นยาด้วย”
“ได้เสมอ หวังว่าเจ้าจะไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าเพิ่งเล่าให้ฟัง”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ขณะทั้งสองกำลังสนทนา เรือเหาะขนาดใหญ่แปดลำก็แล่นเข้ามาอยู่เหนือเมืองเซียนของสำนักชิงหยางอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ต่างออกไปคือเรือเหาะในครั้งนี้แผ่บรรยากาศเกรี้ยวกราด โดยเฉพาะปากกระบอกปืนอันน่าสะพรึงกลัวที่เล็งมาที่ด้านล่างทุกกระบอก
ต้องทราบก่อนว่าเรือเหาะหนึ่งลำต้องใช้พลังงานมหาศาล การยิงเพียงครั้งเดียวเทียบเท่ากับการโจมตีของผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
สวี่หยางขมวดคิ้ว
เมืองเซียนแห่งนี้เป็นทรัพย์สินและหนึ่งในรากฐานของสำนักชิงหยาง แม้กระทั่งเรือเหาะของเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บินเหนือเมืองนี้
แต่ยามนี้ เรือเหาะไม่เพียงบินเข้ามาเท่านั้น
แต่ปากกระบอกปืนยังเล็งมาที่ด้านล่าง ทำให้ผู้คนจำนวนมากหลบหนีด้วยความตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น?”
หลินไห่ถังตกตะลึงเช่นกัน
จากนั้นคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากเรือเหาะ
“ผู้อาวุโสใหญ่นี่” หลินไห่ถังจดจำได้ทันที
“พวกเราได้รับข่าวว่ามีผู้บำเพ็ญมารแทรกซึมเข้ามา นับจากนี้ไป ทางเข้าและทางออกของเมืองเซียนจะถูกปิดชั่วคราว ห้ามใครออกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด!”
เสิ่นวั่นเชียนซึ่งเป็นผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักชิงหยางมีเส้นผมสีขาวกับดวงตาขุ่นมัว กลิ่นอายของเขาน่าสะพรึงยิ่งนัก
“ว่าอะไรนะ? ปิดเมืองหรือ?”
ใครบางคนอุทาน
“ผู้อาวุโสเสิ่น พวกข้าคือผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลอู๋ ผู้น้อยบางคนยังอยู่ข้างนอก พวกข้าเต็มใจที่จะรับการตรวจสอบเพื่อออกจากที่นี่…”
ก่อนจะทันพูดจบ เสิ่นวั่นเชียนก็เหลือบมองด้วยสายตาเฉียบคมพลางตะโกนออกมา “เจ้าไม่ได้ยินที่พูดหรือ? ตอนนี้ ห้ามใครออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด”
ผู้บำเพ็ญที่เพิ่งกล่าวคำนิ่งไป จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าน่าเกลียด “ผู้อาวุโสเสิ่น พวกข้าต้องถูกขังเอาไว้นานแค่ไหน?”
“อยู่ระหว่างพิจารณา”
น้ำเสียงของเสิ่นวั่นเชียนราบเรียบ
สายตาของผู้คนทั้งหลายสั่นไหว แม้พวกเขาจะไม่กล้าขัดขืน แต่ตอนนี้ทุกคนก็อดมองไปทางตระกูลถังไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน ใครบางคนสังเกตเห็นว่าคนจากสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางเดินออกมาจากงานประมูลเช่นกัน
เมื่อทุกคนคิดว่าตระกูลถังกับสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางจะตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พวกเขากลับไม่ทราบเลยว่าคนทั้งสองฝั่งได้ตกลงที่จะปิดเมืองอย่างเป็นเอกฉันท์ไปแล้ว!
“ในเมื่อพบผู้บำเพ็ญมารในเมือง การปิดเมืองจึงเป็นเรื่องธรรมดา พวกข้าตระกูลถังยินดีที่จะมอบกำลังคนบางส่วนเพื่อช่วยปกป้อง”
“สำนักฮ่าวชี่ชุนหยางก็เช่นกัน”
สิ้นคำ ผู้บำเพ็ญทั้งสองตระกูลก็มายืนอยู่เคียงข้างสำนักชิงหยาง
คนจากสามกองกำลังสูงสุดรวมตัวกัน
จากนั้น เสิ่นวั่นเชียนประกาศว่าจะจัดงานชุมนุมผู้ปราบมารก่อนกำหนด พร้อมกับเชิญผู้นำตระกูลสูงสุดมาที่สำนักชิงหยาง
ทว่าจำนวนคนไม่ควรมากเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญมารเข้ามาปะปน
สวี่หยางเงยหน้ามองสามกองกำลังสูงสุดบนฟ้า จากนั้นก็ขมวดคิ้ว
คำถามหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในใจ
สำนักชิงหยางถูกควบคุมเหมือนกันงั้นหรือ?
หาไม่แล้ว ตระกูลถังกับสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางจะคุยง่ายขนาดนี้เชียวหรือ?
นี่มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่หยางก็รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย จากนั้นก็คิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หากเมืองเซียนถูกปิด พวกเขาก็กลายเป็นตะพาบในไห
หากผู้อยู่เบื้องหลังอยากโจมตี พวกเขาก็ไม่สามารถหลบหนีได้
ในเวลาเดียวกัน
หลินไห่ถังแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ
“สวี่หยาง แย่แล้ว ข้าติดต่ออาจารย์ไม่ได้”
นางเอ่ยด้วยสีหน้าน่าเกลียด