ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 180 ขึ้นชางอวี่ฮ่าว สู่แดนเซียนตงไห่
บทที่ 180 ขึ้นชางอวี่ฮ่าว สู่แดนเซียนตงไห่
หลายวันต่อมา
ภรรยาทั้งสี่ได้ใช้ยาเหม่ยเหยียน
สวี่หยางสังเกตเห็น
เมื่อภรรยากินยาเหม่ยเหยียนแล้ว ร่างกายของพวกนางให้ความรู้สึกความรู้สึกเย้ายวน ผิวพรรณขาวผ่องเปล่งปลั่ง ร่างกายส่งกลิ่นหอมดั่งดอกกล้วยไม้
สำหรับสวี่หยางแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ดี ยิ่งภรรยาเขางดงาม เขาก็ยิ่งมีความสุขในยามราตรี
แต่เมื่อพิจารณาว่าจะต้องเดินทางไปแดนเซียนตงไห่แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต เขาได้สั่งซื้อหน้ากากหนังมนุษย์สองอันผ่านตระกูลหลิน
ตัวเขา หลินหวั่นชิง และหลินไห่ถัง มีหน้ากากอยู่แล้ว
ตอนนี้ซื้อให้เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ เมื่อพวกนางสวมหน้ากากแล้ว ก็ดูเหมือนเพียงแค่หญิงสาวธรรมดา
เมื่อภรรยาทั้งสี่ออกจากห้อง สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้น
“มีภรรยาเช่นนี้ สามียังจะต้องการสิ่งใดอีก?”
“สี่สาวงาม!” สวี่หยางเดินเข้าไป โอบกอดข้างละสองคนขนาบซ้ายขวา “เจ้าจะขอบคุณข้าอย่างไร?”
เสิ่นม่านอวิ๋นรู้ดี เหลือบมองสวี่หยาง “คนน่ารำคาญ…”
จากนั้นก็หมอบลงโดยสมัครใจ
ในไม่ช้า ห้องก็สั่นไหว
ความร้อนแรงค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น หลินหวั่นชิงก็ขมวดคิ้ว รีบลุกขึ้น!
“ข้ารู้สึกเหมือนจะทะลวงขั้นแล้ว”
ความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นช่างน่าแปลก แรงกดดันของสวี่หยางทำให้นางเกิดความรู้สึกทะลุผ่านบางอย่างในระหว่างนั้น
“ยินดีด้วย หวั่นชิง”
เสิ่นม่านอวิ๋นรู้สึกยินดีกับหลินหวั่นชิง
หลินหวั่นชิงมายังห้องข้าง ๆ แล้วนั่งสมาธิ นางปิดตาลง ปล่อยจิตสำนึกเข้าสู่จุดตันเถียนและเส้นลมปราณ
เพียงครู่เดียว หลินหวั่นชิงก็ทะลวงขั้นเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสามได้สำเร็จ
นางเดินกลับไปยังห้องข้าง ๆ รับรู้ได้ถึงพลังปราณในร่างของหลินหวั่นชิง สวี่หยางก็พยักหน้าและยิ้มออกมา “เข้ามา เข้ามา ให้ข้าตรวจร่างกายของเจ้า เผื่อดูว่าเจ้าทะลวงขั้นสำเร็จหรือไม่”
“เจ้าต้องตรวจร่างกายข้าให้ดีนะ”
หลินหวั่นชิง เดินเข้ามาหาพลางส่งสายตารู้ทันและเลียริมฝีปาก
ขณะนี้ หลินอวี้และคนอื่น ๆ ทนไม่ไหวแล้ว หลินหวั่นชิงนั้นแข็งแกร่งที่สุด ทั้งสองโรมรันบนเตียงกันอีกหลายยก สวี่หยาง จึงลุกขึ้นมาอย่างพอใจ
“สหายเต๋าสวี่เก่งจริง ๆ แต่เราจะต้องออกเดินทางไปยังแดนเซียนตงไห่ในอีกไม่กี่วัน ต้องอดทนเอาไว้บ้างนะ”
หลินหวั่นชิง พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อืม นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้าอดทนได้เก่งนะ เกรงว่าคนที่อดทนไม่ได้จะเป็นเจ้าต่างหาก กระหายราวกับสัตว์ป่า คงกระวนกระวายใจแย่เลย”
สวี่หยางพูดหยอก
หลินหวั่นชิงยังคงหน้าแดงก่ำแย้งเสียงดังว่า “ไม่ใช่สักหน่อย เจ้าจะมาใส่ร้ายคนอื่นไม่ได้นะ”
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้ายังกล้าจะพูดว่าตัวเองบริสุทธิ์อยู่อีกหรือ”
สวี่หยางลูบไล้ใบหน้าอันงดงามของหลินหวั่นชิงแล้วเอ่ยอย่างรื่นรมย์ “เจ้าจะให้ข้าสานต่อหรือไม่ ให้เจ้าได้ลิ้มรสความสุขแตะสวรรค์อีกสักหน่อย”
หลินหวั่นชิงต้องการสงวนท่าที นางจึงกัดฟันและเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าว่าข้าเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการ”
“จริงหรือ”
สวี่หยางโอบกอดนางไว้แล้วลูบไล้สำรวจ ไม่กี่ลมหายใจ หลินหวั่นชิงก็ตัวอ่อนยวบ พ่ายแพ้แต่โดยดี
“สหายเต๋าสวี่เจ้าตัวดี มาเถิด…”
“แต่ข้าเกรงว่าพี่สวี่จะมีเสบียงไม่มากนัก” หลินหวั่นชิงเอามือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
“อะไรนะ กล้าดูถูกข้าหรือ หวั่นชิง เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
สวี่หยางเริ่มคิดแล้วว่า เขาจะจัดการกับหลินหวั่นชิงแบบนี้โดยใช้เครื่องมือเสริมได้หรือไม่
…
วันนี้อากาศดี สายลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดเอื่อย ๆ
แสงแดดสาดส่องลงบนผืนน้ำทะเลสีเขียวมรกต ทอประกายระยิบระยับ เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเห็นฝูงปลาปากแหลมโผล่เหนือน้ำเป็นครั้งคราว
ทุกครั้งที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น สวี่หยางที่โดยสารเรือเหาะจะใช้ดัชนีฝังเข็มยิงปลาเหล่านั้น
ไม่นานนัก เรือเหาะก็มีปลาอยู่หลายสิบตัว
บริเวณกลางลำเรือ หลินอวี้ หลินไห่ถัง หลินหวั่นชิง และเสิ่นม่านอวิ๋น นั่งล้อมวงตั้งเตา และเริ่มปิ้งปลา
การเดินทางครั้งนี้จะมุ่งหน้าไปยังริมทะเลตามที่หวังสวี่เฉียงบอกเอาไว้ เพื่อไปสมทบกับกองเรือ และเตรียมเดินทางไปยังแดนเซียนตงไห่
เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต สวี่หยางจึงแปลงโฉมเรือเหาะใหม่ทั้งลำ
ช่องปืนใหญ่ถูกซ่อนไว้ในช่องลับ ส่วนที่ประณีตก็ถูกเปลี่ยนรูปโฉม ให้ดูโทรมและธรรมดาที่สุด
ขณะเดียวกัน สวี่หยางควบคุมพลังวิญญาณของเรือเหาะวิญญาณ ให้คงอยู่เพียงขั้นสูงระดับหนึ่ง
ระดับนี้ไม่น่าจะทำให้ผู้อื่นสนใจได้ง่ายนัก
มิเช่นนั้น หากเรือเหาะวิญญาณขั้นสูงระดับสอง ย่อมจะทำให้ผู้คนสังเกตเห็นได้ง่าย และก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากที่ไม่จำเป็นได้
“สามี ปลาย่างพร้อมแล้ว”
หลินอวี้ส่งปลาย่างหอมกรุ่นมาให้
สวี่หยางรับมา ดมกลิ่นหอมไหม้ของปลาย่าง แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เยี่ยม ฝีมือทำครัวของอวี้เอ๋อร์ยอดเยี่ยมขึ้นทุกที”
กัดเข้าไปคำหนึ่ง ปรากฏว่าก้างปลาข้างในกรอบจนเคี้ยวได้สบาย ๆ เคี้ยวสองสามทีก็กลืนได้แล้ว
กินไปได้สักพัก ไม่นานนักก็เห็นเรือเหาะขนาดยักษ์อยู่เบื้องหน้า
เรือลำที่อยู่ตรงหน้า มีขนาดใหญ่โตมหึมา
เรือชนิดไม่เหมือนเรือเหาะ มันบินไม่ได้ แต่มันใช้สำหรับสัญจรทางน้ำเท่านั้น
เพราะขนาดตัวเรือหนักเกินไป หากจะใช้พลังในการบิน แม้ว่าจะทำให้เรือขนาดใหญ่ลอยขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องใช้หินวิญญาณเป็นจำนวนมหาศาลอยู่ดี
ดังนั้นถ้าใช้แล่นบนน้ำ จะง่ายกว่ามาก
หากเร่งความเร็ว จะไม่ช้าไปกว่าการบินเท่าไร
“ถึงแล้ว ใส่หน้ากากกันเถอะ”
สวี่หยางพยักหน้าให้ภรรยาสี่คนเล็กน้อย แล้วสวมหน้ากากให้ตัวเอง
ตอนนี้ เขาดูเหมือนชายอมทุกข์ ใบหน้าเหลืองซีด กลิ่นอายอยู่ในขอบเขตการสร้างรากฐาน จึงทำให้ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
ตอนนี้เขาดูเหมือนผู้บำเพ็ญขอบเขตการสร้างรากฐานที่พาภรรยาสี่คนมาด้วย
ครู่หนึ่ง เรือทั้งลำก็ปรากฏแก่สายตา สวี่หยางอ่านชื่อบนเรือลำใหญ่ที่ติดอยู่ด้านข้าง เรือลำนี้มีชื่อว่า
ชางอวี่ฮ่าว
กลิ่นอายขอบเขตการกลั่นลมปราณ แพร่กระจายออกมา
สวี่หยางประหลาดใจ ที่บนเรือมีผู้คนอยู่มากมายแล้ว
“หยุด! จงบอกชื่อเจ้ามา มิเช่นนั้นหากพวกเจ้าเข้ามาใกล้มากกว่านี้พวกข้าจะโจมตีซะ!”
ชายชราบนเรือ ลอยตัวอยู่กลางอากาศ พลางตะโกนถาม
พร้อมกันนั้น ปืนใหญ่สองกระบอกบนเรือ ก็เล็งมาที่สวี่หยาง
หากสวี่หยางเคลื่อนไหวพลาด ปืนใหญ่นี้ก็จะยิงออกมา
สวี่หยางรีบตะโกนว่า “พวกข้ามีตั๋วขึ้นเรือ”
จากนั้นหลินอวี้จึงหยิบหุ่นเชิดรูปนกออกมาจากถุงเก็บของ หุ่นเชิดคาบตั๋วขึ้นเรือบินออกไป
หลังจากตรวจสอบแล้ว สวี่หยางก็สามารถผ่านไปได้
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มเก็บเรือส่านหลิงเฟยและขึ้นเรือพร้อมเหล่าภรรยา
บนดาดฟ้า มีผู้คนอยู่แล้วกว่าพันคน
สวี่หยางสังเกตเห็นคนคุ้นหน้าสองสามคน
“นั่นมันพวกเขา…”
พวกผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลลู่ ที่แท้พวกเขาก็มาอยู่ที่นี่
ในจิตสำนึกของเขา ก็อดนึกไปถึงสถานการณ์ของตระกูลลู่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ไม่ได้
ตั้งแต่ที่ตระกูลลู่และตระกูลหลินสิ้นสุดสงคราม เนื่องจากผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานเพียงหนึ่งเดียวถูกผู้บำเพ็ญมารฆ่าตาย ตระกูลลู่จึงเสื่อมถอยลง
หลังจากนั้น ตระกูลลู่ก็ประสบกับการกีดกันจากตระกูลโดยรอบ โดยเฉพาะตระกูลหลิน ต่อมาที่ตั้งของตระกูลลู่ก็ถูกยึดจนหมดสิ้น
สวี่หยางเคยคาดการณ์ว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป ตระกูลลู่อาจถึงคราวจบสิ้นลงเพียงเท่านี้
แต่ไม่คาดคิดว่า ตระกูลลู่จะเลือกอพยพทั้งตระกูลไปที่แดนเซียนตงไห่
ปัจจุบัน ตระกูลลู่ยังคงนำโดยผู้อาวุโสใหญ่ ลู่หยวนฮว่า
เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่พบ ลู่หยวนฮว่า ตอนนี้เขาดูแก่ลงไปบ้าง แต่แววตาก็ยังคงสง่างาม พลังปราณก็ยังคงแข็งแกร่ง
ลู่หยวนฮว่าเหลือบมองมาทางสวี่หยางเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่น ก่อนจะหันไปพูดกับกำชับกับพวกพ้อง ว่าอย่าไปหาเรื่องกับ สวี่หยาง
“เมื่อครู่เหมือนลู่หยวนฮว่าจะมองมาทางนี้ หรือว่าเขาจำพวกเราได้”
แววตาของสวี่หยางวูบไหว
จากนั้น สวี่หยางก็พาภรรยาของเขาเดินสำรวจรอบ ๆ
นอกจากคนของตระกูลลู่แล้ว เขาก็ไม่รู้จักใคร
คนที่มีพลังต่ำที่สุดก็เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า
พวกที่มีพลังสูงสุดก็มีขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง บางคนก็มีขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง แต่ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์พวกนี้มีจำนวนน้อยนัก
หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครสนใจพวกเขา สวี่หยางก็พาภรรยาเข้าไปในห้องรับรอง
ใจกลางที่นี่ คือที่ตั้งคือห้องอาหาร พวกเขาจึงสั่งอาหารมากินเล็กน้อย
เมื่อกินเกือบหมดแล้วสวี่หยางก็เดินออกไป ประจวบเหมาะกับลู่หยวนฮว่าที่เดินตรงเข้ามา
สวี่หยางเริ่มตื่นตัวทันที
ถึงแม้ว่าบนเรือจะห้ามการต่อสู้ ทำร้ายกัน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีคนไม่สนใจกฎลงมือหรือไม่
โชคดีที่สวี่หยางสังเกตว่า ลู่หยวนฮว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ แต่เดินมาหยุดตรงหน้า และโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ส่งกระแสจิตว่า “สหายเต๋าสวี่ สบายดีหรือไม่”
ก่อนหน้านี้ตอนหนีออกมาจากสำนักชิงหยาง ตระกูลลู่และตระกูลหลินหนีออกมาด้วยกัน
ตอนนั้นภาพที่สวี่หยางและหลินไห่ถังสังหารขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายพร้อมกัน เขายังจำได้ดีจนถึงตอนนี้
ในใจยกให้สวี่หยางเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสทะลวงขั้นสู่ขอบเขตจินตานแล้ว
ดังนั้นเมื่อรับรู้ว่าเป็นสวี่หยาง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในอนาคต ลู่หยวนฮว่าจึงเดินเข้ามาทักทาย
“เจ้าจำข้าได้อย่างไร” สวี่หยางยืนเอามือไพล่หลัง มองไปที่อีกฝ่าย
“ข้ารู้จักเคล็ดวิชาตรวจจับกลิ่นอาย ถึงจะไม่ใช่ระดับสูง แต่ก็สามารถรับรู้กลิ่นอายของผู้อื่นได้อย่างชัดเจน!”
ลู่หยวนฮว่ายิ้มออกมา “ครั้งหนึ่ง ข้าเคยเห็นสหายเต๋าสวี่สังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายมาแล้ว จนถึงทุกวันนี้ยังประทับใจไม่รู้ลืม ในใจข้านับถือเจ้าอย่างถึงที่สุด”
“เช่นนั้นเคล็ดวิชาของเจ้าช่างเก่งกาจนัก แม้หน้ากากของข้ายังไม่สามารถตบตาเจ้าได้เลย”
สวี่หยางเปลี่ยนเรื่องทันใด “เจ้ามาหาข้าเพื่อสิ่งใด”
ลู่หยวนฮว่าพูดตรง ๆ “ในอดีตตระกูลลู่ของข้าและตระกูลหลินเคยมีความขัดแย้งกัน แต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องในอดีตแล้ว ผู้นำตระกูลลู่ของข้าและเหล่าผู้อาวุโสอีกมากมายได้ชดใช้ด้วยชีวิตไปแล้ว ขณะนี้ตระกูลลู่ของข้าได้ละทิ้งทุกสิ่งในแดนเซียนตอนเหนือไปหมดสิ้นแล้ว ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ข้าหวังว่าสหายเต๋าสวี่จะเมตตา”
เช่นเดียวกับที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้
ที่ลู่หยวนฮว่ามาหา ก็เพื่อมาขอความเมตตา
น้ำเสียงสวี่หยางนิ่งเรียบ “ข้ามิใช่ผู้คลั่งไคล้การฆ่าฟัน หากผู้อื่นไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็จะไม่ยุ่งกับผู้อื่น!”
“ขอบพระคุณสหายเต๋าสวี่”
สวี่หยางเอ่ยถาม “ส่วนเคล็ดวิชาตรวจจับกลิ่นอายของเจ้า ข้าก็สนใจอยู่มิใช่น้อย ไม่ทราบว่าเจ้าจะแบ่งปันมันให้ข้าได้หรือไม่”
ลู่หยวนฮว่าครุ่ดคิด
แต่พอดูหน้ากากอันน่ารังเกียจของสวี่หยาง เขาก็รู้สึกระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเขารู้ว่า แม้ดูเหมือนสวี่หยางจะพูดว่า ‘สนใจ’ แต่ที่จริงแล้วก็เป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง
ลองเชิงว่าเจ้ามีท่าทีเช่นไรต่อข้า
เขาถอนหายใจเบา ๆ ลู่หยวนฮว่ารู้ดีว่าหากอีกฝ่ายต้องการจัดการกับเขา มันง่ายดายมาก
ดังนั้นเขาจึงหยิบม้วนหยกออกมายื่นให้อีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา
“สหายเต๋าสวี่ เพื่อแสดงความจริงใจ ข้าจึงมอบเคล็ดวิชานี้ให้เจ้า”
“โอ้? เจ้าใจกว้างเช่นนี้เชียวหรือ” สวี่หยางยิ้มแต่ไปไม่ถึงดวงตา
ลู่หยวนฮว่ากล่าว “เอาไว้คบหากับสหายเต๋าสวี่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน”
“เอาละ ข้าจะรับของถูก ๆ นี่ไว้ก็ได้ ข้าสวี่หยางขอรับรองว่าจะไม่ทำเรื่องใด ๆ ที่เป็นผลเสียต่อตระกูลลู่ของเจ้า”
“ขอบใจสหายเต๋าสวี่… ว่าแต่สหายเต๋าสวี่จะไปที่ใดหรือ ข้ามีแผนที่ดาราแดนเซียนตงไห่ ถ้าสหายเต๋าสวี่ไม่รังเกียจ เชิญรับไปเถอะ”